จากนั้นจูเยว่เริ่มทบทวนสิ่งที่ได้รับมามันประทับอยู่ในความทรงจำ ราวกับเพียงแค่นึกคิด มันก็ปรากฏอยู่ตรงหน้าของตนจนเวลาค่อยๆล่วงเลยผ่านไป...
ในระหว่างการเดินทาง 7 วันแรก ช่างเงียบสงบไร้เื่ราวใดๆรบกวนจูเยว่ได้นั่งบ่มเพาะพลังลมปราณและศึกษาทักษะยุทธทั้งสองในระหว่างการเดินทางเรื่อยมาอีกทั้งยังศึกษาธาตุทองและไม้ที่ตนไม่คุ้นชินให้สามารถเข้าใจได้ลึกซึ้งขึ้นกว่าเดิม
แต่เมื่อเข้าสู่วันที่ 8 ของการเดินทาง ซึ่งตอนนี้ได้เดินทางมาถึงครึ่งแล้วก็เริ่มพบเจอสัตว์อสูรบ้างประปราย แต่ก็ถูกเฟยซิ่วสังหารได้อย่างง่ายดายเนื่องจากพวกมันมีระดับพลังอยู่เพียงแค่อสูรแรกเริ่มขั้นที่ 4-7เท่านั้น
แม้แต่ตัวจูเยว่เป็ผู้ลงมือก็สามารถปลิดชีวิตมันลงได้เช่นกัน เพราะก่อนที่เขาจะออกมาจากเมืองแสงอรุณก็ได้ดูดซับโสม 300 ปีทำให้สามารถทะลวงไปยังระดับรวมลมปราณขั้นที่ 5 ขั้นสูงสุดได้แล้ว และได้บ่มเพาะระหว่างการเดินทางถึง 8 วันไม่หยุดพักทำให้จูเยว่สามารถทะลวงระดับพลังไปอยู่ในระดับขั้นสูงสุด ของระดับรวมลมปราณขั้นที่6 ใกล้จะทะลวงระดับรวมลมปราณขั้นที่ 7 ขาดเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
อีกทั้งทักษะยุทธทั้งสองที่ได้รับมาก็มีความเข้าใจในระดับสูงสุดแล้วเช่นกันทำให้จูเยว่ทราบว่ามันเป็เพียงขั้นแรกของทักษะยุทธเท่านั้นถึงแม้จะสร้างความสงสัยให้แก่ตน ว่าจะได้รับทักษะขั้นที่สองมาได้อย่างไรแต่ในเมื่อไม่สามารถหาวิธีได้ เขาจึงเลิกที่จะนึกถึงมัน
เมื่อเข้าสู่วันที่ 13ของการเดินทางจูเยว่ก็สามารถทะลวงระดับ เข้าสู่ระดับรวมลมปราณขั้นที่ 7 ได้สำเร็จ และอยู่ห่างจากป่าลมหวนอีกประมาน 1000ลี้เท่านั้น ใช้เวลาอีกเพียง 1-2วันก็สามารถที่จะเดินทางไปถึงที่หมาย
ในระยะ 1000ลี้ก่อนถึงป่าลมหวนหาใช่ป่าเขาอย่างที่ได้เดินทางผ่านมา แต่เป็ที่รกร้างไร้ผู้คนแลดูแห้งแล้งก่อนที่จะเข้าไปภายในเขตพื้นที่รกร้างนั้นก็ปรากฏโรงเตี้ยมตั้งอยู่ข้างทางเสมือนเป็ที่พักสุดท้ายก่อนที่จะเดินทางเข้าไปภายในป่าลมหวน
