“เ้าออกมาซ้อมยิงธนูแบบนี้ แสดงว่าเ้าท่องจำ คาถาเวท ได้หมดแล้วซินะ”
เสียงเข้ม ๆ ของชายชราดังขึ้นจากด้านหลัง ทำเอาทุกคนขนแขนตั้งชันกันเลยทีเดียว
“นายน้อยพอดีข้าต้องพาฮอร์คออกไปเที่ยวเล่น ข้าน้อยขอตัวนะขอรับ”
แจ็คผู้ว่องไวกล่าวจบ รีบคำนับพ่อบ้านแล้วออกไปทันที
“พวกข้าก็มีงานต้องทำเช่นกันขอรับ”
ทุกคนแยกย้ายกันไปอย่างรวดเร็ว เหลือเพียงชายหนุ่มและอีรินที่อยากอยู่ดูจอมเวทสอนนายน้อย เพียงสองคน
“เ้าจำได้กี่ธาตุแล้ว”
ชายชราไม่รอให้เขาตั้งสติ เริ่มคำถามขึ้นทันที
“ข้าจำได้เพียงสองธาตุ คือ ธาตุสายฟ้าและธาตุลม ขอรับ ทำไมมันยากนัก เหมือนมีหมอกจาง ๆ คอยบดบังความคิดข้าเวลานึกถึงคาถาเ่าั้”
นิโคลัสไม่เข้าใจเลย ยามที่อ่านในตำราก็สามารถอ่านได้อย่างง่ายดาย แต่ละคาถา มีเพียงไม่กี่อักขระ แต่ทำไมเวลานึกถึงอักขระเ่าั้ มันถึงนึกไม่ได้ เหมือนเกิดอาการลืมชั่วคราว
“ถ้ามันง่ายขนาดนั้น คงมีจอมเวทเดินกันเต็มถนนแล้ว...”
“อักขระเวทโบราณแต่ละตัวมีพลังในตัวมันเอง และการร้อยเรียงแต่ละอักขระก็เปรียบเหมือนการควบคุมที่เฉพาะเจาะจง ต้องฝึกจน ‘เข้าใจ’ มากกว่าแค่ ‘จำ’ จึงจะควบคุมมันได้”
จอมเวทรอยเริ่มต้นสอนนายน้อยเข้าสู่วิถีนักเวทอย่างจริงจัง
เขาบรรยายถึง อักขระเวทโบราณ และความหมายหรือพลังแฝงในแต่ละตัวอักษร และการผสมอักขระเวทแต่ละตัวรวมกันเป็ คาถาเวท ยิ่งอักขระเวทมีจำนวนมาก ระดับของเวทก็ยิ่งสูงขึ้น พลังหรือความซับซ้อนยิ่งมากขึ้น
‘ทำไมข้าถึงรู้สึกเหมือนกำลังเขียนคำสั่ง แอสเซมบลี เลยหล่ะ’
อดีตของนิโคลัสที่ไม่ได้เป็เพียงนักฆ่าที่จับอาวุธฆ่าคน แต่เป็นักฆ่าสายแฮกเกอร์ที่เจาะระบบของเป้าหมายเพื่อถ่ายโอนทรัพย์สินทั้งหมดของเหยื่อออกมา นับเป็การฆ่าคนที่โหดร้ายที่สุด
ทำให้ ‘ตายทั้งเป็’ ที่น้อยคนจะทำได้
‘อักขระเวทพื้นฐานเหล่านี้ มีการเรียงตัวคล้ายกับคำสั่งของโปรแกรมระดับต่ำ—ถ้าโครงสร้างไม่ถูกต้อง เวทจะไม่ทำงาน หรือแย่กว่านั้น...อาจะเิใส่มือผู้ใช้เองได้’
‘โครงสร้างเวทมีสามส่วนหลัก: คำสั่งต้นเวท (อักขระหัวเวท), ค่าป้อนเข้า (เช่น ทิศทางหรือพลังงาน), และคำจบเวท ซึ่งทำหน้าที่เหมือนคำสั่ง ‘เรียกระบบ’ ที่สั่งให้เวททำงานจริง’
