เส้นทางอสนีบาต - The Road Lightning

    ตอนที่ 131 การคัดเลือกรอบแรก

    ซูมมมมมมมมมม!!! เสียงกึกก้องดังมาจากท้องทะเลได้เรียกความสนใจให้สายตาทุกคู่จับจ้องไปทางนั้น คลื่นยักษ์สูงหลายสิบเมตรกำลังเคลื่อนที่ถาโถมเข้าใส่ท่าเทียบของกองเรือจักรวรรดิ บนหลังเกลียวคลื่นลูกยักษ์มีคนผู้หนึ่งยืนกอดอกอยู่อย่างองอาจ และเมื่อคลื่นยักษ์กำลังจะซัดเข้าชายฝั่งท่าเทียบ คนผู้นั้นก็กระโดดลงมาก่อนจะสะบัดมือไปด้านหลังหนึ่งครั้ง คลื่นยักษ์ที่น่าเกรงกลัวนั้นพลันหยุดนิ่งและค่อยๆ คลายตัวลง“นั่นคือท่านทาลาซัส หนึ่งในขุนพลสมุทรแห่งเผ่าเงือก” “พลังในการควบคุมน้ำช่างไร้ที่ติจริงๆ” แจ๊คเอ่ยขึ้นอย่างชื่นชม ตัวเขานั้นรู้ดีที่สุดว่าการควบคุมคลื่นขนาดนั้นได้อย่างสมบูรณ์มันยากและใช้พลังมากแค่ไหน แต่ขุนพลสมุทรผู้นั้นกลับทำราวกับมันเป็นเรื่องสามัญทั่วไป และที่สำคัญที่สุด เขาขี่มันมาจากทวีปอื่นด้วย! “เรือเหาะสี่ลำมาพร้อมกันเลย” เซย์ร่าชี้ให้ทุกคนดูเรือเหาะขนาดใหญ่สี่ลำที่มาถึงแทบจะพร้อมๆ กัน เมื่อทั้งหมดจอดเทียบท่า คนแรกที่เดินลงมามีรูปร่างสูงใหญ่ ที่แขนและใบหน้าของเขาบางส่วนมีเกล็ดสีน้ำตาลอ่อน นอกจากนั้นยังมีหางที่คล้ายกับกิ้งก่าโบกสะบัดไปมาอยู่ด้วย และเมื่อเขาเดินผ่านพุ่มไม้ประดับทางเดิน คล้ายกับว่าความแห้งแล้งอันโหดร้ายได้มาเยือนที่แห่งนี้แล้ว พุ่มไม้ที่เขียวชอุ่มสวยงามก่อนหน้ากลับกลายเป็นพุ่มไม้ที่ใบแห้งเหลืองเหมือนขาดน้ำมานับเดือน คนที่สองลงจากเรือเหาะพร้อมกับเดินตามหลังชายร่างสูงใหญ่มาติดๆ เขาสวมชุดคลุมหลวมๆ สีแดงเข้มและสวมหน้ากากเอาไว้ ออร่าที่แผ่ออกมาจากกายของเขานั้น มันทำให้ผู้ที่อยู่ใกล้รู้สึกได้ดั่งมีความโศกเศร้าของผู้คนนับหมื่นแสนเข้ากัดกินจิตวิญญาณ มันกัดกินแม้กระทั่งสิ่งที่อยู่โดยรอบ ใบของพุ่มไม้ประดับที่เหลืองกรอบจากการสัมผัสออร่าของชายร่างสูงใหญ่ก่อนหน้านี้ กลับกลายเป็นสีดำและสลายเป็นเถ้าธุลี เหลือไว้แต่เพียงลำต้นและกิ่งก้านที่ปราศจากชีวิตและมันก็พร้อมจะพัดสลายไปในอีกไม่กี่อึดใจ“คนที่อยู่ด้านหน้าคือท่านเดรโก หนึ่งในแม่ทัพลิซาร์ดแห่งเผ่าลิซาร์ด คนที่สวมชุดคลุมสีแดงนั่นคือท่าอัมมารานธ์ หนึ่งในทูตวิญญาณแห่งเผ่าวิญญาณจำแลง” “แล้วสองคนนั้น...?” เซย์ร่าเอ่ยถามได้เพียงสองสามคำเธอก็นิ่งเงียบไป ตอนนี้สายตาของทุกคนจดจ้องไปที่พุ่มไม้ประดับทางเดินอีกครั้ง จากกิ่งก้านไร้ชีวิตที่กำลังจะแตกสลายเป็นเถ้าธุลี