ดวงตาคมเข้มทอดมองผ่านกระจกสีเทาจนเกือบดำออกไปภายนอก ขณะรถยุโรปคันหรูกำลังขับเคลื่อนอยู่บนถนนสายเศรษฐกิจแห่งเมืองหลวง ซึ่งก็เหมือนกับหลายวันๆ ที่ผ่านมา ที่เขามักจะเห็นบรรดาผู้คนหลากอาชีพกำลังจดจ่อกับการเดินทางไปทำงาน บ้างก็ยืนรอรถอยู่ที่ป้ายรถเมล์ บ้างก็นั่งสัปหงกอยู่บนรถที่จอดติดไฟแดง บ้างก็ขี่จักรยานยนต์หรือนั่งซ้อนท้ายจักรยานยนต์รับจ้างแซงซ้ายแซงขวารถคันอื่นๆ ไปอยู่ด้านหน้าเพื่อรอสัญญาณไฟเขียว
อารัญทอดมองผู้คนที่ผ่านไปมา พลางครุ่นคิดถึงความเท่าเทียมที่อยู่บนความเหลื่อมล้ำของสังคม แม้เขาจะใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ที่ต่างประเทศ แต่ทุกครั้งที่กลับมาเมืองไทย ปัญหารถติดก็ยังเป็เื่เดิมๆ ที่เขาต้องเจออยู่เสมอ นั่นเป็เพราะความเท่าเทียมที่ว่า ไม่ว่าจะนั่งรถหรูราคานับสิบล้าน นั่งรถญี่ปุ่นราคาหลักแสนหรือล้านต้นๆ จะนั่งรถเมล์ หรือจะขี่รถจักรยานยนต์ไปทำงาน ก็หลีกหนีปัญหารถติดไปไม่ได้หรอก เพราะยังไงเสียก็ต้องใช้ถนนสายเดียวกันอยู่ดี
ยิ่งรถเคลื่อนเข้าสู่เส้นทางของอาณาจักรแฟรงเกนส์ มากขึ้นเท่าไร ความแออัดทั้งรถทั้งคนก็ดูจะเพิ่มมากขึ้น และในวันนี้เขามั่นใจว่าจะต้องมีอีกคนที่เดินทางมาเป็บุคคลที่เสมอภาคกับเขาบนท้องถนนแน่ แต่เขาจะไม่ยอมให้เธอเสมอภาคกับเขาแค่บนถนนเพียงอย่างเดียวแน่ ‘บนเตียงนอน’ เขาก็จะให้ความเสมอภาคกับเธอเช่นกัน
รอยยิ้มปรากฏบนใบหน้า แต่นั่นเป็การแค่นยิ้ม เพราะเธอคนนั้นทำให้ความแออัดบนท้องถนนในวันนี้เต็มไปด้วยความรื่นรมย์ วันนี้แล้วสินะ สิ่งที่รอคอยจะกันสักที หนี้แค้นของเขากำลังจะได้รับการชำระ!
