> อี
ผมมีปัญหาเื่การนอนหลับ หลับยาก หลับไม่ค่อยสนิท มักตื่นเพราะฝันร้าย
วัยเด็กผมเคยเป็โรคซึมเศร้า แม่ของผมตั้งท้องโดยไม่รู้ว่าพ่อมีครอบครัวอยู่แล้ว พอทราบเื่ แม่เลือกหันหลังและพาผมเดินออกจากชีวิตพ่อ ชีวิตพวกเราไม่ได้ลำบากอะไร เพราะตายายทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ แม่ผมเข้ารับ่ต่อ เดิมเคยขายเพียงที่ดิน แม่ก็ทำหมู่บ้านจัดสรร อาคารพาณิชย์หลายโครงการ คอนโดที่ผมอาศัยอยู่ก็ใช่
ชีวิตผมไม่ขาดเหลืออะไร มีแม่กับตายายซัปพอร์ตมาตลอด ตรงกันข้าม มัน ‘ล้นเกิน’ เสียด้วยซ้ำ ที่ต้องบอกว่าเกิน เพราะจู่ ๆ พ่อก็กลับเข้ามาในชีวิต่ที่ผมเรียนประถมปลาย พ่อเข้ามาเพื่อเรียกร้องสิทธิ์รับผิดชอบในตัวผม จริง ๆ แล้วพ่อเรียกร้องมาโดยตลอด แต่ก่อนหน้านั้นผมเล็กเกินกว่าจะเข้าใจ พอเริ่มรับรู้อะไรขึ้นมาบ้างจึงอึดอัด ไม่ชอบให้ใครคนนี้มาหา เพราะมาทีไรแกก็จะชวนให้ไปอยู่ด้วย ทั้งยังเอาอกเอาใจมากเสียจนผมเองทำตัวไม่ถูก
บางครั้งพ่อไปหาถึงโรงเรียน แกรู้จักกรรมการบริหาร เคยบริจาคเงินให้โรงเรียนคราวละมาก ๆ คนจึงเกรงใจ ผมได้รับการดูแลเป็พิเศษ ใส่ใจจนผมไม่เป็ตัวของตัวเอง เริ่มเก็บตัว ไม่อยากมีเพื่อนเพราะกลัวถูกมองเป็ตัวตลก จนแม่ผมทนไม่ได้ จับย้ายโรงเรียนตอน ม. 1 และขู่ไม่ให้พ่อยุ่มย่ามกับชีวิตผมอีก
อาการผมดีขึ้น่ย้ายโรงเรียน ผมได้รู้จักเฟิร์สและแรก เด็กชายซึ่งชื่อพวกเขามีความหมายเดียวกับชื่อของผมในภาษาจีน รู้สึกตัวอีกทีผมก็มีพวกเขาเคียงข้าง
ไม่รู้เพราะอ่อนเพลียจากการอดนอนเพื่อประชุมกับคนอีกซีกโลกสองคืนติดกัน หรือเพราะมิได้กินข้าว หรือเพราะเมาเครื่องบิน หรือเพราะเบียร์หลายแก้วที่ซดดื่ม หรือเพราะกลิ่นหอมอ่อน ๆ จากแอปเปิลที่วางบนโต๊ะข้างเตียงกันแน่ ทำให้ผมหลับทันทีที่หัวตกถึงหมอน แต่ก่อนจะหลับสนิท รอยยิ้มตาหยีของใครบางคนก็ผุดขึ้นมาทำให้ผมยิ้มตาม
ผมตื่นขึ้นมาแบบสดชื่น คงเพราะได้นอนเต็มอิ่มในรอบหลาย ๆ ปี สิ่งแรกที่เห็นเมื่อลืมตาคือแอปเปิลลูกนั้น อดยิ้มกับตัวเองไม่ได้เมื่อนึกถึงรอยยิ้มตาหยีของคนมอบให้มา
ผมตัดสินใจไม่ชงกาแฟแต่จะเดินไปกินที่ร้านข้างคอนโด ก็ร้านเดียวกับที่เป็บาร์เมื่อคืนแหละครับ แต่ตกกลางวันจะกลายเป็ร้านกาแฟน่ารัก