ตอนนี้มันกลับผลิใบงอกงามอย่างรวดเร็วและเขียวชอุ่มยิ่งกว่าเดิม ไม่เพียงแต่คืนชีวิตกลับมาเท่านั้น พุ่มไม้ประดับกลับออกดอกสีแดงบานสะพรั่งไปทั้งแถบ ทั้งหมดที่เกิดขึ้นนี้เพียงเพราะหญิงสาวคนหนึ่งเดินผ่านมาเท่านั้น และเมื่อหญิงสาวอีกคนที่มีหางเป็นพวงเดินตามมา ดอกไม้สีแดงสวยสดงดงามนั้นก็พลันเปล่งแสงออกมาคล้ายกับแสงของพระจันทร์ สร้างความอัศจรรย์ใจแก่ผู้พบเห็นยิ่งนัก สิ่งที่เกิดขึ้นกับพุ่มไม้ประดับนี้มิใช่เกิดจากเวทย์อันวิเศษหรือเวทย์หายากอันใด แต่เกิดขึ้นจากออร่าของทั้งสี่ที่แผ่ออกมาจากกายแล้วไปสัมผัสเข้ากับพุ่มไม้โดยบังเอิญเพียงเท่านั้น พวกเขามิใช่บุคคลธรรมดา แต่เป็นถึงเสาหลักของเผ่านั้นๆ เกียรติและศักดิ์ศรีของทุกคนเทียบเท่ากับปราชญ์ศักดิ์สิทธิ์แห่งเผ่ามนุษย์“หญิงสาวที่สง่างามคนนั้นคือท่านซิลวาเนีย ผู้ปกครองพฤกษาแดนใต้แห่งเผ่าพฤกษา อีกทั้งยังเป็นธิดาของจักรพรรดินีพฤกษาอีกด้วย ส่วนหญิงสาวที่มีหางนั้นคือท่านลูเซียน่า หนึ่งในเทพพยากรณ์แห่งเผ่าจิ้งจอก” จากนั้นเซย์รอนก็บรรยายเกี่ยวกับทูตในวันนี้ให้ทุกคนได้ฟัง เขาเป็นหนึ่งในผู้ที่ถือว่ามีความรอบรู้มากที่สุดคนหนึ่ง ข้อมูลต่างๆ ที่ร่างสถิตทั้งสามได้ฟังจึงล้วนแต่เป็นความรู้ใหม่แทบทั้งสิ้น แน่นอนว่าเซย์ร่าเองก็ไม่มีข้อยกเว้น แม้จะได้รับการสั่งสอนจากท่านปู่มาตั้งแต่เด็ก หากแต่เธอก็ตระหนักอยู่เสมอว่าตนนั้นยังด้อยความรู้และประสบการณ์อยู่“ท่านพ่อ ท่านปู่ทวดจะมาร่วมงานนี้ด้วยรึเปล่า?” เซย์ร่าหันไปถามพ่อของเธอด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น“ท่านเป็นถึงปราชญ์ศักดิ์สิทธิ์ ต้องมาแน่นอนอยู่แล้ว” “งั้นข้าขอพาเพื่อนไปหาท่านปู่ทวดนะ” “ตามสบาย ท่านต้องดีใจแน่ๆ ที่เจ้าไปเยี่ยม” เซย์ลอสเอ่ยขึ้นพลางยิ้มอย่างอบอุ่น“ท่านเซย์รอน ข้าว่าทูตยังมาไม่ครบนะ เหมือนจะขาดเผ่าเอลฟ์ไป” “นั่นสิ เผ่าอื่นก็มากันครบแล้ว” เมื่อแกรนด์เอ่ยถามด้วยความสงสัย แจ๊คก็พูดเสริมขึ้นอีก“ปกติไม่ว่าจะงานไหน เอลฟ์จะเป็นเผ่าแรกๆ ที่มาถึงก่อนเสมอ แต่ครั้งนี้ดูจะแปลกไปบ้าง” พูดถึงยังไม่ทันขาดคำ เซย์รอนก็พลันสัมผัสได้ถึงพลังมหาศาลจุดหนึ่งที่ปรากฏขึ้นมาแบบไม่ทันตั้งตัว“พวกเขามากันแล้ว” เมื่อทุกคนหันมองไปที่ท่าเทียบอีกครั้งก็เห็นประตูมิติถูกเปิดออก จากนั้นก็มีเหล่าทหารเอลฟ์เดินถืออาวุธออกมาและตั้งแถวสองฝั่ง ไม่นานก็มีเอลฟ์สองตนเดินตามออกมา