เมื่อคนขับรถตีไฟเลี้ยวเพื่อมุ่งหน้าเข้าสู่อาณาจักรแฟรงเกนส์ อารัญยืดตัวตรงจัดแต่งและสำรวจเสื้อสูทสากลให้เข้าที่ ในฐานะผู้บริหารสูงสุดเขาจำเป็ต้องเรียบ หรู และดูดีอยู่เสมอ ดวงตาคมเข้มเหลียวมองเหล่าพนักงานที่แต่งกายด้วยเสื้อผ้าทันสมัยกำลังเดินเข้าสู่อาคารเช่นเดียวกับเขา
ทว่าสิ่งแปลกปลอมสุดสายตานั้นทำให้ดวงตาคมเข้มต้องหรี่ลงเพื่อปรับโฟกัสของภาพให้ชัดเจน ใครบางคนที่มีรูปร่างแบบบางกำลังนั่งทอดอารมณ์อยู่ ณ จุดนั้น ริมฝีปากเรียบตรงอ้าออกหวังบอกให้คนขับรถจอดก่อน แต่แล้วก็เปลี่ยนใจเป็นิ่งเฉยดังเดิม เขามองเธอผ่านกระจกสีเทาไปจนรถเคลื่อนพ้นมา
จากระยะมองไกลจนใกล้ และพ้นสายตา ภาพที่เขาเห็นคือความสวยงามที่อ่อนล้า ในมือบอบบางนั้นถือยาดมค้างอยู่ และบางครั้งก็นำมาจ่อที่ปลายจมูก สิ่งที่มองเห็นไม่ได้ทำให้นึกสงสาร แต่เป็ความ ‘สะใจ’ รอยยิ้มผุดขึ้นที่มุมปากอย่างหยุดไม่ได้ ก่อนจะกดโทรศัพท์หาคนที่จะทำให้ความสะใจของเขาเป็จริงมากขึ้นกว่านี้
“ฉันให้เวลานายสิบนาที ไม่มีแต่” เขากรอกเสียงทุ้มกลั้วด้วยรอยยิ้มแห่งความสะใจลงไปเมื่อคนทางนั้นรายงานตัวว่า ยังฝ่าดงรถติดเข้ามาไม่ได้ แต่สิ่งที่เขา้าจะต้องไม่มีแต่
พรบุหลันสูดลมหายใจเข้าลึกพลางสูดกลิ่นพิมเสน การบูร และเมนทอลที่ผสมอยู่ในยาดมเข้าไปด้วย ยิ่งเวลาเร่งเร้าเข้ามา เธอยิ่งทั้งตื่นเต้นทั้งวิงเวียนผสมผสานกันไปหมด หัวใจเต้นตึกตักจนแทบจะสั่นไปทั้งร่าง เมื่อรู้ว่าในไม่กี่นาทีต่อจากนี้เธอจะได้พบกับเขา คนที่เธอแทบจะรู้จักทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็เขาผ่านคำบอกเล่าของแม่ แต่จะเป็จริงตามนั้นหรือเปล่าเธอก็ไม่รู้ รู้แต่ว่าหากโอกาสนั้นเป็ของเธอ เธอจะพิสูจน์
“กล้าๆ หน่อยจันทร์ มาถึงที่นี่แล้ว เธอจะถอดใจไม่ได้นะ” หญิงสาวพูดให้กำลังใจตัวเอง เพราะหัวใจเธอเต้นรัวเร็วอย่างไร้จังหวะ จนพรบุหลันต้องบีบฝ่ามือแน่น เพื่อสะกดกลั้นให้ตัวเองสงบลง เธอไม่รู้ว่าความรู้สึกที่เกิดขึ้นนี้คืออะไร อาย สับสน หวาดหวั่นปนประหม่าที่จะได้พบหน้าเขาอย่างนั้นเหรอ
แม้หัวใจจะร่ำร้องบอกตัวเองว่าไม่ใช่ ที่เธอมาที่นี่เพราะเธออยากได้งานทำจริงๆ แต่ในเสี้ยวลึกนั้นพรบุหลันได้คำตอบที่ทำให้ใบหน้าร้อนวูบวาบ เพราะดวงตาคมเข้มคู่นั้นยังคงติดตรึงอยู่ในความคิด รอยยิ้มอ่อนโยน เสียงทุ้มสุภาพ และท่าทีแสดงความจริงใจที่เขาอยากจะช่วยเหลือเธอจริงๆ
มโนภาพของพรบุหลันย้อนไปถึงคำพูดกับสายตาแสดงความเห็นใจที่เขามีต่อเธอในวันนั้น เขาช่างเป็ผู้ชายอบอุ่นอย่างที่แม่บอกไว้จริงๆ เขาอบอุ่นจนเธออยากจะให้เขาโอบกอดเธอให้แน่น เธออยากผ่อนคลายจากความเหน็บหนาววาบหวิวหัวใจดวงนี้ อยากได้ความอบอุ่นนั้นปลอบประโลมหัวใจให้หายเหว่ว้าจากการที่ต้องอยู่ตัวคนเดียวบนโลกใบนี้
ปรี๊น!