ชายหนุ่มคิดทบทวนความจำ เปรียบเทียบโครงสร้าง คาถาเวท กับ โปรแกรมมิ่งที่เขาคุ้นเคย
“เ้าพอเข้าใจแล้วใช่ไหม”
จอมเวทเอ่ยพลางยกยิ้มที่มุมปาก เมื่อเห็นประกายตาแวววาวที่คล้ายหยั่งรู้สิ่งใด
“ข้าพอเข้าใจบ้างแล้วขอรับ”
“เอาหล่ะ เ้าลองทบทวนคาถาเวทธาตุต่าง ๆ อีกรอบ ดูว่าจำบทอื่นได้ไหม”
ชายหนุ่มเริ่มคิดถึงคาถาธาตุอื่น แม้มันจะชัดเจนขึ้นบ้างแต่ก็ยังไม่สามารถเห็นได้หมดครบทุกอักขระ
“ยังได้เพียง ธาตุสายฟ้า กับ ธาตุลม แต่ธาตุอื่น ๆ ชัดเจนขึ้นแต่ยังไม่ครบทุกอักขระ ขอรับ”
“ไม่เป็ไร เ้าค่อย ๆ พยายาม ร่ายเวท ทั้งสองธาตุนี้ ออกมาให้ได้ก่อน”
ระหว่างที่ ท่านพ่อและนายน้อย กำลังคุยกันอยู่นั้น
อีรินที่ยืนอยู่ไม่ห่าง กำลังอกสั่น หัวใจเต้นแรง แทบไม่อาจควบคุมได้
‘เพียงวันเดียว ไม่ซิ จากที่ได้รับตำราเมื่อเช้าถึงเย็น นายน้อยจำได้ถึงสองคาถา และคาถาอื่น ๆ ก็เริ่มชัดเจนขึ้น ท่านพ่อต้องกำลังดีใจจนแทบอยากะโจนตัวลอยแน่เลย ที่ทำอยู่นี่คงแค่รักษาอาการ’
ไม่มีใครรู้ว่า สาวน้อยอีรินที่ภายนอกแสนเรียบร้อย แต่ภายในกลับซุกซนยิ่งนัก มีเพียงอารินน้องสาวฝาแฝดที่รู้ถึงนิสัยที่แท้จริง
ครั้งหนึ่งอารินเคยกล่าวกับอีรินไว้ว่า ‘มีแค่แจ็คคนเดียวให้พวกข้าปวดหัวก็พอแล้ว เ้าอย่าทำให้พวกข้าปวดหัวเพิ่มอีกคนเลย’
คาถาธาตุสายฟ้าขั้นต่ำสุด คือ ‘ซินา สปาร์ค’ เป็การสร้างกระแสไฟฟ้าระดับต่ำขึ้นที่ปลายนิ้วมือ ใช้จุดไฟ หรือทำให้วัตถุสั่นไหว เป็การฝึกควบคุมกระแสไฟฟ้าเพียงจุดเล็ก ๆ
และเวทสายฟ้าขึ้นพื้นฐานอีกหนึ่งเวทคือ “อัลเวร่า ช็อค” เป็การปล่อยกระแสไฟฟ้าอ่อน ๆ ใส่เป้าหมายเดี่ยว ทำให้กล้ามเนื้อกระตุก
คาถาธาตุลม “อีวารัส เวย์ลา” สร้างลมอ่อน ๆ ไหลผ่านตามทิศที่ผู้ร่ายจินตนา ใช้เพื่อฝึกควบคุมพลังลมอย่างละเอียด เป็การฝึกสมาธิและการควบคุมลมเบื้องต้น
นิโคลัสพยายามคิดถึง เวทธาตุ ทั้งสอง อย่างตั้งใจ ให้ภาพ อักขระเวท ในความคิด ชัดมากที่สุดเท่าที่จะทำได้
“เมื่อใดที่ภาพในความคิดของเ้า แจ่มชัด แล้ว เ้าจงใช้ เจตน์ ของเ้าเขียนอักขระเวทขึ้นมาในอากาศ โดยใช้มานาต่างน้ำหมึก และ เมื่อ เวท ก่อเกิด จงใช้ เจตน์ควบคุมพลัง ให้เป็ดังใจ”
เสียงสุขุมและอ่อนโยนดังเข้าโสตของชายหนุ่มโดยไม่ขัดสมาธิแม้แต่น้อย
“ซินา สปาร์ค”