ผู้ที่เดินนำหน้าเป็นเอลฟ์ชราที่มีกิ้งก่าสีรุ้งเกาะอยู่บนไหล่ ส่วนเอลฟ์อีกตนที่เดินตามหลังมาเป็นชายหนุ่มรูปงาม แต่ดวงตาข้างหนึ่งของเขาถูกคาดปิดเอาไว้ด้วยผ้า แกรนด์ถึงกับขนลุกเมื่อสัมผัสพลังที่แผ่ออกมาจากร่างเอลฟ์หนุ่ม นั่นก็เพราะพลังของเขาเป็นแบบเดียวกันกับของครีท หรือว่านี่คือผู้ครอบครองสมบัติจักรพรรดิปีศาจ? จริงอยู่ที่แกรนด์ไม่สามารถสัมผัสหรือแยกแยะได้ว่าใครเป็นผู้ครอบครองสมบัติจักรพรรดิเทพ นอกจากคนผู้นั้นจะเรียกใช้พลังจากสมบัติ นั่นเพราะสมบัติจักรพรรดิเทพจะมาในรูปแบบของอุปกรณ์ พลังของมันจะถูกผนึกไว้โดยสมบูรณ์ในตัวมันเอง แต่สมบัติจักรพรรดิปีศาจจะแตกต่างออกไป มันไม่ใช่อุปกรณ์แต่เป็นส่วนหนึ่งของร่างกายผู้ใช้ เช่นของครีทเป็นหัวใจ ส่วนของเอลฟ์หนุ่มแกรนด์เดาว่าคงจะเป็นดวงตาที่ปิดเอาไว้ นั่นเพราะศูนย์กลางพลังของเขาอยู่ภายใต้ผ้าคาดตาผืนนั้น“นึกไม่ถึงเลยว่าจะมาด้วยตัวเอง ผู้อาวุโสตรงนั้นคือท่านเก็นโซ ชายที่ได้รับสมญานามว่าเป็นผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในโลก ท่านเป็นผู้อาวุโสคุมกฎแห่งเผ่าเอลฟ์” “ห๊ะ! มีเอลฟ์ที่แข็งแกร่งกว่าราชินีเอลฟ์อีกหรอ?” “ใช่แล้ว ผู้ปกครองไม่จำเป็นต้องแข็งแกร่งที่สุดเสมอไป ท่านเก็นโซคือผู้ที่ได้ชื่อว่ามีความเที่ยงธรรมมากที่สุดคนหนึ่ง หากท่านตัดสินเรื่องใด แม้จะเป็นความขัดแย้งระหว่างเผ่า ทุกคนก็จะยอมรับคำตัดสินนั้นอย่างไร้ข้อกังขา ส่วนเอลฟ์หนุ่มที่เดินตามมาคือองค์ชายราฟาเอล โอรสองค์โตของราชินีเอลฟ์ การที่เผ่าอื่นให้ความสนใจมากขนาดนี้ส่วนหนึ่งก็เพราะการมีตัวตนของพวกเจ้า เจตนารมณ์ที่แท้จริงของท่านเทพสงครามคือการปกป้องพวกเจ้าจนถึงวันที่เติบโตอย่างเต็มที่ เพราะหากไม่ใช่ตัวท่าน ใครในทวีปแห่งนี้ก็ปกป้องพวกเจ้าจากการเพ่งเล็งของพวกเผ่าอื่นไม่ได้” __________________________________________________“คราวนี้เมืองเราจะมิกลายเป็นตัวตลกไปจริงๆ เหรอท่าน?” “เราถึงตอนนี้แล้วจะทำอะไรได้? นั่นเป็นการตัดสินใจของพวกเด็กๆ สิ่งที่เราทำได้มีเพียงต้องฝากความหวังไว้ที่กลุ่มดาวแห่งความหวังเท่านั้น” “ท่านคูบริกพลาดท่าไปแบบนั้นก็ยิ่งตอกย้ำถึงความร้ายกาจของพวกมันเข้าไปอีก แต่กลุ่มดาวแห่งความหวังของเราฝึกมาอย่างหนักตลอดสองปีมานี้ ข้าไม่คิดว่าพวกเขาจะแพ้อย่างราบคาบให้เจ้านั่นที่มีแค่คนเดียวหรอกนะ” “ไม่มีโอกาสแน่ คนของเราไม่มีทางสู้มันได้หรอก” “ท่านแน่ใจได้ยังไง?” “แล้วแผลนี้มันทำให้ท่านแน่ใจขึ้นมารึยัง???” เคเซอร์ดึงผ้าปิดตาของตนออก