เสียงแตรรถจากถนนด้านนอกทำให้พรบุหลันตื่นจากภวังค์ สูดลมหายใจเข้าลึก กระชับกระเป๋าสะพายให้มั่น เธอพร้อมแล้วสำหรับการก้าวเดินเข้าสู่อาณาจักรของเขา หญิงสาวร่างงามระหงลุกขึ้นยืนเรียกความมุ่งมั่นให้ตนเอง ก่อนจะตรงไปยังช่องทางที่จะได้พบเขา ทว่าประตูกระจกที่ใสจนมองเห็นโลกภายในได้อย่างชัดเจนกลับทำให้ความประหม่าของเธอหวนกลับมา เมืุ่์ออฟฟิศหญิงชายต่างมองมาที่เธอเป็จุดเดียว ไม่เว้นแม้กระทั่งเ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์
พรบุหลันรับรู้อาการสั่นสะท้านไปทั้งร่างของตัวเอง แต่เมื่อก้าวเข้ามาแล้วก็ต้องเดินต่อไป บางทีสถานที่แห่งนี้อาจเป็ที่ทำงานที่เธอต้องมาเยือนในทุกวันก็ได้ ดังนั้นประหม่าหรือกลัวไปก็ไม่มีประโยชน์ สิ่งที่ควรทำคือเดินเข้าไป
“อุ๊ย!”
แต่แล้วหญิงสาวก็ต้องเผชิญกับอีกความรู้สึกหนึ่ง ‘อับอาย’ ซึ่งเป็ความรู้สึกใหม่ที่เข้ามาแทนที่ มือที่ยกขึ้นจะผลักประตูกระจกเข้าไปชะงักค้าง เมื่อประตูกระจกใสบานใหญ่นั้นเลื่อนออกจากกันโดยอัตโนมัติจนพรบุหลันหน้าม้าน
ทุกสายตาที่จับจ้องมองเธออยู่แล้วมีทั้งตลกขบขัน ปะปนกับการแทะโลมด้วยสายตาจากบรรดาชายหนุ่ม มีแววดูิ่รวมไปถึงความสมเพชจากพนักงานสาวๆ ทั้งที่เธอไม่รู้ตัวเลยว่าไปทำอะไรให้คนพวกนั้น และทันทีที่เธอเดินเข้าไปถึงจุดประชาสัมพันธ์ พนักงานสาวที่มองเธออย่างไม่เป็มิตรก็เอ่ยขอตัวจากเ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์ในทันที
“ไปละนะเธอ อยู่ตรงนี้กลิ่นไม่ค่อยดี”
สาวสวยคนพูดมองพรบุหลันจากศีรษะจดปลายเท้า ก่อนจะหันไปพยักหน้าชวนเพื่อนให้เดินตามไป แล้วถือแก้วกาแฟสุดหรูเดินเฉียดพรบุหลันเธอไป แต่ไม่วายที่จะทำจมูกฟุดฟิดยามเดินผ่าน เสมือนกลิ่นที่ว่าไม่ดีนั้นโชยมาจากเรือนร่างที่เธอมั่นใจว่าทำความสะอาดอย่างดีทุกวัน
แต่ความอับอายที่คนไม่รู้จักกระทำต่อเธอยังไม่จบเพียงเท่านั้น เพราะเมื่อพนักงานชายหลายคนเดินผ่านเธอไป เขาเ่าั้กลับทำท่าราวกำลังสูดดมของหอม โดยเฉพาะบางคนนั้นเข้ามาใกล้จนเธอต้องขยับออกห่าง เธอจึงกลายเป็ตัวตลกให้หนุ่มสาวที่ทำงานในอาคารแห่งนี้ รวมทั้งเ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์หัวเราะเยาะกันอย่างขบขัน
พรบุหลันก้มหน้ามองพื้น พยายามสูดลมหายใจเข้าลึก ประเมินสถานการณ์ว่าตัวเธอเหมาะสมกับสถานที่นี้จริงหรือเปล่า เพราะแค่แรกก้าวเข้ามาเธอก็เหมือนตัวประหลาดของที่นี่แล้ว หากต้องทำงานที่นี่จริง คนที่นี่จะเป็มิตรหรือเห็นเธอเป็ตัวเชื้อโรคกันแน่
หรือเธอต้องเปลี่ยนตัวเองให้เหมือนพวกเขา ต้องแต่งตัวดูดีมีรสนิยม ต้องใช้ของแบรนด์เนม ต้องดื่มเครื่องดื่มที่อาจราคาแพงกว่าข้าวแกงที่บ้านของเธอถึงสามเท่า หรือต้องมองคนอื่นที่แต่งตัวแปลกแยกด้วยสายตาหยามเหยียดขนาดนี้หรือเปล่า เธอถึงจะเข้าพวกกับคนเหล่านี้ได้
พรบุหลันครุ่นคิด แต่แล้วก็ต้องสะดุ้งเพราะเสียงทักจากเ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์สาวสวย โดยเฉพาะเสียงห้วนๆ ปนจิกกัดนั้นไม่ได้สวยเฉกเช่นหน้าตาเลยสักนิด
“ว่ายังไงล่ะคู้น! ใจลอยไปถึงไหนกัน ฉันเรียกตั้งนานไม่ได้ยินหรือไง”
“เอ่อ...ค่ะ ดิฉันจะมา...เอ่อ...”