เสียงจูเยว่ดังขึ้นกล่าวกับเฟยซิ่ว
“ด้านหน้ามีโรงเตี๊ยมเราแวะพักกันก่อน”
ระหว่างทางเฟยซิ่วได้ใช้พลังลมปราณในการจัดการเหล่าอสูรไปเป็จำนวนมากและเหล่าอสูรที่ออกมาก็เริ่มมีความแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้นมีแม้กระทั่งอสูรระดับแรกเริ่มขั้นที่ 7-8 ซึ่งผิดแปลกจากที่บิดาเคยกล่าว ว่าไม่เคยมีอสูรระดับแรกเริ่มขั้นนี้ออกมานอกพื้นที่ป่าลมหวน
หากไม่ให้เฟยซิ่วเตรียมตัวให้พร้อมเมื่อเดินทางเข้าไปภายในป่า อาจทำให้พวกตนอยู่ในสถานการณ์ที่เป็อันตรายได้
เมื่อเปิดประตูเข้าไปมีเพียงชาย 2 คนที่อยู่ในร้านซึ่งนั่งอยู่โต๊ะเดียวกันมันเหลือบมามองทางจูเยว่เพียงชั่วครู่แต่ก็ไม่ได้ใส่ใจ
เห็นดังนั้นจูเยว่จึงเดินตรงไปยังโต๊ะว่างที่อยู่อีกด้านหนึ่ง และเริ่มสั่งอาหารจากเสี่ยวเอ้อที่มีอยู่เพียงคนเดียวภายในโรงเตี๊ยม แต่กลับต้องแสดงสีหน้าแปลกใจขึ้นมา
“เสี่ยวเอ้อผู้นี้...กลับมีระดับพลังถึงขั้นเชื่อมโยงชีพจรขั้นที่ 7?”
ในตอนแรกเขาเพียงสงสัยว่าผู้ที่มาเปิดกิจการเช่นนี้เพียงลำพัง ในพื้นที่ที่สัตว์อสูรอาศัยอยู่เป็จำนวนมากจะมีพลังถึงระดับขั้นใด จึงลองตรวจสอบดูอย่างไม่ตั้งใจ แต่กลับพบว่ามีระดับพลังสูงถึงขั้นนี้ซึ่งได้สร้างความประหลาดใจให้เขาไม่น้อย
แต่เมื่อจูเยว่ก็ให้ความสนใจเพียงชั่วครู่เท่านั้นเพราะคิดว่าอาจเป็ยอดฝีมือผู้หนึ่ง ที่คิดหลีกหนีความวุ่นวายมาประกอบกิจการเล็กๆในที่ห่างใกล้ก็เป็ได้
เมื่ออาหารได้มาถึงเสียงสนทนาจากโต๊ะข้างๆก็ดังขึ้นมา
“การไปที่ป่าลมหวนครั้งนี้ช่างอันตรายยิ่งนัก! ข้าเกือบเอาชีวิตไปทิ้งหลายครา... เมื่อ 10ปีก่อนข้าเคยได้รับภารกิจให้มายังป่าแห่งนี้แต่สัตว์อสูรก็หาได้ดุร้ายถึงขีดขั้นนี้!อย่างมากที่พบเจอก็เพียงสัตว์อสูรระดับวิญาณขั้นที่ 1-2เพียงเท่านั้นแต่ครั้งนี้ถึงขั้นพบเจอกับสัตว์อสูรระดับิญญาขั้นที่ 3!หากข้ามีความแข็งแกร่งเท่ากับ 10ปีที่แล้วคงเป็เพียงเศษอาหารที่ติดอยู่ในซอกฟันของพวกมันไปแล้ว!”
