หลังจากที่หลี่ซวนพำนักอยู่ในเมืองเทียนอวี่มาสามวัน ตัวเขาก็ได้เรียนรู้อะไรเกี่ยวกับโลกภายนอกมากขึ้นกว่าเดิมมาก ไม่ว่าจะเป็นวิถีชีวิตของผู้คน สิ่งก่อสร้างอันโอ่อ่า ร้านค้า โรงเตี๊ยม หรือแม้แต่สมุนไพรธรรมดาหลายชนิดที่หมู่บ้านซีเหอไม่เคยมี สิ่งเหล่านี้ล้วนทำให้เขารู้สึกราวกับได้เปิดโลกใบใหม่
สามวันที่ผ่านมา แม้จะเป็นเวลาไม่นาน แต่ก็เพียงพอให้เขาเข้าใจว่า โลกภายนอกกว้างใหญ่กว่าที่ตนเคยจินตนาการไว้มากนัก
เมื่อถึงรุ่งเช้าของวันที่สี่ ก่อนพระอาทิตย์จะโผล่พ้นขอบฟ้า หลี่ซวนก็ออกจากเมืองเทียนอวี่ มุ่งหน้าไปยังสำนักเฟิงหยวนตามเส้นทางที่ซูเหวินชางบอกไว้ อย่างไรก็ตาม... ตั้งแต่ก้าวออกจากประตูเมือง เขาไม่รู้เลยว่า มีผู้บำเพ็ญสามคนกำลังสะกดรอยตามเขาอยู่ห่าง ๆ
...
หลี่ซวนเดินทางออกจากเมืองได้ไม่นาน ก็เริ่มใช้ความเร็วของผู้บำเพ็ญเคลื่อนที่ผ่านป่าอย่างรวดเร็วราวกับสายลม ทว่าระหว่างทาง... เขากลับรู้สึกเหมือนมีสายตากำลังจับจ้องมาที่ตนตลอดเวลา
ในตอนแรก ความรู้สึกนั้นยังเลือนราง ทว่าเมื่อออกห่างจากเมืองมาได้ระยะหนึ่ง ความรู้สึกนั้นกลับยิ่งชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ หลี่ซวนชะลอฝีเท้าลงเล็กน้อย ทันใดนั้น... ดวงตาสีฟ้าของเขาพลันเปลี่ยนเป็นสีครามเข้ม เขาปลดปล่อยจิตสัมผัสออกไปตรวจสอบบริเวณโดยรอบทันที
ภายใต้การเสริมพลังของดวงตาคู่นั้น จิตสัมผัสของเขาพลันแข็งแกร่งขึ้นกว่าปกติถึงครึ่งเท่า ขอบเขตการรับรู้ของเขาแทบไม่ต่างจากผู้บำเพ็ญระดับลมปราณแรกเริ่มขั้นปลายแล้ว
ไม่นาน... แม้จะเป็นเพียงความผิดปกติเล็กน้อย แต่เขาก็สังเกตเห็นพุ่มหญ้าซึ่งสั่นไหวผิดธรรมชาติอยู่ไกลออกไป
รอยยิ้มบาง ๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของหลี่ซวน ดวงตาสีครามเข้มค่อย ๆ กลับคืนเป็นสีฟ้าดังเดิม ก่อนที่สีหน้าของเขาจะเปลี่ยนเป็นเรียบเฉย
"ไหน ๆ พวกท่านก็ตามข้ามาตั้งนานแล้ว... ไม่สู้ออกมาทำความรู้จักกันหน่อยหรือ" เสียงของเขาดังขึ้นท่ามกลางความเงียบของผืนป่า อย่างไรก็ตาม... รอบด้านกลับยังคงเงียบสงัด ไม่มีผู้ใดตอบกลับ
หลี่ซวนเห็นเช่นนั้น ก็เพียงก้มลงหยิบก้อนหินข้างเท้าขึ้นมา เขาอัดไอวิญญาณเข้าไปภายในก้อนหิน ก่อนสะบัดแขนขวา
ฟิ้ว!