ผมทักแมวอ้วนซึ่งนอนขวางประตูร้าน มิได้คาดหวังว่าจะเจอเ้าของยิ้มตาหยี เพราะเขาบอกว่าเป็บาร์เทนเดอร์ คงมา่ค่ำๆ แต่เมื่อเดินถึงเคาน์เตอร์ก็ผิดคาด คนใส่เสื้อยืดสีดำลายแมวซามูไรเมื่อคืน บัดนี้สวมเชิ้ตสีอ่อนพร้อมผูกผ้ากันเปื้อน และแน่นอน ส่งยิ้มตาหยีมาเหมือนเคย
“เอสเปรสโซดับเบิลช็อตนะครับ”
“คุณเป็แวมไพร์เหรอ ไม่หลับไม่นอน” ผมซึ่งไม่ค่อยสนใจใคร น้อยครั้งจะทักคนอื่นก่อน ยังแปลกใจตัวเองว่าทำไมถึงออกปากทักคนตรงหน้า
ยิ้มตาหยีถูกส่งมาอีกครั้ง “แค่บางวันแหละครับ ปกติผมไม่ได้มาร้านตลอด ว่าง่ไหนก็มา ไม่อยากมาก็ไม่มา เป็พาร์ตไทม์ที่เล่นตัวมาก ๆ เลยครับ ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า”
ผมรับแก้วกาแฟ ย้ายไปนั่งโต๊ะข้างหน้าต่าง แน่นอนว่าเป็มุมที่เห็นบาริสต้าชัดเจน ชัดจนกระทั่งรู้ว่าเขามิได้ยิ้มตาหยีให้ผมคนเดียว หากมอบรอยยิ้มให้ทุกคนต่างหาก ทั้งลูกค้านักศึกษาที่เดินเข้าออกร้านอย่างคึกคัก่กลางวัน รวมถึงเพื่อนพนักงานในร้าน
ยิ้มนั้นเหมือนจะเผื่อแผ่แก่โลกทั้งใบ มันทำให้โลกสว่างไสวก็จริง แต่ไม่รู้เพราะอะไร ผมอยากให้ยิ้มนั้นส่งมายังผมคนเดียว
“ฮัลโหล แรก มึงจะลงมายังวะ ฝากเปิดห้องกูหยิบโน้ตบุ๊กบนโต๊ะมาให้ที กูอยู่ร้านพี่อธิปเนี่ย”
ไม่ถึงสิบนาที เพื่อนทั้งสองคนก็มาถึงร้าน ชุดที่ใส่ดูก็รู้ว่าเป็ชุดนอน
“ยังไงวะมึง ไหนมึงเคยบอกว่าไม่ชอบนั่งทำงานนอกห้องไม่ใช่ แล้ววันนี้เสือกจะอินดี้อะไรมานั่งทำงานร้านกาแฟ” แรกทักพร้อมยื่นกระเป๋าโน้ตบุ๊กมาให้
“ก็...ไม่มีไร”
“คนอย่างมึง ไม่มีไร คือมีไร บอก!”
ไม่พูดเปล่า มันยังเอาเท้ายันผมด้วย แต่ก่อนที่มันจะประชิดตัวผมมากกว่านี้ เ้าของยิ้มตาหยีก็เดินมาเสิร์ฟแซนด์วิช
“พี่ ชิมหน่อย แซนด์วิชสูตรใหม่ ไส้ไข่คนกับผักโขม ผมใส่ชีสด้วยนะ รับรองยืด”
“เฮ้ย ไอ้อีชิมเว้ยชิม ไม่ต้องกลัวตาย เห็นหน้าจืด ๆ แบบนี้แต่ไอ้นอร์ททำอาหารอร่อยนะมึง ไม่จืดเหมือนหน้า”
“จริง แต่นานน้านทีมันจะทำข้าวกล่องมาเผื่อกูที่คณะ ส่วนใหญ่เกาะกูกินตลอด”
“เป็พี่รหัสหนึ่งวัน เป็พี่รหัสตลอดไป ฮ่า ฮ่า ฮ่า ไปละ เดี๋ยวไปชงกาแฟต่อ”
ผมรีบหยิบแซนด์วิชบนจานก่อนที่มันจะหมด เพราะเฟิร์สกำลังจ้วงชิ้นที่สอง ส่วนแรกเคี้ยวอยู่ในปากหนึ่งชิ้น ถือในมืออีกข้างละชิ้น
“เออ มึงได้ข่าวไข้หวัดที่ระบาดเมืองจีนยังวะ มันยังไงนะ อยู่ ๆ ก็ระบาดขึ้นมา นี่แม่กูว่าจะไปเทศกาลหิมะเมืองฮาร์บิน ไม่รู้จะได้ไปอยู่ป่าวเนี่ย”
