บทที่ 3 ต้นกล้า
“คุณหลิว ผมคิดว่าควรจะกลับไปพักฟื้นที่โรงพยาบาลแบบเดิมดีกว่านะครับ”
“ไม่เป็ไรหรอกคุณหมอหลี่ พักฟื้นที่บ้านแค่นี้ก็น่าจะเพียงพอแล้ว”
“ทำไมถึงได้ดื้อนักนะคุณหลิวไป๋ฮวา” นี่คงจะเป็ครั้งที่สองที่คุณหมอหลี่เรียกชื่อเต็มของเธอ นอกจากครั้งแรกที่ได้เจอกัน คงเป็เพราะเธอที่ดื้อดึงเกินกว่าจะรับความปรารถนาดีนั้นเอาไว้ ในตอนนี้หลิวไป๋ฮวาโหยหากลิ่นอายบ้านเกิดของตัวเองเต็มทีแล้ว ไม่อยากที่จะกลับไปนั่งรอโชคชะตากลั่นแกล้งที่โรงพยาบาลอีก
“ไม่เป็ไรจริง ๆ คุณหมอหลี่ ฉันเองก็อยากใช้เวลา่ชีวิตสุดท้ายอยู่ที่บ้านหลังนี้ แค่คุณหมอหลี่จัดการเื่ที่โรงพยาบาลและดูแลเื่ความสะอาดของบ้านให้ก็ดีมากแล้วล่ะ”
“ผมเต็มใจช่วยคุณหลิวจริง ๆ หากมีเื่อะไรที่พอจะช่วยได้ ก็ไม่ต้องเกรงใจหรอก ผมยินดีที่จะทำให้” ครึ่งปีที่ใช้ไปกับการพยายามหาวิธีรักษาโรคประหลาดนี้ ทำให้คุณหมอหลี่ได้รับรู้ว่าแท้จริงแล้วนิสัยใจคอของหลิวไป๋ฮวานั้นช่างดูใสซื่อ และไร้พิษสง เป็เพียงผ้าขาวบริสุทธิ์ที่ไร้สีดำแต่งแต้มให้แปดเปื้อน
“ขอบคุณคุณหมอหลี่มากจริง ๆ แต่ฉันคิดว่าหลังจากนี้คงจะไม่้าอะไรอีกแล้วล่ะ”
“โถ่ คุณหลิว ถึงผมจะอนุญาตให้คุณกลับมาพักฟื้นที่บ้าน แต่ใช่ว่าผมจะปล่อยให้คุณต้องเผชิญกับโรคประหลาดนี้คนเดียวหรอก ช่วยดูแลตัวเองให้ดีเพื่อเป็การตอบแทนที่ผมพยายามรักษาคุณหลิวให้หายดีได้หรือเปล่า?”
“คุณหมอหลี่ไม่ต้องเป็ห่วงเื่นั้นหรอก ขอบคุณคุณหมอหลี่กับพยาบาลมาก ๆ ที่พาฉันกลับบ้านในครั้งนี้ ขอบคุณที่เป็ธุระเื่ทำความสะอาดให้”
คุณหมอหลี่พยักหน้าแต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่วายมองหลิวไป๋ฮวาด้วยสายตาเป็ห่วง
“แค่เืกำเดาไหล ไม่ได้เ็ปอะไรหรอก อาการนี้สำหรับฉันคงกลายเป็เื่ธรรมดา เป็กิจวัตรไปเสียแล้วล่ะ”
“ผ้าเช็ดหน้านี่ฉันขอเอาไว้ได้ไหม มันสกปรกและเต็มไปด้วยเชื้อโรคขนาดนี้คงใช้ต่อไม่ได้อีกแล้วล่ะ หากจะทิ้งก็น่าเสียดาย ผ้าเนื้อดีเช่นนี้ดูจะราคาแพง ไว้ฉันซื้อผืนใหม่ให้คุณหมอหลี่ได้ไหม”
“…เมื่อครู่ที่ผมเข้าไปข้างในบ้าน ผมเห็นผ้าปักเฉาซิ่ววางอยู่ในตู้ คุณหลิวเป็คนปักเองหรือเปล่า?” คุณหมอหลี่เอ่ยถาม
หลิวไป๋ฮวาพยักหน้าขึ้นลงอย่างเชื่องช้า ขณะที่สละมือที่ประคองต้นกล้ามารับผ้าเช็ดหน้าเปื้อนเืผืนนั้นเอาไว้
“ถ้าอย่างนั้นผมขอเป็ผ้าปักเฉาซิ่วลายัทองคู่หงส์หยกได้หรือเปล่า?”