ก้อนหินพุ่งออกไปด้วยความเร็วราวกับลูกธนู ทันทีที่มันพุ่งเข้าใส่พุ่มไม้ เสียงหนึ่งก็ดังขึ้น
"ลงมือ!"
ฟึ่บ! ฟึ่บ! ฟึ่บ!
เงาร่างสามสายพุ่งออกมาจากพุ่มไม้แทบจะพร้อมกัน ตรงเข้าหาหลี่ซวนทันที เมื่อเห็นใบหน้าของทั้งสาม หลี่ซวนก็จำได้ในทันที 'คนในโรงเตี๊ยม...' เขาคิดในใจ
...
เมื่อทั้งสามเข้ามาใกล้ บุรุษร่างอ้วนอย่างเจี้ยนผิงก็หยิบยันต์ใบหนึ่งออกมา ก่อนขว้างใส่หลี่ซวนทันที
"โธ่เว้ย! ยันต์ระเบิดใบนี้ราคาแพงมากนะ! หากในตัวเจ้าไม่มีของมีค่าพอ วันนี้ข้าคงนอนไม่หลับแน่!"
ในเวลาเดียวกัน เทียนหมิงก็สะบัดข้อมือ มีดสั้นอาบพิษพุ่งออกไปอย่างเงียบเชียบ ส่วนเกาอี้เฉิน... กลับหายตัวไปจากตำแหน่งเดิมโดยไม่รู้ตั้งเต่เมื่อใด
...
หลี่ซวนเห็นทุกอย่างชัดเจน แม้ดวงตาจะกลับคืนสู่สภาพปกติ แต่ประสบการณ์จากการต่อสู้กับสัตว์อสูรบวกกับระดับของเขาในตอนนี้ ทำให้เขามองการโจมตีของทั้งสองได้ทัน เขาไม่ได้เลือกถอย แต่กลับเลือกพุ่งเข้าหาทั้งสองคนตรงหน้าอย่างแน่วแน่
เขาไม่ได้คิดซับซ้อน เพียงเชื่อว่าการเข้าไปถึงตัวศัตรูให้เร็วที่สุด คือวิธีจบการต่อสู้ที่ดีที่สุด
"ในเมื่อพวกเจ้าปาของใส่ข้า... เช่นนั้นข้าก็จะพุ่งเข้าหาพวกเจ้า!"
ตูม!
ไอวิญญาณรวมตัวอยู่ที่ขาทั้งสอง ร่างของเขาพุ่งออกไปราวกับลูกธนู ยันต์ระเบิดและมีดพิษเฉียดร่างของเขาไปเพียงเส้นผม
ตูม!!
เสียงระเบิดดังสนั่นอยู่ด้านหลัง เปลวเพลิงและแรงอัดกวาดทำลายพื้นดินจนแตกร้าว ส่วนมีดพิษก็ถูกแรงระเบิดซัดกระเด็นหายไป
...
เทียนหมิงและเจี้ยนผิงถึงกับตกใจ พวกเขาคิดมาแล้วว่า หลี่ซวนจะต้องถอยหนีเพื่อหลบยันต์ระเบิด จึงปล่อยให้เกาอี้เฉินอ้อมไปด้านหลังเตรียมโจมตี แต่ไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะพุ่งเข้ามาหาพวกตนโดยตรง
อย่างไรก็ตาม ทั้งสองก็เตรียมแผนสำรองไว้แล้ว พวกเขาหยิบโล่เหล็กวิญญาณขึ้นมาคนละอัน อันหนึ่งใหญ่ อีกอันเล็กกว่าเล็กน้อย แม้ขนาดต่างกัน แต่ล้วนถูกสร้างขึ้นให้เหมาะกับรูปร่างของผู้ใช้
เป้าหมายของทั้งสองมีเพียงอย่างเดียว ถ่วงเวลา... เพื่อรอให้เกาอี้เฉินโจมตีจากด้านหลัง
...