เผยให้เห็นถึงดวงตาที่ขุ่นขาวและรอยแผลเป็นกว่าครึ่งใบหน้า เขากับสมาชิกสภาคนใหม่ที่มาแทนเรมอสกำลังสนทนาเกี่ยวกับปัญหาของผู้เข้าแข่งขัน ซึ่งแผ่นลงทะเบียนของกลอเซนมันมีชื่อของแกรนด์เขียนติดหราอยู่บนหัวกระดาษคนแรก นั่นจึงทำให้ผู้ที่จะลงแข่งในนามเมืองกลอเซนทุกคนหวาดกลัวไปตามๆ กัน ชื่อเสียงของแกรนด์ในสายตาของชาวกลอเซนดุจดั่งอสูรร้ายจนได้ฉายาว่ากบฏแห่งกลอเซน วีรกรรมของเขาในทางชั่วร้ายมีมากมาย เรื่องเล่ากันผ่านปากต่อปาก จริงบ้าง ใส่สีตีไข่ลงไปบ้างทำให้แม้จะผ่านมาช่วงระยะเวลาหนึ่งแล้วผู้คนก็มิอาจลืมได้ หากแต่ความร้ายกาจที่เขาลือกันนั้นก็ได้ถูกแสดงต่อหน้าทุกคน เมื่อหนึ่งในสมาชิกกลุ่มกบฏแห่งกลอเซนอัดคูบริก ผู้ที่พวกเขามองว่าแข็งแกร่งไร้เทียมทานจนล้มกลิ้งในการโจมตีแค่ครั้งเดียว ไม่เพียงเท่านั้น เมื่อมาที่จุดลงทะเบียนกลับเจอชื่อของไอ้ตัวหัวโจกเขียนโด่ไว้คนแรก เห็นแบบนี้แล้วใครที่ไหนมันจะกล้าลง! ลงไปไม่เท่ากับเดินไปหาที่ตายเลยเหรอ? ข่าวลือเห็นว่าเจ้าแกรนด์นี่มันชอบทรมานคนเป็นชีวิตจิตใจด้วยหนิ แม้แต่กลุ่มดาวแห่งความหวังยังลังเลที่จะลง บางคนถึงกับหน้าซีดเหงื่อแตกพราก แต่ด้วยหน้าที่จึงจำต้องกลั้นใจเขียนชื่อตนลงไป ข่าวนี้แพร่ไปอย่างรวดเร็ว ผู้สมัครของกลอเซนที่มาสองหมื่นกว่าคนคน ตอนนี้เหลือยืนลังเลอยู่หน้าจุดลงทะเบียนกันบางตาอย่างน่าใจหาย เคเซอร์กับสมาชิกสภาคนใหม่เองก็ปลงตกกับเรื่องนี้ พวกเขาไม่สามารถบังคับหรือโน้มน้าวให้ใครลงได้อยู่แล้ว อีกทั้งยังไม่รู้ว่าแกรนด์มันมาเพื่อแก้แค้นด้วยหรือไม่ เพราะหากคิดในอีกมุมว่านั่นเป็นตนเอง เมื่อรู้ว่าจะต้องเผชิญหน้ากับเจ้านั่น แต่มีทางให้เลือกว่าจะสู้หรือจะไปนั่งดูเฉยๆ เป็นใครก็ต้องเอนเอียงไปอย่าหลังมากกว่า อีกทั้งบาดแผลบนร่างของเคเซอร์ก็เป็นสิ่งย้ำเตือนถึงความแข็งแกร่งนั้น แถมนี่ยังเป็นพลังของมันเมื่อสองปีที่แล้ว! เป็นไปไม่ได้ที่พลังของมันจะไม่พัฒนาขึ้น และถึงพลังของมันจะไม่พัฒนาขึ้นเลย ตัวมันในตอนนั้นก็ยังแข็งแกร่งสุดๆ อยู่ดี__________________________________________________“มีคนสอดแนมเราอยู่” แจ๊คเอ่ยขึ้นขณะที่เดินกลับไปยังที่พักพร้อมกับแกรนด์ ระหว่างทางแจ๊ครู้สึกได้ด้วยสัญชาตญาณว่ามีคนกำลังมองมา หากแต่เขาไม่รู้เลยว่าคนๆ นั้นมันมองมาจากทางไหน เป็นไปได้ว่าต้องเป็นนักสะกดรอยที่มีทั้งทักษะพรางกายและลบตัวตนชั้นสูง“มีคนสอดแนมจริง