ซีรีส์มหากาพย์แฟนตาซีจีน
ตำนานผู้ถือกรรม์
บุปผาคืนชะตา
เล่ม 2 : เหมันต์เหนือชายแดน ิญญาไร้สุสาน
ตอนที่ 3 : ระฆังครั้งที่เจ็ด
แสงอรุณเหนือหมู่บ้านชิงเหอมิได้มีสีทอง
มันเป็เพียงแสงสีเทาซีดซึ่งลอดผ่านกลุ่มเมฆหนาทึบลงมาอย่างอ่อนแรง ไม่อาจละลายเถ้ากระดูกที่ปกคลุมหลังคาเรือน ไม่อาจขับไล่ความหนาวเย็นซึ่งเกาะแน่นอยู่ตามพื้นดิน และไม่อาจทำให้หมู่บ้านแห่งนี้ดูเหมือนสถานที่ของคนเป็ได้เลยแม้แต่น้อย
หลังเสียงระฆังครั้งที่เจ็ดดังขึ้นจากใต้ผืนดิน ประตูศาลเ้าได้ปิดลงอีกครั้ง
เงาร่างนับร้อยซึ่งยืนอยู่รอบเด็กหญิงชุดแดงหายไปพร้อมความมืด เหลือเพียงผ้ายันต์บนบานประตูที่กระพือเบา ๆ ทั้งที่ลมสงบนิ่ง
ไม่มีผู้ใดในค่ายพูดสิ่งใดอยู่ครู่ใหญ่
เหล่าทหารต่างมองหน้ากัน สีหน้าของแต่ละคนตึงเครียด บางคนกำด้ามดาบแน่นเสียจนข้อนิ้วซีดขาว ขณะที่บางคนเผลอถอยหลังไปหนึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัว
จ้าวเหวินเป็คนแรกที่ได้สติ
“ท่านอ๋อง”
เขาก้าวเข้ามาหาหลี่เฟิงเหยียน ก่อนลดเสียงลง
“เมื่อครู่…พวกเราทุกคนเห็นเหมือนกันหรือไม่ขอรับ”
หลี่เฟิงเหยียนมิได้ตอบทันที
สายตาของเขายังคงจับอยู่ที่ศาลเ้าเบื้องล่าง
“เ้ามองเห็นสิ่งใด”
“เด็กหญิงชุดแดง” จ้าวเหวินตอบ “และเงาคนจำนวนมากอยู่ด้านหลัง แต่พวกเขา…”
เขาหยุดไปเล็กน้อย ราวกับไม่อยากกล่าวคำที่เหลือออกมา
“พวกเขาไม่มีเท้า”
ทหารอีกสองคนพยักหน้าช้า ๆ
หลี่เฟิงเหยียนจึงกล่าวว่า
“เช่นนั้นมิใช่ภาพลวงที่มีเพียงคนเดียวมองเห็น”
เยว่หลันยืนอยู่ข้างเขา โคมกระดาษแดงของอาหลิงยังอยู่ในมือ
กระดาษโคมซึ่งเคยแห้งกรอบกลับชื้นเย็นขึ้นอย่างประหลาด บนผิวกระดาษมีคราบสีดำบาง ๆ ซึมออกมาทีละน้อย คล้ายหมึกที่ถูกน้ำกัดกินจากด้านใน
นางพลิกโคมขึ้นมอง
ตรงฐานไม้ใต้ตัวอักษรชื่อ ‘อาหลิง’ มีรอยขีดบางอย่างปรากฏเพิ่มขึ้น
เป็เส้นเจ็ดเส้น
หกเส้นแรกตั้งตรงเคียงกัน
ส่วนเส้นที่เจ็ดพาดขวางทั้งหมดไว้
หลี่เฟิงเหยียนสังเกตเห็นความผิดปกตินั้นเช่นกัน
“เมื่อคืนนั้นมีหรือไม่”
“ไม่มีเพคะ”
เยว่หลันใช้นิ้วแตะรอยหมึกอย่างระมัดระวัง
ความเย็นแล่นขึ้นมาถึงข้อมือ แต่มิได้มีพลังอาฆาตทำร้ายนาง กลับเป็ความรู้สึกคล้ายใครบางคนกำลังเร่งเร้าอย่างร้อนรน
“นางกำลังบอกให้เรารีบ”
“เพราะเสียงระฆังดังแล้ว?”
“อาจใช่”
เยว่หลันเงยหน้ามองศาลเ้า
“หรือเพราะเมื่อระฆังครั้งที่เจ็ดดังขึ้น สิ่งที่ถูกกักไว้กำลังเริ่มตื่น”
หลี่เฟิงเหยียนหันไปสั่งจ้าวเหวิน
“เตรียมคนหกนาย เลือกผู้ที่มีสติหนักแน่นที่สุด ให้นำเชือก เกลือ ผ้ายันต์ และคบเพลิงไปด้วย”
“ขอรับ”
“ส่วนคนที่เหลือรักษาค่าย ห้ามลงไปในหมู่บ้านโดยพลการ ไม่ว่าพวกเ้าจะได้ยินเสียงเรียกของผู้ใดก็ตาม”
จ้าวเหวินชะงักเล็กน้อย
“แม้จะเป็เสียงของคนที่รู้จักหรือขอรับ”
“โดยเฉพาะเสียงของคนที่รู้จัก”
คำตอบนั้นทำให้เหล่าทหารเงียบลงอีกครั้ง
เยว่หลันหันไปมองหานซื่อซึ่งยังคงนอนหมดสติอยู่ในกระโจมรักษาการณ์ รอยมือเด็กบนอกเขาถูกยันต์สีเหลืองปิดไว้ แต่รอบขอบยันต์กลับเริ่มเปลี่ยนเป็สีเทา
“ก่อนเข้าไป ข้าต้องตรวจหานซื่ออีกครั้ง”
หลี่เฟิงเหยียนพยักหน้า
“ข้าจะรอ”
ภายในกระโจม กลิ่นสมุนไพรกับกลิ่นเถ้าไหม้เจือปนกันจนชวนให้หายใจไม่สะดวก
หานซื่อนอนนิ่งอยู่บนฟูก ผิวหน้าซีดขาว ริมฝีปากแห้งแตก แม้ชีพจรยังเต้นสม่ำเสมอ แต่ลมหายใจของเขากลับเย็นจัดจนเกิดไอขาวทุกครั้งที่ผ่อนออกมา
เยว่หลันนั่งลงข้างกายเขา
นางลอกยันต์เก่าออกจากอกอย่างระมัดระวัง
รอยมือเด็กสีเทายังคงอยู่
ทว่าบัดนี้ตรงกลางฝ่ามือกลับปรากฏรอยเส้นเล็ก ๆ คล้ายอักขระบางอย่าง
เยว่หลันโน้มตัวเข้าไปมองใกล้ขึ้น
มันไม่ใช่อักขระขับิญญา
ไม่ใช่คำสาป
แต่คล้ายตัวเลขที่เขียนแบบโบราณ
สิบเจ็ด
นางนิ่งไป
จ้าวเหวินซึ่งยืนอยู่ด้านหลังเอ่ยถาม
“มีสิ่งใดหรือขอรับ”
“เลขสิบเจ็ด”
“หมายถึงอะไร”
“ยังไม่รู้”
เยว่หลันใช้ปลายเข็มเงินแตะรอยนั้นเบา ๆ
ทันทีที่เข็มััผิว หานซื่อก็เบิกตาขึ้นอย่างฉับพลัน
ดวงตาทั้งสองยังคงขุ่นมัว แต่ริมฝีปากกลับขยับช้า ๆ
“อย่า…นับ…”
เสียงของเขาแหบแห้งจนแทบไม่ได้ยิน
เยว่หลันจับชีพจรเขาไว้
“หานซื่อ เ้าได้ยินข้าหรือไม่”
“อย่า…นับ…พวกเขา…”