เมื่อเห็นเช่นนั้น หลี่ซวนกลับยิ้มมุมปาก ตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา แม้เขาจะไม่เคยต่อสู้กับผู้บำเพ็ญมาก่อน แต่เขากลับผ่านการต่อสู้กับสัตว์อสูรมานับไม่ถ้วน สัตว์อสูรสายป้องกันก็เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นเต่าสองหัวหรืออสูรเกราะหิน เขาล้วนเคยรับมือมาแล้ว โล่เพียงสองอัน... ยังไม่ทำให้เขาหวั่นเกรง
เขาโคจรไอวิญญาณเข้าสู่กำปั้น พร้อมปลดปล่อยจิตสัมผัสออกไปเพื่อค้นหาจุดอ่อนของโล่ทั้งสอง หวังทำลายมันในการโจมตีเพียงครั้งเดียว ทว่าในเสี้ยววินาทีนั้นเอง... หัวใจของหลี่ซวนก็พลันสะดุ้ง
'เดี๋ยวก่อน... เมื่อครู่มีสามคน!'
จิตสัมผัสของเขาจับได้ถึงคลื่นพลังอันรุนแรงจากด้านหลัง เขารีบหันกลับไปทันที ก็พบว่า... เกาอี้เฉินกำลังเหวี่ยงขวานยักษ์ลงมาจากด้านบน คมขวานอาบไปด้วยไอวิญญาณมหาศาล พร้อมฟันลงมาอย่างสุดกำลัง
ในเวลาเดียวกัน เทียนหมิงและเจี้ยนผิงเห็นดังนั้นก็ขว้างโล่เหล็กทั้งสองอันออกมาพร้อมกัน ปิดทางหลบทุกด้าน หลี่ซวนเหลือบมองเพียงครั้งเดียว เขารู้ทันทีว่า... คราวนี้หลบไม่ได้
เขาจึงกัดฟัน ฉับพลันไอวิญญาณทั้งหมดรวมตัวเป็นเกราะวิญญาณเบื้องหน้า รับการโจมตีเต็มกำลัง
เกาอี้เฉินเองก็ไม่คิดออมมือ เขาระเบิดไอวิญญาณทั้งหมดเข้าสู่ขวาน ก่อนฟันลงมาเต็มแรง
ฟึ่บ! ตูม!!!
เสียงปะทะดังกึกก้องไปทั่วป่า ร่างของหลี่ซวนกระเด็นออกไปทันที ทะลุต้นไม้สามถึงสี่ต้น เศษไม้และฝุ่นดินฟุ้งกระจายไปทั่วบริเวณ ส่วนโล่เหล็กทั้งสองอัน เกาอี้เฉินใช้ด้ามขวานรับแล้วต้านมันไว้โดยไม่ขยับ แล้วก็ส่งกลับไปให้เจ้าของ
เทียนหมิงถอนหายใจ "ดูเหมือนจะจบแล้ว... สมกับเป็นพี่อี้จริง ๆ"
เจี้ยนผิงเองก็เช็ดเหงื่อ "ฟู่... ทำเอาข้าตกใจไม่น้อย เจ้าเด็กนี่ดันพุ่งเข้ามาจริง ๆ ยันต์ระเบิดของข้าสูญเปล่าเสียแล้ว"
เกาอี้เฉินหัวเราะเบา ๆ "ของแค่นั้น... ใช้หินวิญญาณไม่กี่ก้อนก็ซื้อใหม่ได้ เมื่อครู่ข้าฟันลงไปเต็มแรง มันน่าจะตายไปแล้ว ไปเก็บผลึกอสูรของมันกันเถอะ"
สิ้นเสียง ทั้งสามก็เดินตรงไปยังจุดที่หลี่ซวนกระเด็นไป ทว่าเพียงเดินได้ไม่กี่ก้าว สีหน้าของทั้งสามก็แข็งค้าง เพราะเบื้องหน้า... หลี่ซวนค่อย ๆ ลุกขึ้นยืน
เสื้อผ้าของเขาขาดวิ่นไปเล็กน้อย มีเพียงเลือดที่มุมปากไหลออกมา
