ตอนที่สี่สิบสาม Battle of the wit
ผมคิดว่าตนเองไม่ใช่คนที่ต่อปากต่อคำเก่งเท่าไรเลยพยายามค้นหาจากความทรงจำที่ซุกซ่อนอยู่
ว่าทำไมโอตะที่ไปซ่อนกล้องในห้องแต่งตัวของผู้หญิง
และก่อปัญหาให้กับตัวละครสาวๆในเรื่อง..
และผมก็พบกับความว่างเปล่า
เพราะเหตุการณ์ที่ว่ามันยังไม่เกิดขึ้นนั่นเอง
แล้วโอตะ มันทำอย่างนั้นลงไปทำไม?
สองมุมมองและสองชีวิตตีกันอยู่ในหัวของผม
Vanguard I โล่ที่คอยปกป้องคนในกลุ่ม
กระบวนท่าของสายแท็งก์ที่คอยปกป้องทุกคน
เมื่อการโจมตีมันเต็มหน้าจอและภารกิจของจิตใจที่ทำให้เราหลบไม่ได้เราก็ทำได้แค่ทดสอบว่าพลังของใครจะหมดก่อนเท่านั้นเอง
ด้วยความสามารถสุดโกงที่ซ่อนอยู่ของคานาเอะ
ทำให้การโจมตีใส่เธอกลายเป็นเรื่องโง่เขลา
หากเธอสามารถเปลี่ยนการโจมตีหรือการกระทำของเทพเจ้าในตอนท้ายๆไม่ต้องพูดถึงว่าเธอสามารถเปลี่ยนการโจมตีของผมได้แน่ๆ
“เจ้าชายยังคงกล้าหาญและเก่งกาจเสมอแต่ไม่อาจสู้ความโกรธแค้นของแม่มดอย่างข้าได้” คานาเอะยังคงลอยอยู่กลางอากาศและพูดไปราวกับร้องเพลง
ส่วนคานาเอะอีกคนกอดแขนข้างหนึ่งของผมไว้
และหวาดกลัวกับหนามแหลมที่พยายามจะทิ่มแทงเข้ามาแต่โล่สีขาวของผมปกป้องพวกเราสองคนไว้
ยังไม่มีหนามแหลมอันไหนเจาะเข้ามาได้
เพราะว่าพลังของผมมากกว่าคานาเอะที่ยังไม่มีพลังที่มากกว่านี้
หากสู้กันตอนหลังโดยที่หนามแหลมพลังโจมตีของเธอมากกว่านี้ล่ะก็ ผลเป็นอย่างไรก็ยังคงมิอาจทราบได้
“เธอไม่ใช่แม่มดหรอกนะสำหรับผมเธอยังคงเป็นเจ้าหญิงเสมอ”
เมื่อผมหามุกคำพูดโต้ตอบอะไรไม่ได้ผมเลยเลือกคำพูดจากใจของโอตะมากล่าวแทน
หลังจากที่มองผ่านสองมุมมองทั้งโอตะและตัวผมเอง
ของเหตุการณ์ในอนาคตที่ยังไม่มาถึงที่เขาแบล็กเมล์เหล่านางเอกและใช้ทักษะของการแฮกคอมพิวเตอร์
ผมได้สรุปออกมาว่า
โอตะมีพฤติกรรมทำลายตนเอง destructive behavior
คนเรามักจะกลัวการมีความสัมพันธ์ที่ล้มเหลว
จนต้องทำให้ล้มเหลวด้วยมือตนเองก่อนราวกับคำทำนายที่ตนเองทำให้เป็นจริงself-fulfilling prophecy
เหมือนกับคนที่เติบโตมาในครอบครัวที่แตกแยกทำให้พวกเขาไม่รู้ว่าสภาพที่ปรกติของครอบครัวเป็นอย่างไร เมื่อความสัมพันธ์กำลังจะไปได้ดี พวกเขาจะทำลายมันลงด้วยมือตนเองเช่นการไปคบชู้กับคนอื่นหรือพฤติกรรมที่ทำให้ความสัมพันธ์ไปต่อไม่ได้
ราวกับอยากจะควบคุมความวุ่นวายของชีวิตให้พังทลายด้วยมือของตนเอง
เพราะไม่อยากรับกับความล้มเหลวของความสัมพันธ์
แม้แต่ผมก็รู้ว่า โอตะ ไม่มีทางคบกับใครได้สำเร็จด้วยการแบล็กเมล์หรอก
และโอตะเองก็รู้ดีเช่นกันเมื่อผมได้รวมวิญญาณกับเขาแล้ว
หากให้คาดเดาพฤติการณ์ของตนเองในอนาคต
นั่นก็คือเหตุผลของโอตะ
เขาไม่มีความมั่นใจพอที่จะสร้างความสัมพันธ์ครั้งใหม่
และไม่เชื่อใจในสิ่งที่เขาควบคุมไม่ได้
เหตุผลในการที่จะแบล็กเมล์เหล่านางเอกก็แค่เพื่อหลอกตนเองว่าเขามีสิ่งที่ควบคุมได้
แต่เขาคาดหวังการล้มเหลวจากพฤติกรรมนั้นไว้ในเบื้องลึกของจิตใจอยู่แล้วนั่นเอง
Self Sabotage การที่เราจงใจทำให้ตนเองล้มเหลวเอง
เพราะคิดว่าเราไม่คู่ควรที่จะมีความสุขอีกต่อไปแล้ว
ผมน้ำตาไหลออกมา
เฮ้ย เป็นสีเลือด
โลกของจิตใจคานาเอะ นี่เหมาะกับเป็นธีมเทพนิยายสยองขวัญจริงๆ
“เจ็บหรือเปล่าจ๊ะ”
คานาเอะที่อยู่ข้างกายผมพยายามจะเช็ดน้ำตาเลือดให้กับผม
น่าแปลกใจที่แม่มดคานาเอะยังบินอยู่บนกลางป่ามายาไม่โจมตีลงมา
แต่สัตว์ป่ามายาที่เธอเสกออกมานั้นตัวใหญ่ขึ้นและตาก็สีแดงก่ำมากขึ้น
“เธอจะต้องเจ็บปวดไปชั่วนิรันดร์แบบนี้”
คานาเอะยังส่งหนามแหลมเข้ามาโจมตีไม่หยุดและจำนวนถี่ขึ้นอีกครั้ง
แต่ผมก็ยังใช้วิธีการป้องกันไม่โจมตีกลับไป
“ไม่ใช่ชั่วนิรันดร์ที่เป็นแบบนี้หรอกวันนี้เจ็บปวดกว่าเมื่อวาน พรุ่งนี้เจ็บปวดกว่าวันนี้ ทุกวันที่พรากจากเธอคือวันที่เลวร้ายที่สุดของผม”
เงาของความผิดหวังเสียใจของโอโตนาชิต้องจบในวันนี้แล้ว ผมตั้งใจไว้เช่นนั้น
มันไม่ใช่เรื่องของการช่วยคานาเอะแต่คือการช่วยตัวผมเอง
ไม่ว่าผลจะเป็นอย่างไรผมจะผ่านมันไปให้ได้
Strength Without,Strength Within