บทที่ 13 โดนเห็นหมดแล้ว
เจียงหนานคร้านจะสนใจหญิงสาวความคิดตื้นเขินเหล่านี้ เธอมองใบหน้าที่ทั้งโฉดเขลาและวางอำนาจบาตรใหญ่ของลู่เสี่ยวเยว่ด้วยสายตาเย็นเยือก
ในชีวิตก่อน เนื่องจากอิจฉาลูกพี่ลูกน้องหญิงที่กลับมาจากการทำงานทางใต้ ผู้หญิงโง่งมคนนี้เลยตามสวีเฉี่ยวเจินนั่งรถไฟสีเขียวแบบดั้งเดิมกลับทางใต้โดยไม่ลังเล
ต่อมาได้ยินว่าลู่เสี่ยวเยว่โดนสวีเฉี่ยวเจินหลอกไปขายเป็ภรรยาน้อยให้กับชายสูงวัยที่มีครอบครัวอยู่แล้ว
ครั้นคู่ครองเดิมถูกฆ่าตายที่ฮ่องกง ลู่เสี่ยวเยว่ที่กำลังตั้งครรภ์ก็ได้รู้ว่าอีกฝ่ายมีภรรยาและลูกอยู่แล้ว
ลู่เสี่ยวเยว่ผู้หมดอาลัยตายอยากไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากกลับบ้านเกิด
ลู่เซิ่งหมินรู้สึกอับอายจึงตัดขาดสายสัมพันธ์พ่อลูกกับเธอเสียสิ้น
นับจากนั้น วันเวลาก็ผันผ่านอย่างน่าสังเวช
เดิมทีเจียงหนานอยากจะเตือนสติคนโง่เง่า แต่เห็นหน้ากวนประสาทของลู่เสี่ยวเยว่แล้วก็ี้เีเสียเวลาพูด
เมื่อเจียงหนานเข้าไปในบ้าน ก็ได้ยินสวีเฉี่ยวเจินถามลู่เสี่ยวเยว่เสียงเบาว่า “พี่ใหญ่เธอล่ะ?”
“น่าจะอยู่ฝั่งบ้านคุณปู่ค่ะ”
“หน้าของเขาเสียโฉมจริงหรือ?”
“ยังพันผ้าก๊อซอยู่ค่ะ หน้าตาแบบพี่ใหญ่ ถึงจะได้รับาเ็ แต่ก็ไม่ได้แย่สักเท่าไร พี่อยู่บ้านสักหลาย ๆ วัน ให้พี่ใหญ่เห็นความแตกต่างระหว่างพี่กับนังอ้วนคนนี้ดูสิคะ”
“แต่...”
สวีเฉี่ยวเจินเหลือบมองบ้านที่เจียงหนานอาศัยอยู่พลางเบะปากหน้าย่น “ฉันว่าผู้หญิงคนนี้จัดการไม่ได้ง่าย ๆ”
ลู่เสี่ยวเยว่ปลอบเธอ “ฉันบอกพี่แล้วว่า คุณปู่ยัดเยียดหล่อนให้พี่ใหญ่ พี่ใหญ่ไม่มีทางชอบหล่อนหรอก”
เจียงหนานเมินเฉยต่อเสียงกระซิบลับ ๆ ล่อ ๆ ในลาน เธอเริ่มนึกถึงสินเดิมของตัวเอง
สินเดิมสองกล่อง ผ้าห่มสองผืน
ในกล่องบรรจุเสื้อผ้าชุดใหม่สองชิ้น รองเท้าหนังราคาถูกหนึ่งคู่ และรองเท้าผ้าใบหนึ่งคู่
ส่วนสินเดิมอื่น ๆ อย่างอ่างล้างหน้า กระติกน้ำร้อน และกระจกทรงกลมล้วนเป็คู่ทั้งหมด
ตระกูลเจียงขอสินสอดทองหมั้นสองพันหยวน ถือเป็ราคาสูงสุดแล้วในระยะห้ากิโลแปดหมู่บ้าน
ซึ่งจำนวนของสินเดิมทั้งหมด รวมแล้วมีค่าไม่ถึงสองร้อยหยวน
แน่นอน เื่แบบนี้ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
เจียงหนานนั่งบนขอบเตียง มองกล่องสีเหลืองกรอบสองกล่องบนพื้นด้วยแววตาเ็า
เธอจำได้ว่า เพื่อให้เธอเห็นด้วยกับการแต่งงาน หวังเซิ่งหลันผู้ที่เธอเรียกว่ามารดาใช้แผนทรมานตัวเอง แสร้งเป็เจ็บป่วย
อีกทั้งยังแสร้งเป็นอนติดเตียงใกล้จะหมดลมหายใจ
เจียงต้าิแสดงละครอ้อนวอนเธอ โดยบอกว่าในบ้านไม่มีเงินพอจะรักษาอาการป่วยของหวังเซิ่งหลัน พวกเขา้าสินสอดทองหมั้นส่วนนี้
เธอย่อมไม่เห็นด้วย เอ่ยถามว่า ทำไมไม่ให้เจียงเหมยเป็คนแต่ง?