“ผู้ใด”
ม่านตาของชายหนุ่มสั่นระริก
“คนในห้อง…”
จ้าวเหวินหันมองรอบกระโจมทันที
ภายในมีเพียงเขา เยว่หลัน หลี่เฟิงเหยียนซึ่งเพิ่งเดินเข้ามา และทหารรักษาการณ์อีกหนึ่งคน
รวมทั้งหมดสี่คน
“ที่นี่ไม่มีผู้ใดอื่น” จ้าวเหวินกล่าว
หานซื่อกลับส่ายหน้าอย่างอ่อนแรง
“สิบเจ็ด…สิบแปด…สิบเก้า…”
เสียงนับของเขาช้าลงทุกขณะ
เยว่หลันยกมือกดหว่างคิ้วเขา
“ห้ามนับต่อ”
หานซื่อสะดุ้งเฮือก
แต่ริมฝีปากยังไม่หยุด
“ยี่สิบ…”
เปลวตะเกียงในกระโจมดับลงทันที
ความมืดเข้าปกคลุมทุกสิ่ง
เสียงหายใจของคนทั้งสี่ดังชัดขึ้น ท่ามกลางความเงียบนั้นกลับมีเสียงอีกหลายเสียงดังแทรกเข้ามา
เสียงเด็ก
เสียงผู้หญิง
เสียงคนชรา
ทุกเสียงกำลังนับต่อจากหานซื่อพร้อมกัน
“ยี่สิบเอ็ด…”
“ยี่สิบสอง…”
“ยี่สิบสาม…”
หลี่เฟิงเหยียนชักกระบี่ออกจากฝัก
แสงสีเงินบนคมดาบสว่างวาบขึ้นเพียงเล็กน้อย ทำให้มองเห็นเงาดำหลายร่างเบียดเสียดอยู่รอบผนังกระโจม
พวกมันยืนนิ่ง
ก้มหน้า
และทุกตนหันปลายเท้าเข้าหาหานซื่อ
เยว่หลันรีบกัดปลายนิ้ว วาดอักขระกลางอากาศ
“ลมหายใจคนเป็อยู่ในกาย”
“เงาคนตายจงคืนสู่ทาง”
“หยุด!”
อักขระสีแดงพุ่งออกไปเป็วง
เงาดำทั้งหมดสั่นไหว ก่อนถอยลึกกลับเข้าไปในผนังกระโจมราวกับถูกดูดหายไป
เสียงนับเงียบลงพร้อมกัน
หานซื่อหมดสติอีกครั้ง
ตะเกียงกลับมาติดเองโดยไม่มีผู้ใดจุด
บนหน้าอกของเขา ตัวเลขสิบเจ็ดเลือนหายไปแล้ว
แต่ตรงข้อมือกลับมีเส้นสีเทาพันรอบหนึ่งวง คล้ายด้ายซึ่งมองเห็นผ่านิั
เยว่หลันมองมันอย่างเคร่งเครียด
“เขาถูกผูกไว้กับบางสิ่งในหมู่บ้าน”
หลี่เฟิงเหยียนถาม
“ตัดออกได้หรือไม่”
“ถ้าไม่รู้ว่าปลายอีกด้านผูกอยู่กับอะไร การตัดโดยพลการอาจทำให้ิญญาของเขาขาดไปพร้อมกัน”
จ้าวเหวินกำหมัดแน่น
“หมายความว่าเราต้องเข้าไปในศาลเ้า”
“ใช่”
นางลุกขึ้น
“และต้องหาความหมายของเลขสิบเจ็ดให้พบก่อนที่เขาจะเริ่มนับอีกครั้ง”
เมื่อดวงอาทิตย์ลอยสูงขึ้นเหนือแนวเขา แสงของมันยังคงไม่อาจส่องเข้าไปถึงกลางหมู่บ้าน
คณะของหลี่เฟิงเหยียนประกอบด้วยคนแปดคน
ตัวเขา เยว่หลัน จ้าวเหวิน ทหารคุ้มกันหกนาย และนักพรตชราผู้หนึ่งซึ่งติดตามกองทัพมาจากเมืองหลวง
นักพรตผู้นั้นมีนามว่าเหอซาน
เขาเป็ชายชราร่างผอม สวมเสื้อคลุมสีเทาซึ่งผ่านการปะชุนมาหลายแห่ง บนหลังสะพายกล่องไม้เก่า ๆ ใบหนึ่ง ภายในเต็มไปด้วยยันต์ เชือกแดง กระดิ่งทองแดง และเครื่องมือพิธีกรรมหลายชนิด
ตลอดการเดินทาง เหอซานแทบไม่พูดสิ่งใด
แม้ยามพบเถ้ากระดูกตกจากฟ้า เขาก็เพียงขมวดคิ้วและสวดคาถาเบา ๆ อยู่ข้างม้า
แต่เมื่อมายืนหน้าทางเข้าหมู่บ้าน เขากลับหยุดฝีเท้า
“มีสิ่งใดหรือ” หลี่เฟิงเหยียนถาม
เหอซานมองถนนซึ่งปกคลุมด้วยเถ้าสีขาว
“เมื่อวานหมู่บ้านนี้มีห้าสิบสามหลังใช่หรือไม่พ่ะย่ะค่ะ”
จ้าวเหวินตอบ
“ใช่ ข้านับด้วยตนเอง”
นักพรตชราล้วงลูกประคำออกมาจากแขนเสื้อ แล้วไล่นับบ้านเรือนทีละหลัง
ริมฝีปากของเขาขยับเงียบ ๆ
ครู่หนึ่ง สีหน้าก็เปลี่ยนไป
“วันนี้มีห้าสิบสี่หลัง”
คำพูดนั้นทำให้ทุกคนหันมองหมู่บ้านพร้อมกัน
จ้าวเหวินรีบคลี่แผนที่ซึ่งวาดไว้เมื่อคืน
“เป็ไปไม่ได้”
เขาเทียบตำแหน่งบ้านแต่ละหลังอย่างรวดเร็ว
ถนนสายหลักยังเหมือนเดิม
บ่อน้ำอยู่ที่เดิม
ร้านขายผ้า โรงตีเหล็ก และศาลบรรพชนก็ยังอยู่
แต่ทางด้านทิศเหนือ ใกล้ต้นสนใหญ่ กลับมีบ้านหลังเล็กเพิ่มขึ้นมาหนึ่งหลัง
บ้านนั้นมีหลังคามุงฟาง ประตูไม้สีแดงซีด และโคมกระดาษสองใบแขวนอยู่ใต้ชายคา
เมื่อคืนตำแหน่งนั้นเป็เพียงที่ดินว่าง
เยว่หลันมองโคมกระดาษหน้าบ้าน
มันมีรูปร่างเหมือนโคมของอาหลิงทุกประการ
“นั่นอาจเป็บ้านของเด็กหญิง”
เหอซานส่ายหน้า
“หรือเป็บ้านซึ่งหมู่บ้าน้าให้พวกเราเห็น”
หลี่เฟิงเหยียนสั่งเสียงต่ำ
“ไม่มีผู้ใดเข้าใกล้บ้านหลังนั้นก่อนตรวจศาลเ้า”
ทุกคนรับคำ
พวกเขาเดินเข้าไปในหมู่บ้านอย่างระมัดระวัง
รอยเท้าของคนกลุ่มหนึ่งปรากฏขึ้นบนเถ้ากระดูกเื้ั แต่เมื่อเดินผ่านบ้านหลังแรก เยว่หลันกลับสังเกตเห็นว่าเสียงฝีเท้าของคณะมิได้มีเพียงแปดชุด
ยังมีเสียงฝีเท้าเบา ๆ ตามหลังมาอีกหนึ่งคู่
แกรก…
แกรก…
จังหวะนั้นช้ากว่าพวกเขาครึ่งก้าวเสมอ
นางไม่หันกลับไปมอง
เพียงเอ่ยขึ้นเบา ๆ
“อย่าหันหลัง”