แต่เขตสัมผัสจับไม่ได้เลยว่ะ” “เฮ้ยๆ จริงเหรอวะเนี่ย?” “ออร่าพลังเบาบาง การลบตัวตนแบบนี้ข้าไม่เคยเจอมาก่อน ถ้าจะให้เดาเจ้านั่นมันน่าจะอยู่ปลายสุดของหอระฆัง” “เหรอ งั้นจัดให้มันหน่อยสักดอก : กระสุนวารี” ปิ้ว! แจ๊คเอ่ยขึ้นก่อนจะยิงกระสุนน้ำออกไปยังทิศทางที่แกรนด์บอก กระสุนนั้นพุ่งไปโดนแต่อากาศ ไร้เงาของศัตรูอย่างที่แกรนด์สันนิษฐาน“เฮ้ยๆ ยิงไปทำไมวะ? เดี๋ยวทหารรักษาการณ์ก็ได้แห่มาหรอก” “ประสาทสัมผัสเจ้าทื่อแล้วมั้ง ไม่เห็นโดนอะไรเลยนี่หว่า” แจ๊คโอดครวญออกมาอย่าหน้าตาเฉย ไม่มีแม้แต่ความสำนึกผิดเลยแม้แต่น้อย ในขณะที่ทั้งสองเดินจากไปจนลับสายตา ชายผู้หนึ่งก็ปรากฏตัวออกมาจากม่านพรางกาย เขายืนอยู่บนยอดหอระฆังจุดที่แกรนด์เดาไว้จริงๆ และตอนที่แจ๊คยิงกระสุนน้ำออกไปอย่างกะทันหันเขาเกือบจะหลบมันไม่ทัน“ต้องให้มันได้อย่างนี้สิ หึหึ” ชายคนนั้นยิ้มอย่างพึงพอใจก่อนที่ร่างของเขาจะเลือนรางหายไป__________________________________________________...โคลอสเซียม นครหลวงคาเธจ...ในที่สุดวันแรกของการคัดเลือกศิษย์แห่งเทพสงครามก็มาถึง ผู้เข้าแข่งขันมากมายมารวมตัวกันที่ห้องพักรับรองภายในโคลอสเซียม ลานประลองแห่งนี้เป็นอีกสิ่งที่เมืองหลวงภาคภูมิใจ นั่นก็เพราะมันเป็นหนึ่งในสถาปัตยกรรมที่ยิ่งใหญ่แห่งมวลมนุษย์ ซึ่งโคลอสเซียมแห่งนี้มีความสำคัญเทียบเท่าวิหารเทวรูปเทพอาชาสวรรค์เลยทีเดียว มันใช้เงินมหาศาลและระยะเวลาในการก่อสร้างที่ยาวนาน ด้วยความใหญ่โตของมันสามารถจุผู้ชมได้มากถึงห้าล้านคน แต่ถึงกระนั้นตั๋วเข้าชมในแต่ละวันยังนับว่าหาได้ยากและมีราคาสูงลิ่ว เมื่อมองจากภายนอกโคลอสเซียมแห่งนี้จะมีลักษณะเป็นทรงกระบอกตั้งขึ้น รอบทิศทางติดจอแสดงภาพการต่อสู้ที่เกิดขึ้นในสนามให้ทุกคนได้เห็นกันอย่างเต็มตา และที่ขาดไปไม่ได้คือที่โซนนั่งพิเศษซึ่งมันถูกจัดไว้รับรองเฉพาะบุคคลสำคัญเท่านั้น โดยในโซนที่นั่งพิเศษจะถูกแบ่งออกอีกเป็นสามระดับ ระดับที่หนึ่งเป็นของเทพสงครามแอริส ราชันย์ปักษาโครโนสและผู้อาวุโสคุมกฎเอ็นโซ่ ที่นั่งชั้นถัดลงมาจึงจะเป็นขององค์จักรพรรดิ ปราชญ์ศักดิ์สิทธิ์และเหล่าทูตจากเผ่าต่างๆ ส่วนล่างสุดในโซนเป็นของเหล่าเชื้อพระวงศ์“เฮ้ย ไม่พูดไม่จาเลยนะเซคเม็ท” งูสีแดงที่พันรอบคอราชันย์ปักษาเอ่ยทักแมวเซคเม็ทที่เกาะอยู่บนไหล่ของลีโอนาโด“ข้าจะนอน” เซคเม็ทตอบกลับอย่างไม่ไยดีและม้วนตัวลงนอน“ข้าว่ามันยังไม่หายโกรธเจ้าหรอกมัจจุลิน” มังกรน้อยสีรุ้งที่เกาะบนไหล่ของผู้อาวุโสเก็นโซเอ่ยขึ้นมาบ้าง“ยุ่งน่า ใช่เรื่องของเจ้าเหรอเซโน่?” เซคเมทตอบกลับมังกรน้อยด้วยน้ำเสียงที่เย็นชาเหมือนเดิม“มีโอกาสได้เจอกันทั้งทีเย็นชาจังวะ เออ..