เสียงเรียกใช้ เวทสายฟ้า ของนักเวทฝึกหัดมือใหม่ ดังขึ้นเบา ๆ
ปรากฏแสงสีฟ้าอ่อนก่อตัวขึ้นเป็ อักขระเวท ขึ้นราง ๆ อย่างเชื่องช้า ไม่กี่ลมหายใจ ก็กระจายหายไป
'ยากมาก'
เขาพึมพำในใจ
“ที่เ้าทำอยู่ ถูกต้องแล้ว และทุกธาตุก็ทำเหมือน ๆ กัน”
“เ้าฝึกฝนแบบนี้ต่อไป แต่ระวังไว้ อย่าฝึกฝนในห้อง เพราะข้าวของจะเสียหาย หากเ้าควบคุมพลังไม่ได้”
กล่าวจบ ชายชราก็หันหลังเดินกลับเข้าไปในอาคาร
อีรินแอบเห็นรอยยกยิ้มเล็ก ๆ ที่มุมปากของท่านพ่อ มันสั่นไหว ราวกับถูกรั้งไว้ไม่ให้กว้างขึ้น
‘ท่าทางรับกลับเข้าห้องไปร่ายเวทกั้นเสียง ไม่ให้คนอื่นได้ยินเสียงหัวเราะแน่เลย’
“นายน้อยพยายามเข้านะ ข้ามั่นใจ ท่านติดหนึ่งในสิบแน่นอน”
อีรินให้กำลังนายน้อยของเธอด้วยรอยยิ้มกว้าง แล้วเดินกลับเข้าที่พักไป
นิโคลัส ฝึกซ้อมอยู่นอกที่พักจนมืดค่ำกระทั่งมานาหมดลง เขามีสมาธิจนลืมกระทั่งอาหารเย็น
คืนนั้นชายหนุ่มฝึกท่องจำ เวทธาตุพื้นฐาน เพียงอย่างเดียวเท่านั้น จนกระทั่งหมดแรงแล้วพลอยหลับไป
เช้าตรู่วันที่สามในเมืองเฟนดาริล อากาศเย็นสบายยามอาทิตย์ยังไม่ส่องแสง
ปรากฏหนึ่งหนุ่ม หนึ่งชรา กำลังร่ายรำ ไท่จี๋ฉวน ท่ามกลางสวนดอกไม้หน้าที่พัก
เวลาครึ่งชั่วโมงผ่านไป ทั้งสองไม่มีเหงื่อแม้สักหยด แต่ใบหน้าแดงเรื่อ ดั่งพึ่งใช้น้ำอุ่น ๆ ล้างหน้า
“เป็อย่างที่ข้าคิดจริง ๆ”
เสียงชราเอ่ยขึ้นด้วยความยินดี
“ไท่จี๋ฉวน ช่วยให้ดูดซับมานาได้ดีขึ้น”
“จิตใจสงบ ผสานกับลมหายใจลึก ช้า สม่ำเสมอ เคลื่อนไหวอ่อนช้อย ััมานารอบกาย ไม่ดึงดูดไม่ผลักไส หมุนวนต่อเนื่อง ก่อเกิดคลื่นวนที่อ่อนโยน”
“นักเวทต้องตกตะลึงกับสิ่งนี้แน่นอน เ้าต้องเก็บเป็ความลับไว้ก่อน สอนเฉพาะนักเวทของเรา กำชับให้ฝึกซ้อมในที่ลับตาคนและห้ามแพร่งพรายออกไปเด็ดขาด”
จอมเวทชราเล็งเห็นถึงความได้เปรียบที่เกิดจากสิ่งนี้ทันที กลุ่มของพวกเขาสามารถพัฒนาได้อย่างก้าวะโหากนักเวทในกลุ่มแข็งแกร่งขึ้น
“ขอรับ”
“ท่านตา ข้าขอถามเื่ เวทเสริมพลัง ได้หรือไม่ ในตำราที่ท่านให้มา ไม่มีเวทเสริมพลังและเวทรักษาพื้นฐานเลย”
นิโคลัสตั้งใจเรียนรู้เวทเสริมพลังไว้ติดตัว ไม่ใช่้าเพิ่มพลังแต่้าอำพรางแก่นวีร่าในร่างกาย