จ้าวเหวินชะงักเล็กน้อย
“มีบางสิ่งตามเรามาหรือ”
“ใช่”
ทหารนายหนึ่งเผลอกลืนน้ำลาย
“มันอยู่ใกล้เพียงใดขอรับ”
เสียงฝีเท้าดังขึ้นอีกครั้ง
แกรก…
แกรก…
คราวนี้ใกล้เสียจนเหมือนอยู่ตรงหลังไหล่
เยว่หลันตอบโดยไม่ลดฝีเท้า
“ใกล้พอที่จะรู้ว่าเรากำลังพูดถึงมัน”
สิ้นคำ เสียงฝีเท้าคู่นั้นหยุดทันที
ความเย็นแผ่ผ่านกลางแผ่นหลังของทุกคน
เหอซานหยิบกระดิ่งทองแดงจากกล่องขึ้นมา แต่เยว่หลันยกมือห้าม
“อย่าเพิ่งขับไล่”
“เหตุใด”
“มันยังไม่ได้ทำร้ายเรา”
“ิญญาที่เดินตามหลังคนเป็มิได้ตามมาเพื่อส่งแขกกลับบ้านหรอกนะคุณหนู”
“ข้ารู้”
เยว่หลันมองเงาที่ทอดอยู่บนพื้น
เงาของทุกคนเอนไปทางซ้ายตามแสงอาทิตย์
มีเพียงเงาหนึ่งซึ่งมิได้เป็ของผู้ใดในคณะยืนอยู่ตรงกลางถนน
เป็เงาของเด็กตัวเล็ก
“แต่มันอาจกำลังพยายามพาเราไปบางแห่ง”
เงาเด็กยกมือขึ้น
ชี้ไปทางศาลเ้า
จากนั้นจึงหายไป
พร้อมกับเสียงฝีเท้าที่เงียบลง
ศาลเ้าตั้งอยู่ใต้ต้นไทรขนาดใหญ่ปลายหมู่บ้าน
รากของมันชอนไชผ่านพื้นหิน ล้อมรอบฐานศาลราวกับกรงเล็บสีดำ กิ่งก้านไร้ใบแผ่ออกไปทั่วท้องฟ้า ทำให้บริเวณนั้นมืดกว่าส่วนอื่น แม้จะเป็ยามกลางวัน
ประตูศาลปิดสนิท
ผ้ายันต์หลายสิบแผ่นยังติดอยู่บนบานไม้ แต่เมื่อเข้ามาใกล้ ทุกคนจึงเห็นว่าตัวอักษรบนยันต์มิได้เขียนขึ้นเพื่อปิดผนึกสิ่งที่อยู่ด้านใน
มันหันด้านอักขระออกไปด้านนอก
เหอซานยื่นมือเข้าใกล้ยันต์ แต่ยังไม่แตะต้อง
“ยันต์เหล่านี้ใช้ป้องกันสิ่งที่อยู่ด้านนอกไม่ให้เข้าไป”
จ้าวเหวินขมวดคิ้ว
“หมายความว่าศาลเ้าไม่ได้ขังิญญาไว้หรือ”
“อย่างน้อยผู้วางยันต์มิได้คิดเช่นนั้น”
เยว่หลันมองรอยไหม้ตรงกลางยันต์
“มันกำลังปกป้องบางสิ่งจากหมู่บ้าน”
หลี่เฟิงเหยียนวางมือบนด้ามกระบี่
“สิ่งใด”
นางมองประตู
“อาจเป็คน”
ทันใดนั้น เสียงเคาะดังขึ้นจากด้านใน
กึก
กึก
สามครั้ง
จังหวะสม่ำเสมอ
มิใช่เสียงลม
มิใช่เสียงไม้หดตัวจากความเย็น
แต่เป็เสียงของผู้ที่รู้ว่ามีคนยืนอยู่ด้านนอก
เยว่หลันเดินเข้าไปใกล้
“อาหลิง?”
ไม่มีคำตอบ
เสียงเคาะดังขึ้นอีกครั้ง
คราวนี้เจ็ดครั้ง
กึก
กึก
กึก
กึก
กึก
กึก
กึก
เมื่อเสียงสุดท้ายจบลง โคมแดงในมือของเยว่หลันก็ลุกสว่างขึ้นเอง
เปลวไฟด้านในเป็สีฟ้าซีด
ชื่อ ‘อาหลิง’ บนฐานโคมค่อย ๆ ซึมเป็สีแดงสด คล้ายเืใหม่
เยว่หลันยกโคมขึ้น
“นางอยู่ด้านใน”
เหอซานรีบกล่าว
“ไม่ว่าผู้ที่อยู่ในนั้นจะมีรูปร่างเหมือนเด็กเพียงใด คุณหนูอย่าลืมว่านางมิใช่คนเป็”
“ข้าไม่เคยลืม”
เยว่หลันหันไปหาหลี่เฟิงเหยียน
“เมื่อเปิดประตู ห้ามทุกคนก้าวข้ามธรณีพร้อมกัน ต้องทิ้งคนเฝ้าด้านนอกอย่างน้อยสองคน หากประตูปิดเอง ให้ใช้เชือกผูกกับต้นไม้ไว้ ห้ามใช้มือจับบานประตูโดยตรง”
หลี่เฟิงเหยียนพยักหน้า
เขาเลือกทหารสองนายให้อยู่ด้านนอก ก่อนสั่งคนที่เหลือผูกเชือกเส้นใหญ่รอบต้นไทร แล้วนำปลายอีกด้านคล้องห่วงเหล็กบนประตู
เหอซานติดยันต์แดงบนเชือกเจ็ดแผ่น
“หากมีสิ่งใดพยายามตัดเชือก ยันต์จะลุกไหม้ เราจะรู้ตัวก่อน”
เมื่อทุกอย่างพร้อม เยว่หลันจึงยื่นมือไปยังประตู
ก่อนปลายนิ้วจะแตะผิวไม้ เสียงของหลี่เฟิงเหยียนก็ดังขึ้น
“ใช้สิ่งนี้”
เขายื่นถุงมือหนังบางคู่หนึ่งให้นาง
เยว่หลันมองถุงมือ ก่อนมองเขา
“ท่านเตรียมไว้ั้แ่เมื่อใด”
“เมื่อคืน”
“ทรงคิดว่าข้าจะไม่ระวังหรือเพคะ”
“ข้าคิดว่าเ้าเห็นความจริงสำคัญกว่าความปลอดภัยของตนเองเสมอ”
น้ำเสียงนั้นมิได้ตำหนิ หากกลับทำให้นางเงียบไปครู่หนึ่ง
เยว่หลันรับถุงมือมาสวม
“ขอบพระทัย”
“อย่าขอบคุณข้าเร็วเกินไป” เขากล่าว “ข้ายังมิได้อนุญาตให้เ้าก้าวเข้าไปคนแรก”
นางเลิกคิ้วเล็กน้อย
“แล้วผู้ใดจะเข้าไปก่อน”
หลี่เฟิงเหยียนชักกระบี่ออก
“ข้า”
เขาใช้ปลายดาบเกี่ยวห่วงประตู แล้วค่อย ๆ ดันบานไม้เข้าไป
เสียงเอี๊ยดอ๊าดดังยาว
กลิ่นธูปเก่า เถ้ากระดูก และความชื้นเย็นจัดไหลออกมาจากด้านในราวกับลมหายใจของสิ่งมีชีวิต
ภายในศาลมืดสนิท
คบเพลิงของทหารส่องไปได้ไม่ถึงสามก้าว แสงทั้งหมดดูเหมือนถูกความมืดดูดกลืน
หลี่เฟิงเหยียนก้าวข้ามธรณีเข้าไปก่อน
จากนั้นจึงเป็เยว่หลัน เหอซาน จ้าวเหวิน และทหารอีกสี่นาย
ทันทีที่คนสุดท้ายผ่านประตู เสียงระฆังใต้ชายคาทั้งหกใบก็ดังขึ้นพร้อมกัน
กริ๊ง!