“แม่กูด้วยค้าบ ทริปเดียวกันมึง ไปไหนก็ไปด้วยกันตลอด สนิทกันไม่พอยังจะบังคับให้กูมาสนิทกับมึงอีก นี่ถ้ามึงเป็ผู้หญิงนะไอ้เฟิร์ส รับรองได้เป็เมียกู”
“อยากได้มึงตายละไอ้แรก ละทำไมกูต้องเป็เมีย มึงสิเป็เมีย”
“เอ๊ะ ไอ้นี่ ก็กูเกิดก่อนมึงสองอาทิตย์ กูเป็พี่ มึงก็ต้องเป็เมีย”
“มึงเตี้ยกว่ากู มึงสิเป็”
“นี่มึงบูลลี่กูอ่อ”
“บริษัทกูงดทำวิจัยไซต์ที่อยู่ใกล้ ๆ จีนแล้ว เรียกนักวิจัยแถวนั้นกลับออกมาหมดเลย” ผมพูดแทรกก่อนาน้ำลายจะไปไกลกว่านี้
จริง ๆ แล้วผมรู้สึกสบายใจ อย่างน้อยเห็นสองคนกลับมาต่อปากต่อคำได้ แสดงว่าเฟิร์สเริ่มขยับออกจากมุมตัวเองแล้ว
“บริษัทมึงไม่มีไซต์ที่จีนอยู่แล้วไม่ใช่เหรอ”
“ก็ตอนนี้มันระบาดออกนอกประเทศแล้วไง ประเทศที่อยู่ติดกันก็เป็กลุ่มเสี่ยงอะ”
“อาจารย์ที่คณะคนนึงเพิ่งกลับมาก่อนจีนสั่งปิดประเทศสักอาทิตย์นึงนี่แหละมั้ง ดีนะที่กลับมาก่อน เกิดปิดประเทศห้ามคนเข้าออกมิค้างอยู่ที่โน่นยาวเลยเหรอ”
“ทำไมมันเอาไม่อยู่วะ ก็น่าจะเหมือนไข้หวัดใหญ่มั้ยอะ พวก Tamiflu* ใช้ไม่ได้เหรอ”
“มันเชื้อคนละแบบมึง ขนาดเชื้อเดียวกันอย่าง HIV มันเปลี่ยนโครโมโซมนิดนึงยาก็ใช้ไม่ได้ผลละ มึงดูดิ ตอนนี้ยา HIV ออกมากี่ตัวละ สมัยเราเข้าเรียนใหม่ ๆ มีแค่สี่ตัวห้าตัวเอง ตอนนี้ตามอ่านกันแทบไม่ทัน”
“มันติดต่อทาง airborne* ด้วยมึง แค่ไอจามใส่กันก็ติด แถมมือโดนน้ำมูกน้ำลายแล้วไปจับนั่นจับนี่ต่อกันมันก็ติด ไอ่ติดง่ายนี่ไม่เท่าไหร่ รักษายากนี่สิมึง ยาก็ยังไม่มี เชื้อลงปอดอีก respiratory failure* ง่าย ๆ ได้เลยนะมึง”
“ตอนหวัดนกว่าแย่ละนะ กูไม่กล้ากินไข่ กับไก่ทอดไป่นึงเลยมึง”
“อันนั้นยังว่าติดจากขี้นก พอเห็น ๆ กันอยู่บ้าง อันนี้มองไม่เห็น ยากเลยทีนี้”
“ก็หวังว่ามันจะอยู่แค่แถบ ๆ โน้นอะเนอะ อย่างมากแม่มึงกับแม่กูก็คงไปจีนช้าเดือนสองเดือนอะ อดดูเมืองน้ำแข็งแน่มึง บอกแม่ให้เปลี่ยนใจไปเดินเล่นแถวกำแพงเมืองจีนตอนดอกบ๊วยบานแทนละกัน”
Tamiflu* : ชื่อสามัญ Oseltamivir ใช้รักษาไข้หวัดใหญ่ชนิดเอและบี
airborne* : คือการแพร่ของเชื้อโรคไปทางละอองฝอยเล็ก ๆ ที่อยู่ในอากาศได้นานและถูกเคลื่อนย้ายไปตำแหน่งอื่นได้
respiratory failure* : ภาวะการหายใจล้มเหลว ผู้ป่วยจะเหนื่อยง่าย ขาดออกซิเจนและคาร์บอนไดออกไซด์คั่ง หากรุนแรงผู้ป่วยจะไม่สามารถหายใจได้และเสียชีวิต
©©©