ดวงตาที่แต่งแต้มไว้สวยงาม แต่มองมาแบบจิกกัดแบบนั้นทำให้พรบุหลันเกิดอาการตีบตันในลำคอเสียดื้อๆ คำพูดที่คิดและเรียบเรียงเอาไว้ราวจะกระจายตกหายไปหมด เพราะไม่คาดคิดว่าจะได้รับการต้อนรับแบบนี้ แม้กระทั่งเ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์ของที่นี่ก็มองเธอเป็ตัวประหลาดอย่างนั้นเหรอ
“จะมาติดต่อเื่อะไรไม่ทราบ แต่ถ้าจะมายืนอ้ำอึ้งแบบนี้ แนะนำให้ไปคิดไดอะล็อกมาก่อนนะ แต่ถ้าหากจะมาเรี่ยไรเงินบริจาคให้คนแร้นแค้นหรือจะมาเร่ขาย...ที่นี่ไม่มีนโยบาย”
ความอับอายเมื่อครู่กลายเป็ความโกรธได้ไม่ยากเมื่อคำดูถูกนั้นบาดลึกเข้าไปถึงข้างใน มือบางจึงล้วงเข้าไปในกระเป๋า หยิบสิ่งที่เธอต้องใช้ออกมาและวางไว้ที่เคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์ แทนที่จะยื่นให้อีกฝ่าย
เ้าหน้าที่ที่สวยเพียงใบหน้ายื่นมือมาหยิบอย่างเสียไม่ได้ และก็ได้ผล เ้าหน้าที่คนสวยถลึงตาใส่เธอก่อนจะหยิบนามบัตรสีดำที่วางไว้บนเคาน์เตอร์ไปดูอย่างไม่พอใจ
“นี่เธอ! แน่ใจนะว่ามาหาคนเนี้ย” เ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์ถามเสียงสูง ไม่วายกวาดมองเธอั้แ่ศีรษะจดปลายเท้าด้วยสายตาเหยียดๆ อีกครั้ง ราวกับว่าเธอมีอาชีพเสริมบางอย่างแน่ หรือไม่ก็เธอกำลังแอบอ้างที่จะเข้าพบบุคคลสำคัญของสถานที่แห่งนี้
“ใช่ค่ะ ดิฉันมาหา คุณอารัญ แอนโทนี แฟรงเกนส์ คุณอารัญนัดดิฉันให้เข้ามาพบในวันนี้”
พรบุหลันเปล่งคำพูดออกมาอย่างไม่ติดขัด พร้อมเชิดใบหน้าสวยงามตามธรรมชาติที่ไม่ได้แต่งแต้มขึ้นอย่างไว้ตัว แต่ก็ไม่อาจทำให้เ้าหน้าที่ที่มองเธอราวกับจะจิกกัดเนื้อตัวให้ขาดวิ่นรู้สึกบ้างเลย กลับกัน...ใบหน้าสวยด้วยเครื่องสำอางปรุงแต่งนั้นยังเหยียดยิ้ม ก่อนพ่นคำพูดหวานๆ ทว่าบาดจิตที่สุดออกมา
...