คบเพลิงดับลงทั้งหมด
ประตูด้านหลังปิดกระแทกดังสนั่น
เชือกที่ผูกไว้ตึงสุด ก่อนขาดออกโดยไม่มีเสียงยันต์ลุกไหม้แม้แต่แผ่นเดียว
ความมืดเข้าปกคลุมทุกสิ่ง
โคมแดงในมือเยว่หลันกลายเป็แสงเพียงหนึ่งเดียว
แสงสีฟ้าซีดจากมันส่องให้เห็นพื้นที่รอบตัวอย่างเลือนราง
ศาลเ้าด้านในกว้างกว่าที่มองเห็นจากภายนอกหลายเท่า
เสาไม้สีดำสูงขึ้นไปจนมองไม่เห็นเพดาน ผ้าม่านเก่าห้อยลงมาจากเบื้องบนราวกับเงาร่างคนจำนวนมาก เบื้องหน้ามีแท่นบูชาขนาดใหญ่ตั้งอยู่ แต่ไม่มีเทวรูปประดิษฐาน
มีเพียงป้ายิญญาเรียงกันเจ็ดชั้น
เยว่หลันนับอย่างรวดเร็ว
หนึ่งร้อยเจ็ดสิบป้าย
ป้ายทุกแผ่นว่างเปล่า
ไม่มีชื่อ
ไม่มีวันเกิด
ไม่มีวันตาย
จ้าวเหวินขยับเข้าไปใกล้
“เป็ป้ายิญญาของชาวบ้านหรือ”
เหอซานส่องกระดิ่งเข้าไปดู
“ผู้ที่ไม่มีชื่อบนป้าย ย่อมไม่มีผู้ใดเรียกกลับบ้านได้”
เยว่หลันมองจำนวนป้าย
หนึ่งร้อยเจ็ดสิบ
เลขสิบเจ็ดบนอกหานซื่ออาจมิใช่จำนวนคน แต่เป็จุดเริ่มต้นของตัวเลขนี้
ทันใดนั้น ป้ายหนึ่งบนชั้นล่างสุดล้มลงเอง
แปะ
เสียงนั้นดังก้องไปทั่วศาล
บนด้านหลังของป้ายมีตัวอักษรเขียนไว้
อย่านับ
จ้าวเหวินสูดลมหายใจ
“เหมือนที่หานซื่อพูด”
เยว่หลันมองป้ายทั้งหมดอีกครั้ง
“เมื่อเริ่มนับ พวกเขาจะรู้ว่าเรามองเห็น”
“พวกเขาคือผู้ใด”
เสียงเด็กหญิงตอบขึ้นจากด้านหลังแท่นบูชา
“คนที่ไม่มีชื่อ”
ทุกคนหันไปพร้อมกัน
อาหลิงยืนอยู่ตรงนั้น
นางยังสวมเสื้อคลุมสีแดงหม่น ถือโคมอีกใบหนึ่งอยู่ในมือ ใบหน้าซีดเซียว แต่ดวงตาที่เคยดำสนิทกลับมีแววเศร้าปรากฏขึ้นจาง ๆ
เยว่หลันก้าวออกไปหนึ่งก้าว
“เ้าพาเรามาที่นี่”
เด็กหญิงพยักหน้า
“ชาวบ้านอยู่ที่ใด”
อาหลิงมองป้ายิญญา
“กำลังหลับ”
“ใต้ดินหรือ”
เด็กหญิงส่ายหน้า
จากนั้นยกนิ้วชี้ขึ้น้า
ทุกคนเงยหน้าตาม
แสงโคมส่องขึ้นไปไม่ถึงเพดาน แต่เหนือความมืดมีเสียงบางอย่างดังขึ้น
เสียงหายใจ
นับร้อยเสียง
ช้า
หนัก
และพร้อมเพรียงกัน
ราวกับมีผู้คนจำนวนมากนอนหลับอยู่เหนือศีรษะพวกเขา
ทหารนายหนึ่งยกคบเพลิงที่ดับแล้วขึ้นโดยสัญชาตญาณ
“บนหลังคาหรือ”
เหอซานส่ายหน้า
“ศาลเ้าแห่งนี้ไม่มีพื้นที่ชั้นบน”
อาหลิงกล่าวเบา ๆ
“ที่นี่มี”
“มีสิ่งใด” เยว่หลันถาม
“เวลาที่หายไป”
คำตอบนั้นทำให้ความเงียบรอบตัวหนักอึ้ง
เด็กหญิงเดินออกมาจากหลังแท่นบูชาอย่างช้า ๆ
เท้าของนางไม่ััพื้น แต่ชายเสื้อกลับลากผ่านเถ้าฝุ่น ทิ้งรอยเป็เส้นบาง ๆ
“เมื่อระฆังดังหนึ่งครั้ง ทุกคนหยุดมือ”
“สองครั้ง ทุกคนออกจากบ้าน”
“สามครั้ง ทุกคนเดินมาที่นี่”
“สี่ครั้ง ผู้ใหญ่คุกเข่า”
“ห้าครั้ง เด็กหลับตา”
“หกครั้ง ทุกคนลืมชื่อ”
นางหยุดอยู่ตรงหน้าป้ายิญญาชั้นล่างสุด
เยว่หลันถาม
“แล้วครั้งที่เจ็ดเล่า”
อาหลิงเงยหน้าขึ้น
น้ำตาสีดำเอ่อคลอในดวงตา
“พวกเขาตื่นขึ้นในวันที่ไม่เคยมาถึง”
ทันใดนั้น ป้ายิญญาทั้งหมดสั่นพร้อมกัน
เสียงหายใจเหนือศีรษะหยุดลง
ความเงียบเกิดขึ้นเพียงชั่วอึดใจ
จากนั้นเสียงกระซิบนับร้อยก็ดังลงมาจากความมืด
“วันนี้วันที่เท่าใด…”
“ฤดูใดแล้ว…”
“เหตุใดเรายังไม่กลับบ้าน…”
“ชื่อของข้าคืออะไร…”
“ใครเอาชื่อของข้าไป…”
เสียงเ่าั้ซ้อนทับกันจนไม่อาจแยกออก แต่ทุกถ้อยคำเต็มไปด้วยความสับสนและความหวาดกลัว มากกว่าความอาฆาต
เยว่หลันกำโคมแน่น
“ผู้ใดทำให้พวกเขาลืมชื่อ”
อาหลิงหันไปมองหลังแท่นบูชา
ตรงนั้นมีม่านผ้าดำผืนใหญ่ห้อยลงมา
บนผ้ามีรูปดาบสีขาวปักอยู่
ดาบเล่มหนึ่งถูกฝังลงกลางกองหิมะ
หัวใจของเยว่หลันกระตุกวูบ
คำพูดสุดท้ายของมารดาดังขึ้นในความทรงจำ
อย่าเชื่อผู้ที่ถือดาบใต้หิมะ…
หลี่เฟิงเหยียนเห็นรูปปักเช่นกัน
แววตาของเขาเย็นลง
“ตรานี้เป็ของผู้ใด”
อาหลิงไม่ตอบ
แต่ทันทีที่เขาก้าวเข้าไปใกล้ม่านผ้า เด็กหญิงกลับถอยหลังด้วยความหวาดกลัว
“อย่าเปิด”
“ข้างหลังมีอะไร”
“ประตู”
“ไปที่ใด”
อาหลิงส่ายหน้าแรงขึ้น
“ไม่มีทางกลับ”
เสียงระฆังดังขึ้นจากที่ใดสักแห่ง
กัง…
มิใช่เสียงใสของระฆังหกใบใต้ชายคา
แต่เป็เสียงหนักลึกเช่นเดียวกับระฆังครั้งที่เจ็ด
พื้นศาลสั่นะเื
ป้ายิญญาบนแท่นบูชาล้มลงทีละแผ่น
ทุกครั้งที่ป้ายกระทบพื้น ตัวอักษรหนึ่งตัวจะปรากฏขึ้นบนผิวไม้
หลี่เฟิงเหยียน
เยว่หลัน
จ้าวเหวิน
เหอซาน
ชื่อของคนที่อยู่ในศาลกำลังถูกเขียนลงบนป้ายว่าง
ทหารคนหนึ่งร้องขึ้น
“ชื่อของข้า!”
