วันต่อมา ท้องฟ้ายังไม่ทันสว่างสามพี่น้องก็ตื่นแต่เช้าพร้อมกันตามที่นัดหมายเอาไว้
พวกเขาต่างมองตากันและหัวเราะอย่างเบิกบานใจ
“น้องรองเ้าไปทำอาหารก่อนเถอะ ข้ากับน้องสามจะไปเก็บผักก่อน” เฉียวซงติดกระดุมเม็ดสุดท้ายพร้อมเอ่ยกับเฉียวซีน้องสาวของเขา
“เ้าค่ะ ถ้าเสร็จแล้วข้าจะไปเรียกพี่ที่แปลงผักนะ”การร่วมมือและแบ่งหน้าที่กันทำงานทำให้งานลดลงครึ่งหนึ่งและได้ประสิทธิผลเป็สองเท่า
“อืม” เฉียวซงหยิบตะกร้าไม้ไผ่สองใบมุ่งหน้าไปยังแปลงผักโดยมีเฉียวไป่ผู้เป็น้องเดินตามหลังไป
เฉียวซีหันหลังกลับเข้าครัว แล้วก่อไฟ ต้มน้ำและต้มมันเทศอย่างเชี่ยวชาญขณะที่รอมันเทศสุก นางก็ใช้ก้านหลิวแปรงฟันและล้างหน้าจนเสร็จ
หลังจากที่จัดการตัวเองเรียบร้อย นางก็มานั่งรอมันเทศในหม้อเงียบๆ
เฉียวซงและเฉียวไป่สองพี่น้องมาถึงสวนผัก น้องสามเชื่อฟังและทำตามแผนของพี่ชายใหญ่โดยเริ่มเก็บผักตามที่พี่ใหญ่ขอร้อง ทั้งสองคนทำงานเร็วมาก ลงแรงเพียงครู่ตะกร้าไม้ไผ่ใบแรกก็ใกล้จะถูกบรรจุจนเต็มแล้ว
กระทั่งตะกร้าไม้ไผ่ใบแรกเต็ม เฉียวซีก็ปรากฏตัวขึ้นที่แปลงผักนางขอให้ทั้งคู่ไปกินอาหารเช้าเสียก่อน ส่วนนางจะทำงานในมือแทนพวกเขาเอง
เมื่อสองพี่น้องกินอาหารเสร็จและกลับไปยังสวนผักอีกครั้งตะกร้าไม้ไผ่อีกใบก็มีผักกาดกวางตุ้งอยู่เกินครึ่งด้วยความพยายามของเฉียวซีสองพี่น้องจึงเข้าร่วมเก็บผักอย่างไม่รีรอ ลงแรงเพียงชั่วครู่ ผักกาดกวางตุ้งสดๆก็ถูกบรรจุเต็มตะกร้าไม้ไผ่ทั้งสองใบ
“พี่ใหญ่ การจะไปในเมืองใช้เวลานานเพียงใดหรือ”มาใช้ชีวิตบนโลกนี้นานถึงเพียงนี้ เฉียวซียังไม่เคยออกจากหมู่บ้านเลยแม้แต่ครั้งเดียวเคยแต่เพียงฟังคำบอกเล่าของพ่อกับแม่ ความจริงเป็เช่นไรนางก็ยังไม่ชัดเจน
“ไม่ไกล ใช้เวลาเกินกว่าครึ่งชั่วยามเพียงเล็กน้อยเท่านั้น”เฉียวซงรู้ดีว่าน้องชายและน้องสาวไม่เคยไปที่นั่นเลยั้แ่พวกเขาเกิดมาเมื่อได้ยินน้องสาวเอ่ยถามจึงบอกเวลาไปตามตรง
เฉียวซีคำนวณอยู่ในใจ พี่ชายใหญ่มักจะไปประจำระยะเวลานี้น่าจะคำนวณตามระยะเวลาในการเดินทางของเขา ส่วนนางมีวิทยายุทธอยู่กับตัวระยะทางครึ่งชั่วยามหรือก็คือระยะเวลาประมาณหนึ่งชั่วโมงกว่านั้นจึงไม่ถือว่าไกลสักเท่าไรแต่ว่าน้องสาม… เมื่อนึกถึงน้องชายแล้ว เฉียวซีจึงทอดสายตาไปยังร่างของเฉียวไป่ น้องสามเพิ่งจะอายุห้าขวบหากไปด้วยกันไม่รู้ว่าเขาจะสามารถฝืนทนไปได้ไหวหรือไม่ “น้องสามหรือวันนี้เ้าจะรออยู่ที่บ้านก่อนดีเล่า” ในบ้านไม่มีของมีค่าอะไร จะมีผู้ใดอยู่ที่บ้านหรือไม่ล้วนไม่ใช่ประเด็นสำคัญสำคัญที่สุดคือนางกลัวว่าน้องชายจะเดินได้เพียงครึ่งทางก็จะเดินไม่ไหวแล้วพี่ชายใหญ่ต้องแบกตะกร้าไม้ไผ่ จึงจะพึ่งเขาไม่ได้เลยโดยสิ้นเชิง