ภาพจากจอมอนิเตอร์ที่ส่งตรงมาจากกล้องวงจรปิดของบริษัททำให้อารัญเห็นทุกเหตุการณ์ เริ่มั้แ่หน้าประตูบานเลื่อนอัตโนมัติที่แสดงภาพของหญิงสาวที่แต่งกายมิดชิดเรียบร้อย ไม่เน้นส่วนเว้าส่วนโค้งชวนให้ผู้ชายจินตนาการไปถึงสิ่งที่อยู่ใต้ผืนผ้า
เธอสะดุ้งใเมื่อประตูเลื่อนเปิดก่อนที่เธอจะใช้มือผลักเข้ามา สิ่งที่เห็นเรียกรอยยิ้มขำความเปิ่นของคนหน้าสวย แต่เป็เขาเท่านั้นที่จะหัวเราะเยาะเธอได้ ไม่ใช่พนักงานพวกนั้น นั่นยังไม่ทำให้อารัญเดือดได้เท่ากับกิริยาของพนักงานทั้งหญิงชายที่แสดงต่อเธอ เมื่อพรบุหลันมาหยุดที่จุดประชาสัมพันธ์
จากท่าทางไม่เป็มิตรและสายตาดูถูกดูแคลนนั้น เดาได้ในทันทีว่าคำพูดที่พ่นออกมาคงไม่ได้ไพเราะอ่อนหวานนัก มือแกร่งกำเข้าหากันแน่น แม้เขาจะมีจุดประสงค์ดำมืดที่้าให้พรบุหลันมาที่นี่ แต่เขาคนเดียวเท่านั้นที่จะกระทำต่อเธอได้ ไม่ใช่คนอื่น โดยเฉพาะสายตาแทะโลมและกิริยาเฉียดใกล้ของบรรดาพนักงานชายที่ทำใส่เธอ ไม่ต่างจากไฟสุมกายเขาจนร้อน
“มาถึงหรือยัง...”อารัญกรอกเสียงเคร่งเครียดลงไปในโทรศัพท์ เพราะภาพที่เห็นนั้นคือพรบุหลันกำลังยืนนิ่งให้อีกฝ่ายต่อว่าโดยไม่พูดอะไรเลย
“มา...มาแล้วครับบอส มาแล้วคร้าบบบ...รีบจะตายอยู่แล้วครับ”
เสียงของกายดังมาตามสาย และภาพจากกล้องวงจรปิดด้านหน้าบริษัทก็ฉายให้เห็นกายก้าวลงจากจักรยานยนต์รับจ้างอย่างเร่งรีบ หนีบโทรศัพท์ไว้ที่ข้างหูพร้อมควักธนบัตรยัดใส่มือคนขับจักรยานยนต์ก่อนจะรีบวิ่งเร็วรี่ไปที่ประตู
“พาเธอไปที่ทำงาน” อารัญกรอกเสียงสั่งพลางมองภาพที่ปรากฏในจอต่อไป เขามองเห็นทุกเหตุการณ์ และสมองก็คำนวณวิธีจัดการกับทุกคนที่บังอาจมองและพูดกับเธออย่างเหยียดหยาม ‘หนี้แค้น’ ของเขา มีเขาคนเดียวเท่านั้นที่จัดการได้ คนอื่นไม่มีสิทธิ์ที่จะแตะต้องเธอแม้แต่ปลายก้อย
“ครับบอส”
กายรับคำก่อนจะรีบก้าวผ่านประตูไปโดยเร็ว และจุดที่คิดว่าพรบุหลันรออยู่ก็ใช่จริงๆ เธอกำลังรอเขาอยู่ที่จุดประชาสัมพันธ์ ทว่าพนักงานสาวที่กำลังยืนต่อว่าพรบุหลันอยู่ฉอดๆ นั่นมันอะไรกัน!