เวลานั้น คำตอบของเจียงต้าิคือ เจียงเหมยต้องแต่งเป็ภรรยาให้เจียงจื้อกังผู้เป็พี่ใหญ่
เจียงจื้อกังพี่ชายในนามของเจียงหนาน ตอนเขายังเป็เด็กต้อนวัว เขาถูกวัวขวิดชนลงเนินเขาจนขาหักกลายเป็คนขาพิการ
เนื่องจากความบกพร่องทางร่างกายและอุปนิสัยเก็บเนื้อเก็บตัว จะแต่งภรรยาย่อมเป็เื่ยาก
คนชนบทให้ความสำคัญกับลูกชายมากกว่าลูกสาว
ลูกสาวสองคนของตระกูลเจียง คนหนึ่งแลกสินสอด คนหนึ่งแลกเป็สะใภ้ ได้ประโยชน์จากทั้งคู่เห็น ๆ
เจียงหนานหมดคำใดจะเอื้อนเอ่ย
อู๋เอ้อร์จู้เพื่อนเล่นไพ่ของเจียงต้าิมีน้องสาวหูไม่ค่อยดีอยู่คนหนึ่ง ตระกูลอู๋้าใช้ลูกสาวแต่งเป็ภรรยาให้จอมเสเพลอู๋เอ้อร์จู้ผู้เหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ
นี่เป็การสืบตระกูล
แรกเริ่มเดิมที เจียงต้าิก็สามารถนำเจียงหนานไปแลกแต่งเป็สะใภ้ได้
ติดเสียแต่ว่าเธออ้วนเกินไป อู๋เอ้อร์จู้หัวสูง เขาดูถูกดูแคลนเธอ
เขากลัวว่าเธอจะเอาแต่กิน งานการไม่ทำ
เื่สุดแสนน่ารังเกียจคือ ชาติก่อน เจียงเหมยไม่ได้คิดแต่งเป็ภรรยาให้เจียงจื้อกัง เลยวางแผนใส่ร้ายเจียงผิงลูกพี่ลูกน้องหญิงผู้ซื่อตรงของครอบครัวอาสองเจียงต้าไห่ให้แต่งแทน
เจียงหนานมีความสัมพันธ์ที่ดีกับเจียงผิงั้แ่เด็ก ทั้งสองต่างเป็คนชายขอบที่โดนบีบคั้นมากที่สุดในครอบครัวของตน ทั้งสองย่อมเห็นอกเห็นใจซึ่งกันและกัน
เจียงหนานจำได้ว่า หลังจากเธอถูกบังคับให้แต่งงานกับลู่ฮ่าว เจียงผิงถูกพบว่านอนร่วมเตียงกับอู๋เอ้อร์จู้อย่างน่าประหลาด คนทั้งหมู่บ้านจึงจับได้ว่าลักลอบได้เสียกัน ชื่อเสียงพังพินาศป่นปี้
เจียงผิงย่อมต้องแต่งให้อู๋เอ้อร์จู้
แต่ไม่รู้ว่าเจียงต้าิทำสัญญาอะไรกับเจียงต้าไห่ผู้เป็น้องชาย เจียงต้าไห่ถึงตกลงยอมให้เจียงผิงแต่งเป็ภรรยาให้เจียงจื้อกังแทน
นึกถึงเจียงผิงที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกับเธอมาั้แ่เด็ก เจียงหนานรู้สึกอัดอั้นตันใจเหลือเกิน
ชีวิตของเจียงผิงในชาติก่อนช่างทุกข์ระทมขมขื่น
ในเมื่อเกิดใหม่ เธอจะต้องช่วยเจียงผิงให้ได้
เจียงผิงโดนเจียงเหมยเล่นงานตอนเจียงหนานกลับบ้านเดิมในเย็นวันนั้น
ทุกอย่างยังทันการณ์อยู่
เธอจะให้เจียงต้าิ ตาแก่สารเลวนั่นทำตามสัญญา ให้เจียงเหมยแต่งกับอู๋เอ้อร์จู้ซะ!