“ข้าไม่มีติดตัว แต่นิโคไล น่าจะมีอยู่ แล้วเ้าจะเรียนรู้ไปทำไม ถ้าเ้าไม่มีความสอดคล้องกับเวทสนับสนุน เ้าไม่มีทางเรียนรู้มันได้เลยนะ”
“หรือเ้า้าปิดบังเื่แกนวีร่าของเ้า”
จอมเวทรอยที่อยู่ข้างกายชายหนุ่มตลอดเวลาระหว่างที่เขามีอาการสาหัส ย่อมล่วงรู้ว่าชายหนุ่มมีแก่นวีร่าอยู่ภายในกาย
“ใช่ขอรับ”
เขาเองก็ไม่แปลกใจที่พ่อบ้านรู้อยู่แล้ว เพราะระหว่างรักษาเขา ต้องได้ตรวจร่างกายเขาอย่างละเอียด
“เช้านี้เ้าลองขอนิโคไลดู และลองถามเื่เวทรักษาจากอังเดรด้วย พวกเขายินดีสอนเ้าอยู่แล้ว”
“แต่ข้าขอเตือนเ้าไว้ อย่าแสดงความสามารถต่อหน้าผู้คนมากไป มันอาจเป็ผลร้ายมากกว่าดี”
“ขอรับ ข้าจะจดจำไว้เสมอ”
่เช้าภายหลังรับประทานมื้อเช้า อังเดรกับนิโคไลไม่สามารถเก็บอาการดีใจไว้ได้ที่นายน้อยขอให้ช่วยสอนเวท
หลักการไม่ต่างจากเวทอื่น ๆ มากนัก แต่ความเร็วในการท่องจำ เวทสนับสนุนและเวทรักษา ช้ากว่าเวทอื่นมากนัก
ไม่น่าแปลกใจเลยที่นายน้อยไม่ค่อยคืบหน้า เพราะนักเวทสนับสนุนและนักเวทรักษามีจำนวนน้อยมาก ในผู้ฝึกหัดเวทหนึ่งร้อยคนมีไม่ถึงห้าคนที่จะสามารถฝึกเวทรักษาและเวทสนับสนุนได้
นิโคไลได้ให้ตำราพื้นฐานเวทรักษาและสนับสนุนให้แก่นายน้อยไว้ศึกษา หากมีอะไรสงสัยขอให้ถามพวกเขาได้ตลอดเวลา
ส่วนนกน้อยซิลฟี่ ที่กลายเป็ นกสีน้ำตาลไปเรียบร้อยแล้ว หงอยเหงาและเงียบลงอย่างเห็นได้ชัด ขลุกตัวอยู่แต่ห้องพัก ไม่ยอมออกมาพบผู้คนเลยทั้งวัน
แม้จะทราบดีว่าที่ต้องทำเช่นนี้เพื่อความปลอดภัยของตัวมันเอง แต่ก็อดเสียใจไม่ได้ คงต้องให้เวลาปรับตัวซักพัก
วันนี้ชายชราและแจ็คได้ออกไปหาซื้อถุงสัตว์เลี้ยงให้นายน้อย เพราะไม่อยากเสียเวลาพวกเขาจึงมุ่งหน้าไปร้านเหรียญทองโดยตรง แต่พ่อบ้านไม่อยากแสดงตัวจึงซื้อถุงสัตว์เลี้ยงในราคาปกติ แล้วถุงสัตว์เลี้ยงพื้นฐานก็ไม่ได้มีราคาสูง ครอบครัวระดับกลางทั่วไปสามารถซื้อได้โดยไม่เดือดร้อน
ส่วนวิคเตอร์และคนอื่น ๆ ออกไปตระเวนหาซื้อม้าสิบห้าตัวสำหรับการเดินทาง เนื่องจากไม่ได้้าม้าพันธุ์ดีมากทำให้สามารถหาซื้อได้ง่ายและนำกลับมาไว้ที่พัก
เย็นวันนี้นับได้ว่าเป็วันแรกที่นายน้อยร่างกายหายดีอย่างสมบูรณ์ จึงเป็สาเหตุให้เกิดเสียงร้องระงมดังไปทั่วบริเวณที่พักอีกครั้งหลังจากห่างหายไปหลายวัน