บนป้ายชั้นที่สอง ปรากฏชื่อของเขาอย่างชัดเจน
หมึกดำยังเปียกสด
เหอซานรีบสั่นกระดิ่ง พร้อมโปรยเกลือเป็วงรอบคนทั้งหมด
“อย่ามองป้ายของตนเองนาน!” เขาะโ “มันกำลังจดจำชื่อพวกเรา!”
ป้ายอีกหลายแผ่นเริ่มปรากฏชื่อ
เยว่หลันเห็นชื่อของตนค่อย ๆ ซึมขึ้นบนแผ่นไม้ตรงกลางแท่น
พร้อมวันเกิด
แต่ช่องวันตายยังว่างเปล่า
หมึกสีดำหยดหนึ่งไหลลงจากขอบป้าย
จากนั้นตัวเลขเจ็ดก็ปรากฏตรงช่องว่างนั้น
อาหลิงร้องออกมา
“หนี!”
ม่านผ้าดำด้านหลังแท่นบูชาถูกลมที่มองไม่เห็นพัดเปิดออก
เื้ัมิใช่ผนัง
แต่เป็ประตูไม้สีขาวบานหนึ่ง
ตรงกลางประตูมีดาบจริงปักทะลุอยู่
ด้ามดาบพันด้วยผ้าขาว บนฝักสลักตราเมฆเหนือูเา ซึ่งเป็ตราของกองทัพชายแดนเหนือเมื่อหลายสิบปีก่อน
จากรอยแยกรอบคมดาบ ของเหลวสีดำเริ่มซึมออกมา
กลิ่นคาวเืเก่าคละคลุ้งไปทั่วศาล
เสียงฝีเท้าจำนวนมากดังมาจากอีกด้านของประตู
ตึง
ตึง
ตึง
ราวกับกองทหารทั้งกองกำลังเดินตรงเข้ามา
หลี่เฟิงเหยียนชักกระบี่ขึ้นตั้งรับ
“ทุกคนถอยไปที่ประตูทางออก”
จ้าวเหวินกับทหารรีบกลับไปยังบานประตูศาล แต่ไม่ว่าจะออกแรงเพียงใด ประตูก็ไม่ขยับ
“เปิดไม่ออกขอรับ!”
เหอซานปายันต์ลงบนประตู
กระดาษยันต์ลุกไหม้ทันที ก่อนกลายเป็เถ้าโดยไม่ทิ้งร่องรอย
“ด้านนอกกับด้านในถูกตัดขาดแล้ว”
เยว่หลันมองประตูสีขาวหลังม่าน
เสียงฝีเท้าใกล้เข้ามาทุกขณะ
อาหลิงยืนตัวสั่นอยู่ข้างแท่นบูชา
“พวกเขามาแล้ว”
“ใคร”
“คนที่เอาชื่อไป”
เยว่หลันเดินเข้าไปหาเด็กหญิง
“อาหลิง ฟังข้า เ้ารู้ทางออกใช่หรือไม่”
เด็กหญิงส่ายหน้า
“ข้าออกไปไม่ได้”
“แต่เมื่อคืนเ้าออกไปที่ค่าย”
“นั่นไม่ใช่ข้า”
คำตอบนั้นทำให้เยว่หลันชะงัก
“หมายความว่าอย่างไร”
อาหลิงยกมือชี้โคมแดงในมือของนาง
“เงาของข้าออกไป”
เยว่หลันก้มมองโคม
“แล้วตัวเ้าอยู่ที่นี่มาตลอด?”