ข้าสัมผัสพลังของเอริออสไม่ได้เลย ไปเกิดใหม่แล้วเหรอ?” งูมัจจุลินยังคงถามต่อไป“ใช่ เกือบสามปีที่แล้วมั้ง” “อ้าว ถ้างั้นใครได้รับเลือกให้เป็นจักรพรรดิมังกรคนใหม่? อย่าบอกนะว่าเจ้าน่ะ เซโน่” “ข้าเป็นก็ดีสิวะ มติจากสภามังกรเลือกราชันย์มังกรเพลิงให้ขึ้นแทนมังกรนิลกาฬน่ะ” “ตาแก่มังกรเฒ่านั่นเหรอ? กว่าจะได้เป็นจักรพรรดิมังกรกับเขาไม่ใช่รอจนเกือบจะหมดอายุขัยเลยเหรอ? ฮ่าๆ ๆ” “เห็นว่าน่าจะอยู่ได้อีกไม่กี่ร้อยปีนะ” “แต่มังกรเฒ่าก็แข็งแกร่งสมตำแหน่งแล้วหนิ อย่างน้อยก็ดีกว่าให้เจ้าเป็นแหละน่า” “เออ ข้าสู้ไม่ได้อันนี้ไม่เถียง แต่ถ้าเทียบกับตาเฒ่าเอริออส มังกรเพลิงก็ยังห่างชั้นกับเขาอยู่ดี” “ใครจะไปชนะเอริออสได้วะข้าถามหน่อย” งูมัจจุลินกับมังกรน้อยเซโน่คุยกันอย่างสนุกปากโดยมีแมวเซคเม็ทนอนฟังอยู่ด้วย ทั้งสามล้วนแต่เป็นสัตว์อสูรในตำนานด้วยกัน ร่างที่แท้จริงของแมวเซ็คเมทคือสุริยเทพเซคเม็ทแห่งเผ่าเขี้ยวราชันย์ ร่างที่แท้จริงของงูมัจจุลินคือราชันย์นาคามัจจุลิน ผู้ปกครองสูงสุดแห่งเผ่านาคา ร่างที่แท้จริงของมังกรน้อยเซโน่คือราชันย์มังกรฟองสบู่ หนึ่งในมังกรที่แข็งแกร่งที่สุดและสมาชิกสภามังกร ซึ่งสัตว์อสูรในตำนานทุกตัวบนโลก หลังจากการเกิดใหม่และเข้าสู่สภาวะเต็มวัยจะได้ความทรงจำเดิมบางส่วนคืนมา จึงไม่แปลกที่มันจะรู้จักมักคุ้นกันเป็นอย่างดีแม้จะอาศัยกันอยู่คนละทวีปก็ตามตึ้ง!!! ตึ้ง!!! ตึ้ง!!! ตึ้ง!!! ตึ้ง!!! เสียงกลองที่ดังสนั่นขึ้นได้สะกดให้ทุกคนบนอัฒจันทร์เงียบงัน และหันไปให้ความสนใจในสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นบนสนามประลอง จากนั้นก็ชายผู้หนึ่งปรากฏกายขึ้นที่ใจกลางสนาม จอภาพขนาดใหญ่ที่รายล้อมสนามอยู่ได้ฉายไปที่เขาเป็นจุดเดียวกัน“ข้าอารากอร์น ผู้นำสภาแห่งนครหลวงคาเธจ วันนี้ทำหน้าเป็นผู้คุมกฎในการแข่งขัน ขอกล่าวต้อนรับทุกท่านสู่การคัดเลือกศิษย์แห่งเทพสงครามในวันนี้” ชายที่ลอยอยู่ใจกลางสนามกล่าวด้วยเสียงอันดังก้อง เขาหันไปทำความเคารพเทพสงครามที่นั่งชมอยู่ก่อนจะหันกลับมาแล้วเอ่ยขึ้นต่อ“ผู้เข้าแข่งขันทุกคนจงฟัง! กำไลข้อมือที่พวกเจ้าได้ไปเป็นอุปกรณ์สำคัญที่ต้องใช้ในการคัดเลือกครั้งนี้ ตลอดการแข่งขันทุกคนต้องสวมมันไว้ตลอด เอาล่ะ..