“แต่มันคงจะเทียบค่ากับผ้าเช็ดหน้าผืนนี้ไม่ได้หรอกคุณหมอหลี่”
“งานฝีมือเช่นนี้ ถึงไม่มีราคาแต่ก็มีคุณค่าทางจิตใจ น้อยคนนักที่จะมีพร์ในการถักผ้าเฉาซิ่วเช่นนี้ ลายที่คุณหลิวเคยปักใช่ว่าจะสามารถทำกันได้ง่าย ๆ อย่างไรก็น่าจะมีคุณค่ามากกว่าผ้าเช็ดหน้าที่ดูธรรมดาแบบนี้แน่”
“ถ้าหากคุณหมอหลี่ยืนยันว่า้าเช่นนั้น ฉันก็จะปักให้”
“ขอบคุณคุณหลิว แต่ถ้าหากเป็การฝืนร่างกายจนเกินไปก็ให้หยุดพัก เพราะการฝืนทำในขณะที่ร่างกายรับไม่ไหวมันจะส่งผลเสียต่อคุณหลิวได้”
“ไม่ต้องห่วงหรอกคุณหมอหลี่ ฉันไม่มีแรงพอที่จะทำอย่างอื่นหรอก วัน ๆ คงได้แต่ปักผ้าเพียงเท่านั้น”
“นี่ก็เลยเวลามามากแล้ว ผมคงต้องขอตัวกลับก่อน”
“เดินทางปลอดภัยนะคุณหมอหลี่ ฝากขอบคุณคนที่เหลือด้วย”
“งั้นผมพาคุณหลิวเข้าไปในบ้านก่อน นั่งตรงนี้นานเกินไปคงไม่ดี ไอแดดแรงเกินไปจะส่งผลต่อสุขภาพได้”
…
คุณหมอหลี่เดินทางกลับไปแล้ว ตอนนี้หลิวไป๋ฮวาได้กลับเข้าสู่โลกแห่งความจริงอย่างเต็มรูปแบบ โลกแห่งความโดดเดี่ยวที่เธอเผชิญหน้ากับมันตามลำพังในหลายปีมานี้
ต้นกล้าบอบบางในมือที่คอยประคองเอาไว้ด้วยความทะนุถนอม ตอนนี้ได้เริ่มเหี่ยวเฉาลงเรื่อย ๆ อาจจะเพราะสิ่งที่กำลังโอบอุ้มรากน้อย ๆ นี่ไม่ใช่ดินที่อุดมสมบูรณ์และเปียกชุ่มไปด้วยน้ำ หลิวไป๋ฮวาใช้กำลังที่มีจับวงล้อของรถเข็น รวบรวมแรงที่พอจะหลงเหลืออยู่ในการพาตัวเองออกไปยังชานหน้าบ้านอีกครั้ง สายตาอ่อนล้ากวาดมองผืนดินที่ไม่ว่าจะมองไปทางไหนก็เต็มไปด้วยดินแตกระแหง ไร้ความอุดมสมบูรณ์และไม่เหมาะที่จะใช้ในการเพาะปลูก
ในเมื่อต้นกล้าต้นนี้แทงยอดออกมาได้ในสภาพแวดล้อมที่ไม่เอื้ออำนวย หากจะให้มันอยู่รอด ก็ควรจะใช้ดินเดิมที่ทำให้ต้นอ่อนเติบโตขึ้นมาเป็ต้นกล้าที่แข็งแกร่ง
คิดได้อย่างนั้นหลิวไป๋ฮวาผู้โดดเดี่ยวก็ค่อย ๆ เข็นรถไปยังชานหน้าบ้านซึ่งติดกับต้นไม้ใหญ่ที่ยืนต้นตาย หยิบเอากระถางใบเก่าใบเล็กที่วางอยู่บนพื้นดินขึ้นมาวาง แม้จะเก่าแต่ดูแล้วก็น่าจะใช้งานได้ สองมือค่อย ๆ กอบดินเข้าใส่กระถางนั้นจนมีปริมาณที่พอเหมาะแก่การเพาะต้นกล้า ใช้ปลายนิ้วกดลงไปบนดินให้พอมีช่องว่างพอที่จะใส่ต้นกล้าต้นนี้และมากพอที่จะโอบอุ้มรากน้อย ๆ นั่นเอาไว้
“ไว้เดี๋ยวจะหากระถางดี ๆ มาใส่ให้นะ” หลิวไป๋ฮวาหยักยิ้มกับตัวเอง ก่อนที่เธอจะค่อย ๆ หมุนตัวไปยังอ่างน้ำที่อยู่ใกล้กัน ใช้บัวรดน้ำอันเก่าตักน้ำในอ่าง และเทลงในกระถางเพื่อให้ต้นอ่อนที่นับได้ว่าเป็ผู้กล้าได้ชุ่มฉ่ำน้ำในรอบหลายเดือน
“มีโอกาสได้เกิดใหม่ ก็จงเติบใหญ่ในเวลาที่คู่ควรนะ”