“แหม...ทำมาบอกว่าบอสให้นามบัตรเธอไว้ อย่ามาอำเสียให้ยากเลย คิดจะมาจับบอสน่ะสิ ถ้าจะมาสมัครงาน สำหรับพนักงานระดับล่างคงไม่ต้องถึงขนาดพบบอสหรอกมั้ง แค่ผู้จัดการฝ่ายบุคคลก็พอแล้ว หน้าตาบ้านนอกๆ อย่างเธอ พนักงานทำความสะอาดก็คงพอ ไม่ต้องถึงขนาดไปชงกาแฟหรอก”
ริมฝีปากสีพีชแบะออกจากกันเพราะหมั่นไส้สาวบ้านนอกแต่งตัวไร้รสนิยม ที่กล้าเอานามบัตรท่านประธานมาแอบอ้าง ดวงตาแต่งแต้มจนสวยกวาดมองจากใบหน้าลงไปที่ปลายเท้าก่อนของพรบุหลัน ก่อนจะตวัดไล่ขึ้นมาที่ใบหน้าอีกครั้ง
“เชอะ! หน้าตาก็ไม่เห็นจะสวย กล้ามากนะเธอ ถึงขนาดเอาชื่อบอสมาอ้าง แล้วสรุปเธอจะบอกได้หรือยังว่าไปเก็บนามบัตรของบอสได้จากที่ไหน ว่ายังไงล่ะเธอ จะมาจ้องหน้าฉันทำไม โอ๊ะ! โกรธเหรอจ๊ะ โกรธแล้วจะทำอะไรได้ จะมาทำงานในที่เจริญแล้วต้องไม่ทำหน้าบึ้งนะจ๊ะ เอ๊ะ! พูดแล้วยังจะมามองหน้าอีก ว่ายังไง! จะทำมั้ยงานน่ะ ถ้าอยากทำก็กรอกใบสมัครซะ ถ้าไม่ทำก็ออกไป เสียเวลาฉันจริงๆ กลิ่นก็ไม่ได้โสภา”
พรบุหลันหลุบตามองใบสมัครงานพร้อมปากกาที่เ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์สวยแต่รูปกระแทกวางบนเคาน์เตอร์ตรงหน้าของเธอ พยายามข่มอารมณ์สุดฤทธิ์ เพราะทั้งคำพูด สีหน้า และแววตาของสาวเมืองกรุงหน้าสวยนั้นกระแทกใจเธออย่างแรง เธอกำลังอดทน แต่ดูว่าการนับ 1 จนถึง 100 เมื่อสักครู่ที่ผ่านมาคงไม่พอถ้าอีกฝ่ายไม่หยุดประชดประชัน หรือเธอต้องนับให้ถึง 1,000 อย่างที่แม่เคยสอนเอาไว้
‘นับหนึ่งให้ถึงร้อยนะจันทร์ แต่ถ้ายังไม่ได้ก็นับให้ถึงพัน’
แม่สอนให้เธอข่มใจ พยายามหลีกเลี่ยงการมีเื่กับคนอื่นให้มากที่สุด เพราะการมีเื่ทะเลาะเบาะแว้งไม่ว่าจะใครเป็ฝ่ายผิด ผลสรุปก็มีแต่เสียกันทั้งสองฝ่าย แต่ตอนนี้เธอกำลังจะทนไม่ได้เมื่อเ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์ของแฟรงเกนส์กรุ๊ปกำลังลามปามไปถึงแม่
“นี่เธอ! ยืนบื้ออะไรอยู่ ฉันพูดด้วยไม่ได้ยินหรือไง หรือว่าคิดถึงแม่ คิดถึงก็กลับบ้านไปสิยะ ที่นี่ไม่ใช่ศาลาคนเศร้านะ จะได้มายืนหน้าเซ่ออยู่แบบนี้ ไม่สมัครก็เชิญไปที่อื่น ฉันไม่ได้มีเวลามาเสวนากับคนอย่างหล่อนนะ นี่แม่เธอคงไม่ได้...”
เพล้ง!