“พี่รอง ข้าเดินเองได้ ข้าอยากไป” เฉียวไป่แม้จะตัวเล็กแต่ใจใหญ่เขาเข้าใจถึงความกังวลของพี่สาว แต่เขาอยากจะเข้าเมืองไปกับพี่ชายใหญ่และพี่สาวจริงๆ
“ไปเถอะ พวกเราไปด้วยกันเลย หากว่าเดินไม่ไหวเราก็หยุดพักเสียสักหนสองหนก็ได้”ไม่ใช่เื่ง่ายที่น้องชายและน้องสาวจะได้เข้าเมืองสักครั้งเฉียวซงไม่อยากให้พวกเขาต้องผิดหวัง อย่างมากที่สุดน่าจะหยุดพักระหว่างทางสองสามหนพวกเขาออกเดินทางแต่เช้า จึงไม่ได้มีผลกระทบอะไร
“เช่นนั้นก็ได้ ไปล้างไม้ล้างมือกันก่อน แล้วเราจะออกเดินทางกันเลย”
“เย่… จะออกเดินทางแล้ว” เฉียวไป่ตื่นเต้นดีใจเป็อย่างยิ่ง
เฉียวซีกลับไปในบ้านหาผ้าที่เดิมทีก็ขาดจนไม่อาจขาดไปได้มากกว่านี้แล้วมาสองชิ้น และนำไปปูไว้บนตะกร้าไม้ไผ่เมื่อจัดการเื่ต่างๆ เรียบร้อย สามพี่น้องก็มุ่งหน้าสู่เมือง
เฉียวซงสอบผ่านระดับถงเซิง[1]ไปแล้ว ทั้งยังได้เข้าไปเรียนหนังสือที่เมืองใหญ่เรียบร้อยหากสถานการณ์ในบ้านไม่พลิกผันจนต้องหยุดเรียนกลางคันมาดูแลครอบครัวปีนี้เขาคงสามารถลงสนามสอบไปอยู่ในระดับซิ่วไฉแล้ว
ถนนสู่ตัวเมืองนั้นเดิมก็เป็เส้นทางที่ใช้สัญจรไปมาไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้งจนเป็เส้นทางที่ผู้คนคุ้นเคยกันดี
ทั้งสามคนเดินไปพักไปใช้เวลาเกือบหนึ่งชั่วยามสุดท้ายก็มาถึงตัวเมืองเป็ที่เรียบร้อย
“พี่ใหญ่ กิจการร้านอาหารในเมืองเป็อย่างไรบ้าง”เฉียวซี้าขายผักกาดกวางตุ้งในมือของเธอออกไปให้ไวที่สุดฉะนั้นร้านอาหารในเมืองจึงเป็ตัวเลือกที่ดีที่สุดหากร้านอาหารในเมืองไม่รับของของพวกนางเนื่องจากมีช่องทางจัดหาวัตถุดิบโดยเฉพาะอยู่แล้วเช่นนั้นการที่พวกนางจะไปป่าวประกาศขายเองที่ตลาดก็ไม่ใช่เื่ที่เป็ไปไม่ได้แต่การจะไปส่งเสียงป่าวประกาศขายเองสามารถจัดไว้เป็แผน B ได้เท่านั้น
“กิจการของร้านิเยว่โหลวกับจวี้เซียนโหลวค่อนข้างดีทีเดียวิเยว่โหลวเป็ร้านของบ้านคหบดีแซ่หม่า ราคาค่อนข้างเหมาะสมกับคนธรรมดาส่วนร้านจวี้เซียนโหลวมีสาขาอยู่หลายเมือง แต่ราคาสูงมาก ส่วนร้านอื่นๆล้วนเป็ร้านเล็กๆ ทั้งสิ้น” เมื่อก่อนร้านิเยว่โหลวยังสามารถแข่งขันกับจวี้เซียนโหลวได้แต่ต่อมาก็ค่อยๆ ถดถอยลง
“เช่นนั้น พวกเราไปที่จวี้เซียนโหลวกันเถอะ”เฉียวซีฟังคำของพี่ชายแล้วจึงตัดสินใจนำผักไปขายที่จวี้เซียนโหลว
“น้องรอง จวี้เซียนโหลวจะรับผักของเราหรือ”จวี้เซียนโหลวเป็สถานที่ที่มีเพียงผู้มีสตางค์เท่านั้นจึงจะสามารถเข้าไปได้ส่วนพวกเขาคงจะไม่ถูกไล่ออกมาทันทีที่ไปถึงหน้าประตูกระมัง
“ลองไปดูประเดี๋ยวก็รู้” อันที่จริงแล้วนางก็ไม่แน่ใจทำได้เพียงลองพยายามให้ถึงที่สุดดูเท่านั้น
“ไม่เช่นนั้นเราไปที่ิเยว่โหลวน่าจะดีกว่านะ”ิเยว่โหลวน่าจะดีกว่าจวี้เซียนโหลวสักหน่อย
“ไปที่จวี้เซียนโหลวนั่นแหละ”
“คือว่า...”