การแข่งในครั้งนี้มีผู้ลงทะเบียนเข้าร่วมทั้งสิ้น 530,741 คน การแข่งขันจะถูกแบ่งออกเป็นสามรอบ ในรอบแรกเราจะคัดผู้เข้าแข่งขันจากทั้งหมดให้เหลือเพียงแค่ 900 คนเท่านั้น!” “โอ้วววววววววววววววว!!!!!!” เสียงผู้คนทั่วทั้งภายในและภายนอกสนามโห่ร้องอย่างตื่นตะลึง จากครึ่งล้านคัดให้เหลือเก้าร้อย แค่รอบแรกก็ลดจำนวนลงถึงขนาดนี้แล้ว“แน่นอนว่าเรามี 9 เขตการปกครอง ในรอบแรกจึงต้องการผู้เข้าแข่งขันเพียงเขตละ 100 คน รวมทั้งหมดเป็น 900 คนเท่านั้น ใครลงทะเบียนไว้เขตไหนจะได้แข่งรอบแรกกับผู้ที่ลงเขตเดียวกัน ในรอบนี้จะปล่อยผู้เข้าแข่งขันครั้งละประมาณหนึ่งหมื่นคน มีเวลาให้เวลา 15 นาที กฎก็ง่ายๆ จัดการผู้เข้าแข่งขันคนอื่นให้ได้มากที่สุด ผู้ที่ได้สถิติติด 100 อันดับแรกของเขตนั้นๆ จะได้เข้ารอบ ต่อจากนี้จะทำการสุ่มคัดเลือก หากชื่อของเขตใดปรากฏขึ้นที่จอภาพ ผู้ที่ลงทะเบียนเขตนั้นไว้จงเตรียมตัวให้พร้อม!” ตอนนี้ทุกคนจ้องไปที่จอภาพอย่างไม่ละสายตา ชื่อของเขตเมืองต่างๆ หมุนอย่างรวดเร็วก่อนจะหยุดลงที่เฮโรร่า“เฮโรร่า คือเขตแรกที่ต้องแข่งขัน หากกำไลข้อมือของใครเรืองแสงก็ให้ขึ้นมาบนสนาม” สิ้นเสียงของผู้คุมกฎ คนที่กำไลข้อมือเรืองแสงก็ทยอยขึ้นมายืนอยู่บนสนาม เฮโรร่ามีผู้ลงทะเบียนกว่า 60,743 คน การแข่งจึงถูกแบ่งออกถึง 6 รอบ และเมื่อสัญญาณการแข่งขันเริ่มขึ้น ความชุลมุนก็ตามมา ทั่วทั้งสนามซัดกันนัวจนแทบไม่รู้จะดูใครดี แต่จอภาพนับสิบที่ฉายอยู่ด้านบนของสนามก็จับเฉพาะภาพของผู้เข้าแข่งขันที่น่าสนใจให้ ทักษะต่างๆ ที่แต่ละคนมีถูกงัดออกมาใช้เพื่อที่จะทำให้ตนได้แต้มสูงที่สุด ไม่ว่าจะจัดการคนเก่ง คนกาก คนที่ระดับพลังสูงหรือต่ำ จัดการได้ 1 คนเท่ากับ 1 แต้ม บนจอสถิติมีรายชื่อของร้อยอันดับแรกที่ทำแต้มได้สูงสุดปรากฏขึ้น รายชื่อที่ปรากฏขึ้นมานั้นมีผลอย่างมากต่อเสียงเชียร์ทั้งในและนอกสนาม นั่นก็เพราะผู้ที่มีชื่อปรากฏบนจอนั้นได้จะต้องมีความสามารถจริงๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่มีรายชื่ออยู่อันดับต้นๆ ซึ่งพวกเขาล้วนแต่มีแต้มสูงลิ่วกันทั้งนั้น และเมื่อครบกำหนดเวลา 15 นาทีก็มีสัญญาณดังขึ้นให้ทุกคนหยุดการต่อสู้ หลังจากชุดเดิมลงจากสนามไปแล้ว กำไลข้อมือจะเรืองแสงขึ้นเพื่อเลือกผู้เข้าแข่งขันชุดต่อไปให้ขึ้นมาแทน