“แค่ก ๆ” เสียงไอโขลกดังขึ้นอีกครั้ง ดูท่าว่าจะหนักกว่าครั้งที่รักษาตัวอยู่โรงพยาบาลเสียด้วยซ้ำ เธอไอจนกระทั่งมีหยาดน้ำตาไหลซึมเล็ดลอดผ่านหางตาลงมาอาบแก้มตอบ ลำตัวงอคู้ไปด้านหน้า และแทบจะหายใจกอบโกยอากาศเข้าไปไม่ทัน เป็เช่นนี้นานนับนาที กว่าที่อาการจะดีขึ้น เธอกดสายตาลงมองฝ่ามือที่เปื้อนเอาไว้ด้วยเื แต่ที่ต่างออกไปคือสีเืจากที่เป็สีแดงสดในตอนนั้น ในเวลานี้กลับกลายเป็สีแดงเข้มติดดำ ซ้ำยังมีคล้ายกับลิ่มเืที่ปะปนอยู่บนฝ่ามือของเธอ
ทว่าเธอไม่ใส่ใจ และไม่ได้มีความตื่นตระหนกใด ๆ ทั้งสิ้น
หลิวไป๋ฮวาทำเพียงแค่เช็ดเืนั้นลงบนผ้าเช็ดหน้าของคุณหมอหลี่ เมื่อเห็นว่ามันสะอาดพอจึงวางผ้าเช็ดหน้าผืนเดิม และหยิบกระถางต้นไม้ที่วางเอาไว้ตรงขอบอ่างน้ำขึ้นมาวางบนหน้าตัก แล้วออกแรงเข็นรถกลับเข้าไปภายในบ้านพักอีกครั้ง
…
่สัปดาห์สุดท้ายของฤดูร้อนก่อนเข้าสู่ฤดูหนาว…
ย่างเข้าหนึ่งเดือนเต็มที่หลิวไป๋ฮวาได้กลับมาใช้ชีวิตอยู่ที่บ้านหลังนี้ แม้ไม่ใช่บ้านหลังแรกที่เธออาศัยมาั้แ่เกิด และเป็บ้านที่ไร้ความรัก ไร้ความอบอุ่น ไร้ครอบครัว ญาติมิตร ไม่มีแม้แต่เพื่อนฝูงที่แวะเวียนมาเยี่ยมเยียน แต่ก็เป็บ้านที่ทำให้เธอได้พักพิงในตอนที่ชีวิตนี้ไม่เหลือใคร และเป็บ้านหลังสุดท้ายที่เธอจะอาศัยจนกว่าจะไม่ได้ใช้ชีวิตอยู่บนโลกใบนี้แล้ว
หลิวไป๋ฮวานอนเอนกายอยู่บนเก้าอี้สานริมหน้าต่าง กวาดสายตามองใบไม้จากบ้านหลังใกล้เคียงที่หลุดปลิวไปตามแรงลม ตกลงมายังชานหน้าบ้าน แม้จะดูรกไปเสียหน่อยแต่ก็ดูสวยงามและเป็ธรรมชาติอย่างน่าประหลาด ก่อนที่ดวงตาอ่อนแสงจะค่อย ๆ ปิดลง มีวูบหนึ่งที่สายลมพัดผ่านหน้าให้ความรู้สึกเย็นอย่างน่าประหลาด
ดวงตาคู่เดิมค่อย ๆ เปิดขึ้นอย่างเชื่องช้า ครั้นที่หลิวไป๋ฮวาััได้ถึงความเย็นจากบางสิ่งบางอย่างที่มาพร้อมกับไอเย็นของสายลม ร่วงหล่นลงมากระทบหน้า ปลายนิ้วเรียวซีดเซียวค่อย ๆ หยิบสิ่งแปลกปลอมนั้นออกจากใบหน้า
กลีบดอกเหมยฮวา นี่คงจะเป็สัญญาณว่าหน้าหนาวที่กำลังจะถึงอาจจะมาเร็วกว่าปกติ
“แค่ก ๆ เข้าหน้าหนาวแล้ว อากาศก็คงจะดีขึ้น ดินก็คงจะสมบูรณ์ขึ้นเหมือนกัน นี่คงใกล้ถึงเวลาของฉันแล้วล่ะ”
“...ฉันคงจะดูแกเติบโตได้เท่านี้ เวลาที่เหลือก็จงเติบโตไปเป็ต้นไม้ใหญ่ ผลิดอกออกผล และให้ร่มเงาอย่างที่ควรจะเป็นะ” หลิวไป๋ฮวาเอ่ยขึ้น ก่อนจะหยิบกระถางต้นกล้า ที่เริ่มแผ่กิ่งก้าน แตกยอดอ่อนออกมาให้ได้ชื่นชม แม้จะเสียดายที่อาจไม่ได้ดำเนินชีวิตอยู่จนเห็นต้นกล้าต้นนี้ผลิดอกออกผล แต่เพียงแค่ได้คอยดูแล ประคบประหงมในตอนที่ต้นกล้านี้อ่อนแรงก็พอใจแล้ว
ต้นกล้าต้นเดิมถูกปลูกลงบนดิน ใกล้เคียงกับต้นไม้ใหญ่ ดินที่เคยแห้งแตกดูอุดมสมบูรณ์ขึ้นกว่าหลายเดือนก่อน หญิงวัยกลางคนปักกิ่งไม้ใหญ่เอาไว้เพื่อคอยโอบประคอง หากวันใดที่เกิดลมแรงก็จะไม่ล้มลงง่าย ๆ
“ยืนต้นด้วยตัวเองได้แล้วนะ”