โยคะ และการกดจุดของนายน้อย ทำให้ทุกคนพบกับความเ็ปเช่นเคย พนักงานบริเวณใกล้เคียงต่างออกมาดูและส่งเสียงหัวเราะเบา ๆ ออกมาเป็ระยะ
คืนสุดท้ายในเมืองเฟนดาริล ผ่านพ้นไปด้วยความเรียบร้อย การได้พักผ่อนเป็เวลาสามวันเต็มทำให้ทุกคนรู้สึกสดชื่นและพร้อมสำหรับการเดินทางไกลอีกครั้ง
แม้ตอนแรกกลุ่มวางแผนที่จะพักในเมืองนี้สี่วัน แต่เพราะทำทุกอย่างเสร็จสิ้นแล้ว จึงเลื่อนกำหนดให้เร็วขึ้น
ปลายทาง คือ เมืองหลวงวาลเดียลา
จากเมืองเฟนดาริล มุ่งหน้าขึ้นเหนือ สู่แคว้นเอเธลการ์ด ที่เป็แคว้นราชวงศ์
เส้นทางโดยรวมไม่ได้ยากลำบากถึงขนาดต้องบุกป่าฝ่าดง เส้นทางจากเฟนดาริล มีทางรถม้าพาดยาว ผ่าน เมืองเล็ก ๆ หลายเมือง สามารถพบเห็นหมู่บ้าน เรียงรายเป็ระยะ รวมถึง จุดพักม้า ระหว่างวัน พูดได้ว่า การสัญจรในจักรวรรดิวาลเดียสะดวกสบายยิ่งนัก
แต่เป้าหมายของจอมเวทคือการฝึกฝนนายน้อย จึงวางแผนเข้าป่าตามรายทางเป็ครั้งคราวเพื่อให้นายน้อยได้หาประสบการณ์ต่อสู้ และบททดสอบสุดท้ายคือ ป่าดารันธาร์
ป่าดารันธาร์เป็ป่าโบราณขนาดใหญ่ ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของแคว้นเอเธลการ์ด ประกอบไปด้วยเทือกเขาและป่าผืนใหญ่วางตัวเป็แนวยาวเริ่มั้แ่่กลางของภาคตะวันตกของแคว้น ยาวลงไปจรดทางใต้คาบเกี่ยวกับทิศเหนือของแคว้นฮาเวนดอร์
ป่าชั้นนอกมีสัตว์ร้ายนานาชนิดจำนวนมากอาศัยอยู่ ยิ่งเข้าในป่าลึกยิ่งพบกับสัตว์ร้ายระดับสูงขึ้น โดยเฉพาะใจกลางป่า มีโอกาสเผชิญหน้ากับราชันสัตว์ได้ไม่ยาก
นั่นจึงทำให้ป่าดารันธาร์เป็สถานที่แสวงหาโชคลาภและเก็บเกี่ยวประสบการณ์ของผู้คนมากมาย
ในขณะเดียวกันก็เป็สุสานของเหล่าผู้กล้าน้อยใหญ่จำนวนไม่น้อย
ความท้าทายที่กำลังรอให้ นักเวทฝึกหัดคนใหม่ ไปพิสูจน์ฝีมือ
แสงอาทิตย์ยามเช้าสาดแสงลอดผ่านระหว่างยอดไม้สูง ปรากฏเงายอดไม้สลับไปมาทาบทับฝุ่นผงที่ฟุ้งกระจายอยู่บนทางรถม้า
อาชาสิบห้าตัวเมื่อผ่านออกจากประตูเมืองทางทิศเหนือ ได้เริ่มวิ่งด้วยความเร็วปกติเกาะกลุ่มกันเป็รูปขบวน โดยทุกคนสวมใส่ชุดเกราะเบาดังเช่นกลุ่มฮันเตอร์ทั่วไป โดยมีหนึ่งชรา หนึ่งเด็กหนุ่ม อยู่กลางขบวน และนกน้อยสีน้ำตาลอ่อนกำลังบินตามอยู่เหนือขบวน
เขี้ยวอัสดง ออกเดินทางแล้ว...