แจกันดอกไม้ด้านหน้าฝ่ายประชาสัมพันธ์ตกกระทบพื้น ตามมาด้วยเสียงวี้ดว้ายของเ้าหน้าที่ และใบหน้าแต่งแต้มอย่างสะสวยก็ตวัดมองหญิงสาวหน้าตาบ้านๆ ที่เธอต่อว่าเอาไว้ ริมฝีปากอ้าออกเตรียมจะต่อว่า แต่แล้วสิ่งที่เห็นก็ทำให้เธอต้องหุบปากลงโดยด่วน ทั้งใบหน้าก็ก้มงุดราวกับเกรงกลัวความผิด
พรบุหลันมองคุณประชาสัมพันธ์หน้าสวยอย่างไม่เข้าใจ และเริ่มรู้ว่ากิริยาเกรงกลัวนั้นไม่ได้มาจากที่เธอแกล้งปัดแจกันให้ตกลงไป แต่มาจากใครบางคนที่อยู่ด้านหลังเธอต่างหาก เธอเสียวสันหลังวาบขึ้นเพราะรู้ตัวว่าสิ่งที่ทำไปเมื่อครู่เกิดจากการไม่รู้จักระงับอารมณ์อย่างที่แม่สอน และการถืออารมณ์เป็ใหญ่กำลังสร้างปัญหาให้เธอแล้ว เื่คงจบที่เธอต้องกลับบ้านมือเปล่า ไม่ได้งานอย่างที่คาดหวังเอาไว้
“คุณพรบุหลันครับ”
อาการเสียวสันหลังวูบหายไป ใบหน้าสวยใสหันมองคนเรียกทันทีก่อนจะส่งยิ้มแหยให้เขา อย่างน้อยที่สุดเขาก็ยังเป็คนที่เธอพูดคุยด้วยได้ ไม่ได้น่ากลัวอย่างใครอีกคนที่หัวใจเธอประหวัดไปถึง
“คุณกาย”
“ขอโทษนะครับที่ทำให้รอนาน รถติดมากเลย นี่ผมก็บึ่งพี่วินมาเลยนะครับ แต่ก็ยังไม่ทันจนได้”
น้ำเสียงประชดและสายตาคาดโทษถูกส่งตรงไปยังเ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์ที่ก้มหน้างุดอย่างรู้ความผิดของตัวเอง แต่ก่อนที่กายจะพูดอะไร เสียงโทรศัพท์มือถือที่ดังขึ้นทำให้เขาต้องรีบรับสายอย่างเร่งด่วน เพราะคนปลายสายคงไม่อยู่ในอารมณ์ที่ต้องคอยนานแน่
“ครับบอส...”
กายกรอกเสียงใส่โทรศัพท์พลางปลายตามองเ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์ที่เหลือบตาขึ้นมองเขา ก่อนจะก้มหน้างุดตามเดิม แล้วหันไปพูดกับพรบุหลัน “คุณพรบุหลัน เชิญทางนี้ก่อนนะครับ” เขาผายมือไปด้านหน้าให้เธอเดินตามไปนั่งยังจุดที่ใช้รับรองผู้มาติดต่อ ก่อนจะเดินกลับไปที่จุดประชาสัมพันธ์ในลักษณะกำลังรับคำสั่งจากคนปลายสาย
พรบุหลันมองกายพูดคุยกับเ้าหน้าที่หน้าสวยแต่พูดไม่สวยคนนั้น ก่อนเ้าหน้าที่คนสวยจะเหลือบตามองมาที่เธอ ดวงตาแดงก่ำนั้นบ่งบอกได้ว่ากำลังอยู่ในอารมณ์เศร้าสุดๆ ก่อนจะพูดบางอย่างที่พรบุหลันเดาได้ว่าเธอกำลังอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้น แต่คำพูดที่ออกจากปากของกายทำให้เธอคนนั้นถึงกับร้องไห้โฮ พรบุหลันไม่รู้ว่ากายไปพูดอะไรกับเธอคนนั้นบ้าง รู้แต่ว่าเธอกำลังเก็บข้าวของใส่กระเป๋าพร้อมกับร้องไห้ไปด้วย
อารัญมองสิ่งที่กายทำผ่านหน้าจอมอนิเตอร์ ก่อนจะกดโทรศัพท์หาเลขาฯ หน้าห้อง
“ยกเลิกนัดวันนี้กับพรุ่งนี้ทั้งหมด มีอะไรบอกกายเอาไว้” อารัญสั่งก่อนจะลุกขึ้นยืนกระชับสูทให้เข้าที่ ดวงตาจับจ้องหน้าจอมอนิเตอร์ไม่ลดล่ะ ภาพนั้นคือกายกำลังพาพรบุหลันออกไปยังออฟฟิศที่เขาจัดเตรียมไว้ให้
#อารัญคนใจร้าย