เจียงหนานไถลลงจากหัวเตียง จัดเก็บของในห้องต่อไป
เห็นได้ชัดว่าเป็ห้องหอที่เพิ่งจัดทำความสะอาด นอกจากหนังสือจำนวนหนึ่งแล้ว ก็ไม่มีอะไรอื่นที่เป็ของลู่ฮ่าวเลย
โต๊ะ เก้าอี้ ม้านั่ง และโซฟาผ้าตัวเก่าล้วนเป็เครื่องเรือนที่มีแต่เดิมในบ้าน ย้ายบ้านก็เอาไปด้วยไม่ได้
เจียงหนานเก็บสินเดิมของตัวเอง พรุ่งนี้แค่ม้วนเก็บที่นอนก็คงย้ายบ้านได้แล้ว
ลู่ฮ่าวยังไม่กลับมา เจียงหนานอยู่ในห้องไม่มีอะไรทำ ตั้งใจจะไปห้องครัวหางานทำ
ว่ากันว่าอยู่บ้านท่านอย่านิ่งดูดาย ต้องขยับไม้ขยับมือถึงจะกินอาหารบ้านเขาได้อย่างเต็มปากเต็มคำ
ไม่อย่างนั้นเกรงว่าสวี่อวี้ฉินจะหน้าบูดหน้าบึ้งเอา
ตอนเธอออกมา สวีเฉี่ยวเจินที่เข้าไปในห้องเล็กคับแคบของลู่เสี่ยวเยว่ต้องรู้สึกอึดอัดอีกแน่
“น้าสวี่ ให้ฉันช่วยไหมคะ”
เหมือนสวี่อวี้ฉินจะคิดไม่ถึงว่าเจียงหนานจะออกตัวเข้าครัว เธอกำลังมือไม้สาละวนเลยตอบออกมาน้ำเสียงไม่ร้อนไม่หนาว “ไม่เป็ไร ฉันทำเองได้”
ถ้าเป็ลูกสะใภ้แท้ ๆ ของตัวเอง สวี่อวี้ฉินจะปฏิบัติด้วยอย่างกระตือรือร้น เรียกมาห้องครัว ให้หล่อนทำอาหารแล้วฝึกสอนไปในตัว
ทว่าแม่สาวจ้ำม่ำคนนี้เป็ภรรยาของลู่ฮ่าว แถมเสียเงินตั้งมากขนาดนั้นอีก สวี่อวี้ฉินเลยปฏิเสธจากก้นบึ้งของหัวใจ
แม้เงินส่วนนั้นพ่อสามีจะเป็คนจ่าย ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเธอ แต่เปิดเป็ตัวอย่างก่อนแบบนี้แล้ว วันหน้าหากสวี่เจิงของเธอแต่งภรรยา ย่อมต้องใช้เงินจำนวนมากเช่นกัน
คิด ๆ แล้วก็ปวดหัว
ด้วยเหตุนี้ เธอเลยมีท่าทีเฉยเมยต่อเจียงหนาน ปฏิบัติตัวเ็าใส่โดยไม่สนใจใด ๆ
“ให้ฉันทำเถอะค่ะ ฉันกับลู่ฮ่าวอยู่ที่นี่กินใช้เปล่า ๆ ไม่ได้หรอก”
เจียงหนานมองพริกและมันฝรั่งบนเขียงแล้วถามว่า “จะเอาไปผัดใช่ไหมคะ?”
“ใช่ ทำมันฝรั่งเส้นผัด” สวี่อวี้ฉินตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบไปนวดแป้งไป
เจียงหนานไม่ได้พูดอะไรมาก เธอแค่หยิบมีดทำครัวขึ้นมาแล้วหั่นมันฝรั่งเป็เส้น
เธอหั่นลงแค่สองครั้ง สวี่อวี้ฉินก็ถูกท่วงท่าการหั่นของเธอดึงดูดเข้า
สาวอ้วนผู้ดูงุ่มง่าม เวลาทำงานกลับคล่องแคล่วทะมัดทะแมง แถมทักษะการใช้มีดแบบนี้ มองปราดเดียวก็รู้ว่าทำเป็ประจำ
เจียงหนานจดจ่ออยู่กับการหั่นมันฝรั่ง จากนั้นหั่นพริกต่อแล้วใส่ลงในจาน
“ฟืนอยู่ไหนคะ?” เธอถาม
สวี่อวี้ฉินเหลือบมองเสื้อผ้าสะอาดสะอ้านบนร่างของเจียงหนาน และเอ่ยว่า “ฉันจะไปเอาเอง เธอไม่ต้องทำหรอก”
“ไม่เป็ไรค่ะ ฉันไปเองดีกว่า” เจียงหนานถาม “ใช่แปลงข้าวโพดในสวนหลังบ้านหรือเปล่าคะ?”