ฉั่วะ!
สิ้นเสียงคมมีดกรีดผ่านิั เืสีแดงสดสาดกระจาย พร้อมเสียงร้องแหลมสูงดังก้อง
“นายน้อยระวังข้างบน”
เสียงร้องเตือนด้วยความกังวล ดังขึ้นจากด้านหลัง
ประกายแสงแวววาวของกรงเล็บขนาดชามข้าว กำลังฟาดลงมาที่ศีรษะชายหนุ่ม ที่พึ่งเฉือนหน้าอกของสัตว์ร้ายตัวนี้
“พุ่ง”
เสียงร่ายเวทเบา พร้อมกับร่างชายหนุ่มพุ่งถอยห่างออกมาราวห้าเมตร พร้อมกับเก็บดาบสั้นแล้วดึงมีดซัดสองเล่มออกมาถือไว้ในมือขวา
“อัลเวร่า ช็อค”
กระแสไฟฟ้าขนาดเล็กปรากฏขึ้นที่มือขวาและครอบคลุมมีดสั้นทั้งสองเล่มในมือ
ซัด!
ทันใดเขาซัดมีดสั้นที่มีกระแสไฟฟ้าไหลเวียนอยู่ออกไป โดยมีลวดเส้นเล็ก ๆ เชื่อมต่ออยู่กับมือ
“กี๊ซ!”
เสียงร้องแหลมดังขึ้นอีกครา พร้อมร่างที่กระตุกนิ่ง
เขาทิ้งลวดในมือแล้วเรียกหอกขึ้นมาแทน ขณะพุ่งตัวเข้าหาสัตว์ร้ายอีกครั้ง
“แทง!”
หอกยาวแทงเข้าที่กลางหน้าอกของสัตว์ร้าย ทะลุออกทางด้านหลัง
เมื่อโจมตีถูกเป้าหมายชายหนุ่มรีบถอยออกมา เพื่อดูสถานการณ์ โดยนำดาบสั้นสองเล่มออกมาเตรียมพร้อม
ครืด ๆ!
เสียงเืทะลักออกจากปากสัตว์ร้ายอย่างต่อเนื่อง เพียงชั่วครู่มันก็ทรุดตัวกองกับพื้นและไม่เคลื่อนไหวอีกเลย
เขายื่นคุมเชิงสังเกตอาการของมันซักพักและซัดมีดสั้นเข้าไปหนึ่งเล่มเพื่อความมั่นใจ เมื่อไม่มีความเคลื่อนไหวใด ๆ เขาก็หันกลับมาที่กลุ่มคนที่ยืนดูเข้าเผชิญหน้ากับเสือดาวลายเมฆตัวนี้
ชายหนุ่มคนนี้ คือ นิโคลัส เบลลาทอร์ นักเวทฝึกหัดขั้นต้น ที่กำลังฝึกฝนตนเอง เพื่อไปสอบเข้าสถาบันวาลเดียลา
ตลอดสองเดือนนับั้แ่ออกจากเมืองเฟนดาริล เขาและเขี้ยวอัสดง ออกเดินทางขึ้นเหนือพร้อมกับฝึกฝนเวทและร่างกายมาตลอดทาง
เวลานี้ ความชำนาญในเวทสายฟ้าและเวทลมพื้นฐาน ถือได้ว่าสำเร็จขั้นต้นได้แล้ว และก้าวเข้าสู่ครึ่งก้าวสู่ความชำนาญขั้นกลางได้เลย
ด้านเวทพื้นฐานธาตุอื่น เช่น ธาตุไฟ และธาตุน้ำ เขาเรียนรู้อยู่ในระดับต้น สามารถใช้งานได้บ้างสำหรับชีวิตประจำวัน แต่ยังไม่สามารถนำไปใช้ต่อสู้ได้
ส่วนธาตุอื่น ๆ เพียงเริ่มต้นได้เล็กน้อยเท่านั้น รวมถึงเวทเสริมพลังเช่นกัน
“นายน้อย ท่านยังคงตั้งใจเป็นักสู้เหมือนพวกข้าอยู่ใช่ไหมขอรับ?”