เด็กหญิงพยักหน้า
“นานเท่าใด”
อาหลิงนิ่งคิด ราวกับไม่เข้าใจความหมายของเวลา
“ก่อนหิมะแรก”
“ของปีใด”
“ปีที่ท่านแม่ยังจำชื่อข้าได้”
เสียงฝีเท้าหลังประตูหยุดลง
ความเงียบปกคลุมศาลอีกครั้ง
จากนั้นเสียงชายคนหนึ่งดังลอดผ่านประตูสีขาว
“เปิดประตู”
เสียงนั้นสุขุม เ็า และเต็มไปด้วยอำนาจ
ทหารหลายคนมองหน้ากัน
เพราะเสียงนี้คล้ายเสียงของหลี่เฟิงเหยียนอย่างน่าประหลาด
“ข้ากลับมาแล้ว”
บุรุษหลังประตูกล่าว
“เปิดประตูให้ข้า”
จ้าวเหวินหันมองนายเหนือหัวของตนทันที
หลี่เฟิงเหยียนยังยืนอยู่ข้างเยว่หลัน
ใบหน้าเรียบนิ่ง แต่ดวงตาเย็นเยียบ
เสียงหลังประตูหัวเราะเบา ๆ
“เยว่หลัน”
คราวนี้มันเรียกชื่อนาง
“เปิดประตู”
“ข้ารู้ว่าผู้ถือดาบใต้หิมะคือใคร”
หัวใจของนางกระตุก
เสียงนั้นกล่าวต่อ
“ข้ารู้ว่ามารดาของเ้าตายเพราะเหตุใด”
“ข้ารู้ว่าเหตุใดนางจึงไม่กล้าบอกความจริงก่อนตาย”
ดาบที่ปักอยู่กลางประตูเริ่มสั่น
ของเหลวสีดำไหลออกมามากขึ้น
เยว่หลันจ้องประตูไม่วางตา
หลี่เฟิงเหยียนขยับมายืนขวางระหว่างนางกับมัน
“อย่าฟัง”
เสียงหลังประตูหัวเราะอีกครั้ง
“เหตุใดจึงไม่ให้นางฟัง”
“เพราะเ้ากลัวความจริงหรือ หลี่เฟิงเหยียน”
ประโยคนั้นทำให้ทุกคนชะงัก
สิ่งที่อยู่หลังประตูรู้จักชื่อของเขา
มิใช่เพียงตำแหน่งหรือฐานะ แต่เรียกชื่อเต็มอย่างชัดเจน
“เ้ากลัวว่านางจะรู้หรือไม่ว่า ตราบนดาบเล่มนี้เป็ของผู้ใด”
หลี่เฟิงเหยียนมองตราเมฆเหนือูเาบนฝักดาบ
มันเป็ตราของกองทัพซึ่งเคยอยู่ใต้การบัญชาของพระบิดาเขา
อดีตฮ่องเต้
เสียงนั้นกระซิบ
“คนของราชวงศ์เป็ผู้สร้างสุสานแห่งนี้”
“คนของราชวงศ์เป็ผู้ลบชื่อพวกเขา”
“และคนของราชวงศ์…กำลังยืนอยู่ข้างเ้า”
เยว่หลันหันมองหลี่เฟิงเหยียน
เขามิได้หลบสายตา
“ข้าไม่รู้เื่นี้” เขากล่าวตรง ๆ
“ข้ารู้”
คำตอบของนางทำให้แววตาเขาสั่นไหวเพียงเล็กน้อย
เยว่หลันมองประตูอีกครั้ง
“แต่สิ่งที่อยู่ข้างหลังรู้ว่าควรใช้สิ่งใดทำให้เราแตกแยก”
นางยกโคมแดงขึ้น
เปลวไฟสีฟ้าส่องไปยังประตู
“หากเ้ารู้ความจริง จงบอกมาโดยไม่ต้องให้ข้าเปิด”
เสียงหลังประตูเงียบไป
จากนั้นหัวเราะดังขึ้น
คราวนี้เสียงมิได้เป็เสียงของคนผู้เดียว
แต่เป็เสียงชายหญิง เด็ก และคนชรานับร้อยซ้อนทับกัน
“ผู้ถือกรรม์…”
“เ้ายังเหมือนนาง”
“ดื้อรั้น”
“และคิดว่าตนช่วยทุกคนได้”
ประตูสีขาวสั่นอย่างรุนแรง
ดาบตรงกลางค่อย ๆ ถูกดันออกมาจากอีกด้าน
ทีละชุ่น
ทีละชุ่น
เมื่อคมดาบถอนออก รอยแยกบนบานประตูก็กว้างขึ้น
มือสีดำหลายมือสอดผ่านช่องว่างออกมา
นิ้วยาวผิดรูปควานไปในอากาศราวกับกำลังตามหาคนเป็
เหอซานะโ
“มันกำลังทำลายผนึก!”
เยว่หลันมองดาบ
“ดาบเล่มนั้นคือสิ่งที่ผนึกประตูไว้ หากมันหลุดออกหมด สิ่งข้างหลังจะเข้ามา”
หลี่เฟิงเหยียนก้าวไปข้างหน้า
“ข้าจะดันกลับ”
“ไม่ได้”
นางคว้าแขนเขาไว้
“ดาบมีไอของราชวงศ์ หากท่านแตะ อาจทำให้ผนึกยอมรับว่าท่านเป็ผู้สืบทอดและเปิดทางให้มัน”
“แล้วจะทำอย่างไร”
เยว่หลันหันไปหาอาหลิง
“ครั้งแรกที่ประตูนี้ถูกผนึก ผู้ใดอยู่ที่นี่”
เด็กหญิงตัวสั่น
“ท่านแม่…ผู้ใหญ่บ้าน…ท่านนายกอง…”
“นายกองชื่ออะไร”
อาหลิงยกมือกุมศีรษะ
“จำไม่ได้”
“เพราะชื่อถูกเอาไป?”
นางพยักหน้าทั้งน้ำตา
เยว่หลันมองป้ายิญญาว่างเปล่าบนแท่น
คนหนึ่งร้อยเจ็ดสิบคนถูกลบชื่อ
แต่การลบชื่อมิได้ทำให้พวกเขาหายไป กลับทำให้ิญญาไม่อาจข้ามผ่าน ไม่อาจกลับบ้าน และถูกกักไว้ในวันที่เวลาหยุดเดิน
ผนึกที่แข็งแรงที่สุดมิใช่ยันต์
แต่คือชื่อซึ่งผูกิญญาไว้กับตัวตนของตนเอง
“อาหลิง” เยว่หลันเรียก
เด็กหญิงเงยหน้าขึ้น
“นามเต็มของเ้าคืออะไร”
“ข้า…”
ริมฝีปากของนางสั่น
“ข้าชื่ออาหลิง”
“อาหลิงเป็ชื่อที่ผู้ใดเรียกเ้า”
“ท่านแม่”
“แล้วแซ่ของเ้าเล่า”
เด็กหญิงนิ่งงัน
เสียงหลังประตูเริ่มคำราม
ดาบถูกดันออกมาอีกส่วนหนึ่ง
มือสีดำคว้าขอบประตูไว้ได้แล้ว
เยว่หลันคุกเข่าลงตรงหน้าอาหลิง
“มองข้า”
เด็กหญิงมองนางทั้งน้ำตา
“จำบ้านของเ้าได้หรือไม่”
“จำได้”
“จำหน้ามารดาได้หรือไม่”
“จำได้”
“จำสิ่งที่นางเรียกเ้ายามโกรธได้หรือไม่ มิใช่ยามปลอบ มิใช่ยามเข้านอน แต่ยามที่ต้องเรียกชื่อเ้าทั้งหมด”
อาหลิงหลับตา
ภาพความทรงจำบางอย่างไหลผ่านใบหน้าซีดเซียว
เสียงหญิงคนหนึ่งแว่วขึ้นในศาล
“หลิวซูหลิง!”
เด็กหญิงลืมตาขึ้นทันที
“หลิว…ซูหลิง”
ทันทีที่นางกล่าวชื่อเต็ม ป้ายิญญาแผ่นหนึ่งบนชั้นล่างสุดก็สว่างขึ้น
ตัวอักษรสีทองปรากฏบนผิวไม้
หลิวซูหลิง
เสียงหายใจเหนือศีรษะสั่นไหว
มือสีดำหลังประตูหยุดชั่วขณะ
เยว่หลันรีบกล่าว
“เรียกชื่อมารดาของเ้า”
อาหลิงร้องไห้หนักขึ้น
“หลิวเฉินซื่อ”
ป้ายอีกแผ่นปรากฏชื่อ
“บิดา”
“หลิวจื้ออัน”
ป้ายที่สามสว่างขึ้น
“พี่ชาย”
“หลิวอี้”
ชื่อที่สี่ปรากฏ
ทุกครั้งที่ชื่อหนึ่งกลับคืนมา มือสีดำหลังประตูจะหดกลับไปเล็กน้อย
เสียงกระซิบเหนือศีรษะเริ่มเปลี่ยน
จากความสับสน กลายเป็เสียงเรียกหากัน
“อี้เอ๋อร์…”
“ท่านแม่…”
“ซูหลิง…”
“ข้าจำได้แล้ว…”
เยว่หลันลุกขึ้นหันไปหาป้ายทั้งหมด
นางยกมือเหนือเปลวโคมแดง
ไฟสีฟ้าลุกสูงขึ้น
“ผู้ใดจำชื่อของตนได้ จงกล่าวออกมา!”
เสียงหลังประตูคำราม
“หยุด!”