“ใช่ แล้วก็ไม้สนด้วย”
ไม้สนนั้นสวี่อวี้เฉินเป็คนตัดเองแล้วแบกกลับมาจากบนเขา
เนื่องจากตัวต้นสนมีน้ำมันชนิดหนึ่ง เวลาเผาไหม้ไฟจะร้อนจัด
ครอบครัวอื่นจะเป็ผู้ชายขึ้นเขาไปตัดฟืน แต่ลู่เซิ่งหมินเป็ปัญญาชน เลยไม่ค่อยได้จับงานแบบนี้
สวี่เจิงกำลังเรียนการซ่อมรถยนต์ที่สถานีเครื่องกลการเกษตรในเมือง สวี่อวี้ฉินทำใจให้เขาทำงานหยาบไม่ลง
ลู่เสี่ยวเยว่ก็วางใจไม่ได้ ในบ้านหรือนอกบ้านล้วนเป็สวี่อวี้ฉินที่เป็คนจัดการทุกอย่าง
เจียงหนานไปตรงมุมกำแพงของสวนหลังบ้าน หอบไม้สนหนึ่งมัดเข้าไปในห้องครัว
เธอโอบฟืนไว้ในอ้อมแขน บดบังการมองเห็น จึงไม่เห็นสวี่เจิงที่หาบน้ำเข้ามา
ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายจงใจหรือเปล่า ถังน้ำจึงเหวี่ยงโดนกางเกงของเธอจนเปียก
ััอันเย็นเฉียบทำเอาร่างกายสั่นสะท้าน เธอโผล่ศีรษะออกมามองจากด้านหลังฟืน
สวี่เจิงกระตุกมุมปากเล็กน้อย “ขอโทษที มองไม่เห็น”
เจียงหนานมองหน้ายั่วโมโหของเขา กล่าวอย่างขบเคี้ยวเขี้ยวฟันว่า “ไม่เป็ไร ฉันจะไม่คิดเล็กคิดน้อยกับคนตาบอด”
เจียงหนานเข้าไปในครัวก่อนจะวางฟืนลง
สวี่เจิงที่เดินตามหลังมาติด ๆ วางถังน้ำ แล้วเทน้ำพรวดลงในโอ่ง
“กางเกงเธอเปียกหรือ? ไปเปลี่ยนเถอะ ไม่ต้องเข้ามาในครัวแล้ว” สวี่อวี้ฉินมองลูกชายที่ใช้ลูกไม้สกปรก เตือนเขาด้วยสายตา สวี่เจิงทำเป็มองข้าม เดินออกจากห้องครัวไป
เจียงหนานรีบวิ่งเข้าไปในบ้าน พบกางเกงผ้าสีดำเพียงตัวเดียวที่เหลืออยู่ในกล่อง เธอตั้งใจจะเปลี่ยนกางเกง
ชายใจดำคนนั้น เมื่อกี้จงใจทำชัด ๆ คงล้างแค้นที่เธอตบตีเจียงเหมยเป็แน่
แต่เดี๋ยวก็ได้ย้ายออกแล้ว เธอไม่อยากขัดแย้งกับคนเหล่านี้เท่าไรนัก
เจียงหนานก่นด่าอยู่ในใจพลางปิดประตู ตั้งใจจะถอดกางเกงที่เปียกออก
เมื่อต้นฤดูร้อนใกล้เข้ามา อากาศก็ร้อนแล้ว เนื้อผ้าในยุคสมัยนี้ยังหนาอีก
เธอปีนขึ้นเตียงเตา ปลดเข็มขัดแล้วดึงกางเกงลง เผยให้เห็นท่อนขาใหญ่ที่ทั้งขาวและหนา
เธอมองดูขาขาวใหญ่ของตัวเอง ก่อนถอนหายใจเงียบ ๆ
เวลาใจคอหดหู่ ก็ฟุ้งซ่านง่าย...
ในตอนนั้นเอง ประตูที่เธอปิดไว้พลันถูกผลักเปิดออกจากภายนอกพร้อมเสียงดังแอ๊ด
เจียงหนานที่ถอดกางเกงถึงหัวเข่า “...”
ลู่ฮ่าวที่ขาเพิ่งก้าวข้ามธรณีประตูมาหนึ่งข้าง “...”