แจ็คเอ่ยถามขึ้นทันทีที่นิโคลัสเดินกลับมาเข้ากลุ่ม
ระหว่างต่อสู้ นี้ ทั้งกลุ่มเพียงเฝ้าดูการต่อสู้ของเขาโดยไม่สอดมือช่วยเหลือ
ด้วยเหตุผลที่อยากให้นายน้อยของเขาได้ฝึกฝีมือ และเสือดาวลายเมฆตัวนี้อ่อนแอเกินไป ไม่น่าเป็อันตรายต่อเขาได้
“แน่นอน ข้าถนัดแนวนี้ ไม่อยากเสียมันไปเฉย ๆ”
นายน้อยตอบสบาย ๆ
“แม้เ้าจะพัฒนาขึ้นมาก แต่เ้ายังทำเสียของอยู่ เ้าดูผลงานของเ้า ขนและหนัง ของมันมีรอยไหม้จากไฟฟ้า ทำให้เสียราคาไปเกินครึ่ง รอยแผลดาบและมีดของเ้า เป็รอยที่ไม่สามารถแก้ไขได้ ราคาตกลงไปอีก มีดีเพียงหอกที่เ้าแทงเข้าไป เท่านั้นที่นับได้ว่าผ่านเกณฑ์”
เสียงแหบชราเคร่งขรึมกล่าวติอย่างไม่ไว้หน้า ดับความภูมิใจของชายหนุ่มไปสิ้น
“ขอรับ ครั้งหน้าข้าจะระวังให้มาก”
เขาน้อมรับคำติด้วยความเต็มใจ
‘ข้าอาจยังไม่เก่งพอจะควบคุมพลังได้สมบูรณ์...แต่ข้าก็ไม่ใช่เด็กฝึกหัดเมื่อสองเดือนก่อนอีกแล้ว’
สองเดือนมานี้ ชายชราทุ่มเวลาให้กับเขาเต็มที่ ยามอยู่บนหลังม้า บางเวลายังถ่ายทอดเสียงสอนสิ่งต่าง ๆ ให้กับเขา
ยามเย็นเคี่ยวกรำเขาจนแทบหมดแรง ไม่ต้องพูดถึงมานาเลย มันแห้งเหือดในทุกวัน เขาต้องสะสมมานาในเวลากลางคืน และยามเช้าด้วย ไท่จี๋ฉวน และยิ่งโชคดีที่เขาสามารถสะสมมานาระหว่างขี่ม้าได้ด้วย ซึ่งมีนักเวทไม่กี่คนที่สามารถทำได้ ตนเองก็ไม่ทราบว่าด้วยความฉลาดของเขาหรือเพราะร่างที่เทพามอบให้
“พวกเ้าเข้าไปเก็บซากมัน เราจะออกจากป่าแล้วเดินทางต่อกันเลย เย็นนี้เราน่าจะเข้าสู่แคว้นเอเธลการ์ด แล้ว”
หลังออกจากป่าข้างทาง กลุ่มเขี้ยวอัสดง กลับคืนสู้เส้นทางรถม้าอีกครั้ง มุ่งหน้าสู่ แคว้นเอเธลการ์ด
ชายหนุ่มผู้คร่ำเคร่งฝึกฝีมือมาตลอด รำพึงในใจ
‘รอข้าก่อน สถาบันวาลเดียลา..’
‘และข้าจะไม่เป็เพียงนักเรียนเวทคนหนึ่ง แต่ต้องอยู่ใน สิบอันดับแรก ให้ได้’