ตัวมันเมื่อ 10ปีก่อนอยู่ในระดับรวมลมปราณขั้นที่ 9 แต่ ณตอนนี้ได้เลื่อนมาถึงระดับเชื่อมโยงชีพจรขั้นที่ 3 จึงได้รับภารกิจนี้มาด้วยความมั่นใจเพราะว่าเคยเดินทางมายังป่าแห่งนี้มาก่อนโดยคิดว่าภารกิจในครั้งนี้คงจะง่ายดายยิ่งนักสำหรับมันแต่ตัวมันกลับเกือบที่จะเอาชีวิตมาทิ้ง กับภารกิจที่คิดว่าง่ายดายนี้
“ใช่แล้ว...ภารกิจในการหาหญ้าิญญาขจี ช่างยากเกินกว่าระดับที่ให้ไว้ แต่ที่แห่งนี้...อยู่ห่างไกลจากสำนักของพวกเรามาก ไม่น่าแปลกใจหากทางสำนักไม่ทราบถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นข้าเสียเวลาร่วมเดือนในการเดินทาง แต่ก็ต้องกลับไปมือเปล่า...ช่างโชคร้ายยิ่งนัก!” มันส่ายศรีษะไปมาพร้อมกับแสดงสีหน้าที่เศร้าใจหากมันรู้จะไม่ยอมมายังสถานที่ที่ห่างไกลเช่นนี้เป็อันขาด
เมื่อเฟยซิ่วได้ยินดังนั้นมันรีบหันควับไปยังทางนายน้อยของมัน
“สัตว์อสูรระดับิญญาขั้นที่ 3!ขะข้าคิดว่า...มันเกินกว่าที่พวกเรา จะรับมือกับมันได้นะขอรับนายน้อย...”มันรู้สึกว่าหากมันต้องพานายน้อยของตนเข้าไปยังสถานที่ที่มีอสูรระดับนั้นอาศัยอยู่ มันไม่มั่นใจแม้แต่น้อยว่าจะพานายน้อยรอดกลับมาได้ทั้งที่ยังชีวิต!
“ไม่เป็ไร ข้ามีวิธีของข้า”เขากล่าวตอบออกไป เพราะตัวเขามั่นใจว่าสามารถที่จะรอดจากอสูรระดับนั้นได้
เฟยซิ่วได้แต่ถลึงตามองนายน้อยของตน
“วิธีการของท่าน? วิธีการเช่นใดของท่านกัน?!”
ถึงแม้มันอยากถามออกไปแต่มันก็ทำได้เพียงแค่เชื่อฟังคำของนายน้อยเท่านั้นหากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้นมา มันจะยอมสู้แลกชีวิตเพื่อให้นายน้อยนั้นหนีรอดออกมาให้ได้
“คืนนี้...พักกันที่โรงเตี๊ยมแห่งนี้ก่อน..พรุ่งนี้เช้าค่อยเริ่มออกเดินทาง”เขากล่าวบอกแก่เฟยซิ่ว
เมื่อพักผ่อนกันเสร็จเรียบร้อยในตอนเช้าจูเยว่ก็เร่งออกเดินทางต่อในทันที
หลังจากออกเดินทางมาได้เพียงแค่ครึ่งทางเสียงของเฟยซิ่วก็ดังขึ้นมากล่าวแจ้งแก่จูเยว่
“นายน้อยด้านหน้ามีการต่อสู้เกิดขึ้นน่าจะเป็คนผู้หนึ่ง กำลังถูกสัตว์อสูรล้อมโจมตี ดูแล้ว... คงยากที่จะเอาชีวิตรอดจากฝูงสัตว์อสูรเ่าั้ได้”
“ไม่ต้องสนใจ... เดินทางต่อไป”
ตัวเขาในอดีตนั้นผ่านการต่อสู้มามากมายกว่าจะยืนอยู่บนจุดสูงสุดของโลก ในบางครั้งการช่วยเหลือคนไม่รู้จักก็อาจนำภัยมาสู่ตนอย่างไม่คาดคิด จึงได้กล่าวสั่งเฟยซิ่วออกไปเช่นนั้น
เสียงของเฟยซิ่วดังขึ้นอีกครั้งเมื่อมันเข้าใกล้การต่อสู้ในระยะที่สายตาสามารถมองเห็นได้ชัดเจน
“ตะแต่ว่า...ผู้ที่ถูกสัตว์อสูรโจมตี ข้าเห็นว่า เป็แม่นางหลี่ฟางซิ่นนะขอรับ...”เมื่อมันมองเห็นร่างสตรีที่อยู่ไกลๆ มันรู้สึกคลับคล้ายคลับคลาเหมือนเห็นคนที่มันคุ้นหน้าแต่ด้วยระยะทางที่ไกลออกไป ทำให้มันไม่สามารถบอกได้ว่าเป็ใครในคราแรกแต่เมื่อเข้าใกล้มาอยู่ห่างไม่ถึง 1 ลี้ มันจึงเห็นใบหน้าได้ชัดเจน จึงรีบกล่าวบอกแก่นายน้อยอีกครั้ง