ประตูสั่นะเืรุนแรงจนพื้นศาลแตกร้าว
แต่แล้วเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากเหนือศีรษะ
“ข้าชื่อจางเถียน”
ป้ายหนึ่งสว่างขึ้น
อีกเสียงตามมา
“ข้าชื่ออู๋เจี้ยน”
“ข้าชื่อหลิวเหม่ย”
“ข้าชื่อเฉินหรง”
เสียงเรียกชื่อดังขึ้นทีละคน
จากหนึ่งเป็สิบ
จากสิบเป็หลายสิบ
ป้ายิญญาบนแท่นค่อย ๆ มีตัวอักษรสีทองปรากฏเต็มไปหมด
ความมืดในศาลถูกแสงจากชื่อเ่าั้ขับไล่ออกไปทีละน้อย
เสียงหลังประตูแผดร้อง
ดาบถูกดันกลับเข้าไปเองอย่างช้า ๆ
หลี่เฟิงเหยียนเห็นจังหวะ จึงใช้ปลายกระบี่กดด้ามดาบโดยไม่ััตรง ๆ
“จ้าวเหวิน!”
“ขอรับ!”
จ้าวเหวินกับทหารช่วยกันใช้ฝักดาบและท่อนไม้ดันดาบกลับ
เหอซานปายันต์เจ็ดแผ่นไปติดรอบประตู
อักขระสีแดงสว่างขึ้น
“เยว่หลัน!” หลี่เฟิงเหยียนะโ “ยังขาดอีกกี่ชื่อ”
นางกวาดตามองป้าย
หนึ่งร้อยหกสิบเก้าแผ่นมีชื่อแล้ว
เหลือเพียงแผ่นเดียวตรงกลางชั้นบนสุดที่ยังว่างเปล่า
เสียงเรียกชื่อเงียบลง
ทุกคนในศาลหันไปมองป้ายแผ่นนั้น
อาหลิงหน้าซีดลง
“ชื่อของผู้ใหญ่บ้าน”
“เ้านึกไม่ออกหรือ”
เด็กหญิงส่ายหน้า
“ไม่มีผู้ใดเรียกชื่อเขา ทุกคนเรียกเพียงผู้ใหญ่บ้าน”
ดาบหยุดนิ่งก่อนจะกลับเข้าผนึกอย่างสมบูรณ์
มือสีดำข้างหนึ่งยังคงยื่นออกมาจากช่องประตู
ปลายนิ้วของมันค่อย ๆ ชี้ไปยังหลี่เฟิงเหยียน
เสียงหลังประตูกระซิบ
“เขาจำได้”
ทุกคนหันมองชายหนุ่ม
หลี่เฟิงเหยียนขมวดคิ้ว
“ข้าไม่เคยมาที่นี่”
“แต่สายเืของเ้าจำได้”
ทันใดนั้น ตราบนฝักดาบสว่างขึ้น
ภาพบางอย่างแล่นผ่านดวงตาของหลี่เฟิงเหยียน
เปลวไฟ
หิมะ
ทหารในชุดเกราะสีดำ
ชายชราคนหนึ่งคุกเข่าหน้าประตูศาล ถือบัญชีรายชื่อไว้ในมือ
เสียงของอดีตดังขึ้นเลือนราง
“ข้าน้อยกู้ชาง ผู้ใหญ่บ้านชิงเหอ ขอใช้ชื่อของตนเป็ผนึกสุดท้าย”
หลี่เฟิงเหยียนสะดุ้งเล็กน้อย
ริมฝีปากกล่าวชื่อหนึ่งออกมาโดยไม่รู้ตัว
“กู้ชาง”
ป้ายแผ่นสุดท้ายสว่างขึ้น
แสงสีทองพุ่งออกจากแท่นบูชา
ดาบถูกกระแทกกลับเข้าไปในประตูจนสุด
มือสีดำขาดออกจากข้อมือ ตกลงบนพื้นแล้วสลายเป็เถ้า
ม่านผ้าดำปิดลงเอง
เสียงระฆังครั้งที่เจ็ดดังขึ้นอีกครั้ง
กัง—
คราวนี้เสียงมิได้หนักอึ้งหรือชวนหวาดกลัว
กลับคล้ายเสียงถอนหายใจยาวของผู้ที่เฝ้ารอมานาน
ประตูศาลด้านหลังเปิดออก
แสงอรุณสีขาวไหลเข้ามา
ทุกคนหันไปมองทางออก
แต่ก่อนจะก้าวพ้นธรณี เยว่หลันกลับเห็นบางสิ่งตกอยู่หน้าม่านดำ
เป็เศษกระดาษจากสมุดบัญชีเก่า
นางหยิบขึ้นมา
ตัวอักษรส่วนใหญ่เลือนหาย เหลือเพียงไม่กี่บรรทัด
ปีเหมันต์ที่สิบเจ็ด
รับคำสั่งจากกองทัพเหนือ
อพยพชาวบ้านทั้งหมดก่อนคืนเดือนดับ
ห้ามผู้ใดเอ่ยถึงสุสานไร้นาม
ผู้ถือดาบใต้หิมะจะมารับตราผนึกด้วยตนเอง
ด้านล่างมีรอยประทับซึ่งถูกฉีกออกไปครึ่งหนึ่ง
แต่ยังมองเห็นรูปัห้าเล็บชัดเจน
ตราพระราชโองการ
เยว่หลันกำกระดาษแน่น
เมื่อเงยหน้าขึ้น นางพบว่าหลี่เฟิงเหยียนกำลังมองมันอยู่เช่นกัน
ระหว่างคนทั้งสองไม่มีคำพูด
เพราะต่างรู้ดีว่าเบาะแสนี้จะพาพวกเขาไปไกลกว่าคำสาปของหมู่บ้านชิงเหอ
มันพาไปถึงความลับของราชวงศ์
และอาจเกี่ยวข้องกับความตายของหลินหว่านชิงโดยตรง
อาหลิงเดินเข้ามาหาเยว่หลัน
ร่างของเด็กหญิงโปร่งใสขึ้นเล็กน้อย แต่ดวงตากลับมีแววของมนุษย์มากกว่าเดิม
“พี่สาว”
นี่เป็ครั้งแรกที่นางเรียกเยว่หลันเช่นนั้น
“พวกเขาจำชื่อได้แล้ว”
“แต่ยังออกไปไม่ได้ ใช่หรือไม่”
อาหลิงพยักหน้า
“ประตูยังอยู่”
“และสิ่งหลังประตูยังไม่ถูกทำลาย”
“มันกินวันเวลา”
“หมายความว่าอย่างไร”
เด็กหญิงมองออกไปนอกศาล
“หมู่บ้านไม่ได้หายไป”
“ทุกคนยังอยู่ในวันที่ระฆังดัง”
เยว่หลันนึกถึงอาหารที่ยังวางบนโต๊ะ เตาไฟที่ยังอุ่น และบ้านเรือนซึ่งดูเหมือนถูกทิ้งไว้เพียงไม่กี่ชั่วยาม
ทั้งที่อาหลิงอาจติดอยู่ในศาลนี้มานานหลายสิบปี
“วันนั้นเกิดขึ้นเมื่อใด”
เด็กหญิงตอบเบา ๆ
“เมื่อสามสิบเจ็ดปีก่อน”
จ้าวเหวินซึ่งยืนอยู่ใกล้ ๆ สูดลมหายใจเฮือก
“สามสิบเจ็ดปี?”