"เป็น... เป็นไปไม่ได้!" ทั้งสามอุทานออกมาพร้อมกัน พวกเขาเห็นกับตาว่าขวานเมื่อครู่ฟันลงไปเต็มแรง ต่อให้เป็นผู้บำเพ็ญระดับลมปราณแรกเริ่มขั้นกลางสูงสุด อย่างน้อยก็ควรบาดเจ็บสาหัส หรือไม่ก็ตายคาที่ แต่ชายหนุ่มเบื้องหน้ากลับเพียงได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย
หลี่ซวนบิดคอเบา ๆ ก่อนกล่าวด้วยรอยยิ้มบาง "น่าสนใจ... พวกเจ้ามีเล่ห์เหลี่ยมมากกว่าสัตว์อสูรที่ข้าเคยต่อสู้มาจริง ๆ"
แม้แขนทั้งสองข้างของเขาในตอนนี้จะยังคงชาอยู่ ส่วนภายในลำตัวก็ยังจุกแน่นจากแรงกระแทกเมื่อครู่ ทว่าแรงกระแทกทั้งหมดจากการโจมตีของเกาอี้เฉิน ถูกเกราะวิญญาณรับเอาไว้จนแตกสลายไปทั้งหมด คงไม่อาจใช้โล่วิญญาณได้อีกระยะหนึ่ง ทว่าหลี่ซวนหาได้ใส่ใจไม่ เขาเพียงยกมือเช็ดเลือดที่มุมปาก สีหน้าเข้มขรึม ก้าวออกมาทีละก้าว
"แต่ในเมื่อพวกเจ้าต้องการสังหารข้า... เช่นนั้นก็จงเตรียมใจไว้ให้ดี... เพราะวันนี้ ผู้ที่ต้องโดนสังหาร อาจเป็นพวกเจ้า" เสียงของเขาเรียบเฉย ทว่าทำให้คนที่ได้ยินขนลุก
สิ้นเสียง... ดวงตาสีฟ้าคู่นั้นก็แปรเปลี่ยนเป็นสีครามเข้มอีกครั้ง แสงสีครามส่องวาบอยู่ภายในดวงตา ราวกับปลุกพลังบางอย่างให้ตื่นขึ้น ปฏิกิริยาของร่างกายเพิ่มขึ้นกว่าปกติถึงครึ่งเท่า ไอวิญญาณจำนวนมหาศาลพลันไหลทะลักออกจากห้วงลมปราณ ห่อหุ้มแขนและขาทั้งสองข้างอย่างหนาแน่น ออร่าที่แผ่ออกมาทำให้สีหน้าของทั้งสามเปลี่ยนไปทันที
ยังไม่ทันที่พวกเขาจะตั้งตัว... ร่างของหลี่ซวนก็หายไปจากจุดเดิมราวกับไม่เคยยืนอยู่ตรงนั้น
ตูม!
พื้นดินใต้ฝ่าเท้าแตกกระจาย เจี้ยนผิงรีบยกโล่ขึ้นตั้งรับ เทียนหมิงชักกระบี่ออกจากฝักอย่างรวดเร็ว ส่วนเกาอี้เฉินกำขวานยักษ์ไว้แน่น เตรียมฟันสวนทันทีที่หลี่ซวนปรากฏตัว แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับเหนือความคาดหมายของทุกคน
ฟึบ!
ร่างของหลี่ซวนปรากฏขึ้นตรงหน้าเทียนหมิงในพริบตา สายตาของเขากวาดมองกระบี่ในมืออีกฝ่าย ก่อนยิ้มบาง ๆ
"กระบี่ของเจ้าดูไม่เลว... ข้าขอรับไว้ก็แล้วกัน"
"เจ้า!" เทียนหมิงตะโกนเสียงดัง ก่อนฟันกระบี่ลงสุดแรง ทว่าความเร็วของเขากลับไม่อาจตามการเคลื่อนไหวของหลี่ซวนได้ทัน เพียงพริบตาเดียว หลี่ซวนก็เบี่ยงตัวหลบ พร้อมใช้สันมือฟาดลงบนข้อมือของเทียนหมิงอย่างแม่นยำ
ปัง!
กระบี่หลุดกระเด็นออกจากมือทันที ยังไม่ทันที่เทียนหมิงจะร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด หลี่ซวนก็หมุนตัว เตะเข้าที่ลิ้นปี่ของอีกฝ่ายเต็มแรง แล้วเก็บกระบี่ที่กำลังหล่นมา
ตูม!