ส่วนสถิติจะคงรายชื่อเดิมไว้ที่จอ หากรอบต่อไปมีคนทำแต้มได้สูงขึ้น รายชื่อของคนๆ นั้นจะแทรกขึ้นไปและเบียดชื่อเดิมให้ตกอันดับลงตึ้ง!!! ตึ้ง!!! ตึ้ง!!! ตึ้ง!!! ตึ้ง!!! ผ่านไปหกรอบเสียงกลองก็ดังขึ้น เป็นสัญญาณว่ารอบการแข่งขันทั้งหมดของเฮโรร่าได้จบสิ้นลงแล้ว ผู้ที่มีแต้มสูงสุด 100 คนถูกประกาศชื่อให้ผ่านเข้าไปในรอบสอง เสียงปรบมือให้กำลังใจของผู้ชมทั้งสนามดังก้องขึ้นเพื่อมอบให้แด่ทั้ง 100 คนแรกที่ผ่านเข้ารอบสองได้ โดยเฉพาะเสียงปรบมือและโห่ร้องจากชาวเฮโรร่าจะดังเป็นพิเศษ พวกเขานับเป็นผู้ฝึกพลังที่มีพรสวรรค์และเป็นความภาคภูมิใจแห่งเฮโรร่าตึ๊ง! จอภาพแสดงชื่อเขตต่อไปที่สุ่มได้“เขตต่อไป กลอเซน” กำไลข้อมือผู้เข้าแข่งขันรอบแรกของกลอเซนเรืองแสง ทุกคนทยอยกันขึ้นไปบนสนาม แต่รอบของกลอเซนแปลกกว่าเฮโรร่ามาก นั่นก็เพราะผู้เข้าแข่งขันที่ขึ้นมาดูบางตาจนสามารถนับคนที่ยืนอยู่บนสนามได้ ผู้ชมที่ดูอยู่ได้แต่คิดในใจว่าคนเมืองนี้มันไม่กระตือรือร้นเลยรึไง แต่ทันใดนั้นเองพวกเขาก็สังเกตเห็นผู้เข้าแข่งขันของกลอเซนถอยห่างจนแหวกเป็นทาง ภาพที่จอยักษ์ฉายให้เห็นชัดๆ คือชายหนุ่มคนหนึ่งกำลังเดินขึ้นมาบนสนาม หลังจากชายหนุ่มผู้นี้เดินขึ้นมา ท่าทางของผู้เข้าแข่งขันคนอื่นๆ ล้วนแปลกไป พวกเขาเอาแต่ก้มหน้า ดูวิตกและหวาดกลัวบางสิ่งอย่างน่าประหลาด ไม่มีใครเลยสักคนที่กล้าเข้ามาใกล้ชายหนุ่มคนนั้น เขาจึงเป็นจุดเด่นในสนามไปโดยปริยาย“นั่นน่ะเหรอกบฏแห่งกลอเซนที่เขาร่ำลือกัน?” บนที่นั่งพิเศษของเหล่าเชื้อพระวงศ์คุยกันถึงเรื่องนี้อย่างสนใจ ไม่เพียงแค่นั้น บรรดาตระกูลใหญ่ต่างๆ ก็จับตาดูแกรนด์กันทั้งนั้น เขาถือเป็นร่างสถิตคนแรกที่เหยียบย่างขึ้นไปบนสนามประลอง คนพวกนี้อยากให้แกรนด์แสดงสิ่งที่มีออกมาให้มากที่สุด หากรู้ถึงความสามารถแล้ว พวกเขาจะมีเวลาหาทางรับมือแก้ทางและมีเวลาชี้แนะคนของตระกูลตนได้ เพราะถึงอย่างไรเสียทุกคนก็มั่นใจอยู่แล้วว่าแกรนด์ต้องผ่านเข้าไปรอบสองได้อยู่แล้ว“ขอดูด้วยตาหน่อยเถอะว่าจะเก่งสักแค่ไหน” แต่ในขณะที่ทุกคนกำลังจดจ่ออยู่กับผู้เข้าแข่งขันบนสนามอยู่นั้น จอภาพก็ปรากฏรายชื่อและแต้มของผู้เข้าแข่งขันเขตกลอเซนขึ้นมา ที่น่าแปลกคือมันปรากฏแค่ 64 รายชื่อเท่านั้น และแต้มของทุกคนเป็น 0“ผู้เข้าแข่งขันเขตกลอเซนทั้ง 64 คนผ่านเข้ารอบสอง!!!” สิ้นเสียงของผู้คุมกฎทั้งสนามพลันตกอยู่ภายใต้ความเงียบงันดั่งเวลาถูกหยุดเอาไว้