อาหลิงพยักหน้า
“สำหรับพวกเรา…ระฆังเพิ่งดังเมื่อคืน”
คำตอบนั้นทำให้ทุกคนมองหมู่บ้านด้านนอกด้วยความรู้สึกแตกต่างไปจากเดิม
บ้านเรือนซึ่งดูเหมือนยังมีเ้าของ
อาหารที่ยังไม่ขึ้นรา
เตาที่มีความร้อนหลงเหลือ
มิใช่เพราะชาวบ้านเพิ่งหายไป
แต่เพราะเวลาของหมู่บ้านหยุดอยู่ในวันเดียวมานานถึงสามสิบเจ็ดปี
เยว่หลันถาม
“ชาวบ้านทั้งหมดอยู่ที่ใด”
อาหลิงมองขึ้นไปเหนือศีรษะ
“อยู่ในวันนั้น”
“เราจะเข้าไปได้อย่างไร”
เด็กหญิงยกมือชี้ไปยังบ้านหลังที่ห้าสิบสี่ซึ่งปรากฏขึ้นในเช้าวันนี้
“ที่บ้านของข้า”
“ข้างในมีอะไร”
อาหลิงตอบ
“ทางไปยังคืนที่ทุกคนลืมชื่อ”
ทันใดนั้น เสียงระฆังหกใบใต้ชายคาก็ดังขึ้นพร้อมกัน
กริ๊ง…
ร่างของอาหลิงเริ่มจางหาย
นางรีบยื่นโคมในมือของตนให้เยว่หลัน
เมื่อโคมสองใบัักัน เปลวไฟสีฟ้าก็รวมเป็ดวงเดียว
“ก่อนพระอาทิตย์ตก”
อาหลิงกล่าว
“ต้องเข้าไปก่อนบ้านหาย”
“แล้วหากเราออกมาไม่ทัน”
เด็กหญิงมองนางด้วยแววตาเศร้า
“พี่สาวจะอยู่กับพวกเราในวันนั้นตลอดไป”
ร่างของอาหลิงสลายเป็กลุ่มแสงเล็ก ๆ
เหลือเพียงโคมแดงสองใบในมือเยว่หลัน
เมื่อพวกเขาก้าวออกจากศาลเ้า แสงด้านนอกทำให้ทุกคนต้องหรี่ตา
ทหารสองนายที่เฝ้าประตูรีบเข้ามา
“ท่านอ๋อง!”
หนึ่งในนั้นมีสีหน้าตื่นตระหนก
“พวกท่านหายเข้าไปเกือบสองชั่วยาม พวกเราพยายามเปิดประตู แต่ไม่มีทางเปิดได้”
จ้าวเหวินชะงัก
“สองชั่วยาม?”
สำหรับคนด้านใน เวลาผ่านไปไม่ถึงครึ่งก้านธูปหลังประตูปิด
เยว่หลันมองเงาของตนบนพื้น
เงาดวงอาทิตย์เคลื่อนไปทางตะวันตกมากกว่าที่ควร
เวลาภายในศาลกับภายนอกไม่ตรงกัน
หากพวกเขาเข้าไปในคืนเมื่อสามสิบเจ็ดปีก่อน ไม่มีผู้ใดรู้ว่าเวลาจะไหลผ่านเร็วหรือช้าเพียงใด
เสียงม้าจากทางค่ายดังแว่วมาพร้อมทหารนายหนึ่งที่เร่งควบม้าเข้ามา
“ท่านอ๋อง! คุณหนูเสิ่น!”
เขาะโลงจากหลังม้า ใบหน้าซีดเผือด
“หานซื่อฟื้นแล้วขอรับ”
จ้าวเหวินถามทันที
“อาการเป็อย่างไร”
“เขาพูดได้ แต่…”
ทหารหนุ่มลังเล
“เขาจำพวกเราไม่ได้”
เยว่หลันกำโคมแดงแน่น
“เขาจำชื่อตนเองได้หรือไม่”
ชายหนุ่มส่ายหน้า
“ไม่ขอรับ”
“และมีอีกเื่หนึ่ง”
“ว่ามา”
“ทันทีที่ป้ายิญญาในศาลสว่างขึ้น คนในค่ายทุกคนได้ยินเสียงระฆัง จากนั้นหานซื่อก็ลุกขึ้น เขาเขียนบางอย่างบนพื้นก่อนหมดสติอีกครั้ง”
“เขาเขียนว่าอะไร”
ทหารผู้นั้นหยิบผ้าชิ้นหนึ่งออกมาจากอก
บนผ้ามีตัวอักษรซึ่งคัดลอกจากพื้นดิน
อย่าให้คนที่เก้าข้ามประตู
จ้าวเหวินมองคนในคณะ
“พวกเราเข้าไปแปดคน”
เหอซานกล่าวเสียงต่ำ
“แต่ตอนเดินผ่านหมู่บ้าน มีเสียงฝีเท้าตามหลังมาอีกหนึ่งคู่”
ทุกคนหันไปมองถนนด้านหลัง
บนเถ้ากระดูกมีรอยเท้าของคนจำนวนแปดชุดทอดจากศาลเ้ามาถึงจุดที่พวกเขายืน
แต่ตรงกลางรอยเ่าั้ มีรอยเท้าเด็กเล็กอีกหนึ่งคู่
มันมิได้มุ่งออกจากศาล
หากหันปลายเท้าไปทางบ้านหลังที่ห้าสิบสี่
และตรงหน้าประตูบ้านซึ่งเคยปิดสนิท บัดนี้มีเด็กหญิงชุดแดงคนหนึ่งยืนอยู่
ใบหน้าของนางเหมือนอาหลิงทุกประการ
แต่ดวงตาเป็สีดำสนิท
บนริมฝีปากมีรอยยิ้มกว้างผิดธรรมชาติ
นางยกมือขึ้น
กวักเรียกเยว่หลันช้า ๆ
จากนั้นประตูบ้านก็เปิดออก
เผยให้เห็นความมืดซึ่งมีหิมะโปรยอยู่ด้านใน
เสียงระฆังครั้งที่เจ็ดดังขึ้นจากหลังประตู
กัง—
เด็กหญิงเอียงศีรษะ
ริมฝีปากขยับกล่าวคำที่ไม่มีผู้ใดได้ยิน นอกจากเยว่หลันเพียงคนเดียว
“ข้ารอเ้ามาสามสิบเจ็ดปีแล้ว”
ประตูปิดลง
บ้านทั้งหลังเงียบสนิท
ทว่าเหนือหลังคา เมฆสีดำเริ่มเคลื่อนมารวมตัวกันอีกครั้ง
และเถ้ากระดูกเกล็ดแรกของวันก็ค่อย ๆ โปรยลงมาจากฟ้า
เยว่หลันมองโคมแดงสองใบในมือ
ใบหนึ่งมีเปลวไฟสีฟ้า
อีกใบมีเปลวไฟสีดำ
นางรู้แล้วว่าเงาซึ่งออกไปพบตนเมื่อคืน มิใช่อาหลิงเพียงผู้เดียว
มีบางสิ่งใช้ใบหน้าของเด็กหญิงซ่อนตัวตามพวกเขาออกจากศาล
และก่อนพระอาทิตย์ลับขอบฟ้า พวกเขาจำเป็ต้องก้าวเข้าไปในบ้านหลังนั้น
เพื่อค้นหาว่าในคืนเมื่อสามสิบเจ็ดปีก่อน—
ผู้ใดเป็ผู้ตีระฆังครั้งที่เจ็ด
ผู้ใดขโมยชื่อของชาวบ้านทั้งหมู่บ้าน
และผู้ใดกันแน่ที่ถือดาบอยู่ใต้ผืนหิมะ
จบตอนที่ 3