“พี่ใหญ่กลัวอะไรไปหรือ หากพวกเขาไม่รับ พวกเราก็ไปขายเองที่ตลาดก็ได้”ผักกาดกวางตุ้งที่สดใหม่ถึงเพียงนี้ นางไม่เชื่อว่าจะไม่มีคนซื้อ
หากจวี้เซียนโหลวเป็ร้านขนาดใหญ่ที่มีสาขาไปทั่วทุกหนแห่งอย่างที่พี่ชายคนโตกล่าวเช่นนั้นเชื่อว่าสายตาของผู้มีหน้าที่คัดเลือกของเข้าร้านของเขาต้องไม่บกพร่องแน่นอนไม่อย่างนั้นคงไม่สามารถเปิดร้านอาหารมากมายเช่นนั้นได้
“เช่นนั้นก็ฟังเ้าแล้วกัน เราลองไปดูสักตั้ง” ตัวเขารู้จักน้องสาวของตนดียามยืนหยัดในความคิดของตัวเองเมื่อไรต่อให้นำวัวสักสิบตัวมาฉุดก็ฉุดนางไว้ไม่ได้อย่างที่น้องสาวกล่าว หากจวี้เซียนโหลวไม่ซื้อ พวกเขาก็ไม่ได้เสียหายอะไรอย่างมากก็แค่เสียเวลาขายเองที่ตลาดเท่านั้น
เฉียวซงพาเฉียวซีและเฉียวไป่มาถึงหน้าประตูจวี้เซียนโหลวอย่างรวดเร็ว เวลานี้ที่หน้าประตูร้านจวี้เซียนโหลวมีเสี่ยวเอ้อร์ผู้หนึ่งกำลังทำความสะอาดอยู่
ทั้งสามยืนอยู่ที่หน้าประตูใหญ่ ะโเรียกเสี่ยวเอ้อร์หนุ่มผู้กำลังทำความสะอาดอยู่“สวัสดีเ้าค่ะท่านพี่ ร้านของพวกท่าน้ารับผักสดๆ ไหมเ้าคะ”
เมื่อเสี่ยวเอ้อร์หนุ่มได้ยินว่ามีคนกำลังพูดกับตนจึงรีบหันไปมองพวกเขาเมื่อได้เห็นใบหน้าเล็กๆ แดงระเรื่อเปื้อนรอยยิ้ม จึงเอ่ยตอบด้วยรอยยิ้ม “แม่หนูน้อยปากเ้าช่างหวานยิ่งนัก”
“พี่ชาย พวกเรามีผักกาดกวางตุ้งอยู่เล็กน้อย พวกท่าน้ารับไว้ไหม”เฉียวซีรู้สึกว่าน่าจะพอมีหวัง
“ผักกาดกวางตุ้งงั้นหรือ แม่หนู ฤดูนี้จะมีผักกาดกวางตุ้งได้อย่างไร”ในฤดูหนาวเช่นนี้หากมีผักกาดกวางตุ้งขายเถ้าแก่จะไม่รับไว้ได้อย่างไร วันๆมีเพียงหัวไชเท้าและผักกาดขาว หรือไม่ก็อาหารประเภทเนื้อสัตว์ซึ่งกินกันจนปากใกล้จะชาอยู่แล้ว
“พี่ชายข้าไม่ได้โกหกท่าน ข้ามีผักกาดกวางตุ้งจริงๆเพียงแต่มีปริมาณไม่มากเท่านั้น” เมื่อได้เห็นสีหน้าท่าทางของเสี่ยวเอ้อร์เฉียวซีจึงรู้สึกมีความหวังมากยิ่งขึ้นดังนั้นจึงแนะนำผักของครอบครัวตนอย่างสุดความสามารถ
เสี่ยวเอ้อร์จ้องเฉียวซีอยู่ครู่หนึ่ง เขาค่อนข้างเชื่อคำพูดของนางแต่ยังถามกลับไปอีกครั้ง “มีจริงๆ หรือ ไม่ได้หลอกข้าใช่ไหม”
“จริงเ้าค่ะ หากไม่เชื่อ ท่านดูสิเ้าคะ”เฉียวซีเปิดมุม้าของตะกร้าไม้ไผ่อย่างรวดเร็ว เผยให้เสี่ยวเอ้อร์ได้เห็นผักกาดกวางตุ้งเขียวสดงดงามในตะกร้าไม้ไผ่ได้พอดิบพอดี
[1]ระดับคุณวุฒิระดับต้นซึ่งสอบได้ในทุก่วัยผู้สอบผ่านระดับนี้จะสามารถสอบระดับซิ่วไฉได้