ร่างของเทียนหมิงลอยกระเด็นไปชนต้นไม้ใหญ่หลายต้น ก่อนร่วงลงกับพื้น เลือดกระอักออกจากปาก
ภาพทั้งหมดเกิดขึ้นรวดเร็วเกินไป เจี้ยนผิงและเกาอี้เฉินแทบมองตามไม่ทัน พวกเขาเห็นเพียงเทียนหมิงเป็นฝ่ายฟันออกไป ทว่าชั่วพริบตาต่อมา กลับถูกเตะจนกระเด็นหมดสภาพการต่อสู้
หลี่ซวนสะบัดกระบี่ในมือเบา ๆ "ต่อไป..."
แม้เขาจะไม่เคยฝึกวิชากระบี่มาก่อน ทว่าเมื่อกระบี่มาอยู่ในมือ สัญชาตญาณแห่งการต่อสู้ของเขาราวกับค่อย ๆ ถูกปลุกขึ้น ตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา เขาต่อสู้กับสัตว์อสูรนับไม่ถ้วน แม้ไม่เคยจับกระบี่จริงจัง แต่ร่างกายกลับตอบสนองราวกับเข้าใจวิธีใช้อาวุธชนิดนี้โดยธรรมชาติ ภายในใจของเขาไม่ได้หวาดกลัวแม้แต่น้อย กลับรู้สึกตื่นเต้นกับการต่อสู้ครั้งนี้เสียด้วยซ้ำ
ฟึบ!
หลี่ซวนพุ่งตรงเข้าใส่เจี้ยนผิงทันที เมื่อเห็นดังนั้น เจี้ยนผิงก็คำราม ก่อนใช้โล่เหล็กฟาดเข้าใส่เต็มแรง แต่ก่อนที่โล่จะกระแทกถึงตัว หลี่ซวนกลับหยุดฝีเท้ากะทันหัน โล่จึงพุ่งผ่านหน้าเขาไปเพียงคืบเดียว
"แย่แล้ว!" เจี้ยนผิงหน้าเปลี่ยนสีทันที เพราะแรงเหวี่ยงของโล่ทำให้ร่างของเขาเปิดช่องว่างทั้งหมด
หลี่ซวนอาศัยจังหวะนั้นพุ่งอ้อมไปด้านข้าง ไอวิญญาณไหลเข้าสู่กระบี่ในมือ คมกระบี่ส่งเสียงสั่นเบา ๆ เขากำลังจะฟันลงใส่เจี้ยนผิง ทว่าในขณะนั้นเอง เสียงลมฉีกอากาศก็ดังขึ้นจากด้านหลัง
หวืด! ขวานยักษ์ของเกาอี้เฉินฟันลงมาสุดกำลัง
"ตายเสีย!" เกาอี้เฉินคำราม
ทว่าหลี่ซวนเพียงเหลือบมองด้านหลัง ก่อนยิ้มมุมปาก "ยังใช้กลอุบายเดิมอีกหรือ"
ทันใดนั้น ดวงตาของเขาก็เปลี่ยนเป็นสีครามเข้มเป็นครั้งที่สาม โลกทั้งใบพลันเชื่องช้าลงในสายตาของเขา เขาเบี่ยงตัวหลบคมขวานได้อย่างหวุดหวิด พร้อมหมุนกายสวนกลับในจังหวะเดียว
ฉัวะ! คมกระบี่ที่อัดแน่นด้วยไอวิญญาณฟันผ่านแขนขวาของเกาอี้เฉินอย่างไร้แรงต้าน แขนทั้งแขนหลุดกระเด็นออกจากบ่า เลือดสดพุ่งทะยานขึ้นกลางอากาศ
"อ๊ากกกกกก!!" เสียงร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวดดังก้องไปทั่วผืนป่า เกาอี้เฉินทรุดลงกับพื้น ใช้มืออีกข้างกุมบาดแผลไว้แน่น ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวดและไม่อยากเชื่อ
เขาไม่เคยคาดคิดมาก่อน... เพียงเวลาไม่กี่ลมหายใจ ผู้ล่าที่วางแผนมาอย่างดี กลับกลายเป็นเหยื่อเสียเอง