ยามนี้ความวุ่นวายโกลาหลแผ่ซ่านลุกลามไปทั่วเมืองัรุ่งโรจน์ ถึงแม้ว่าพวกสัตว์อสูรฟ้าดินของพรรคหมื่นมารที่ออกอาละวาดจะถูกสังหารไปหลายตัว ทว่า..พวกมันกลับมิได้ลดน้อยลงเลย..
"ท่านเ้าสำนักพวกเราจะทำเช่นไรกันดี เ้าหนอนแมลงเหล่านี้ยังปรากฏออกมาเรื่อย ๆ ราวกับว่าพวกมันมีจำนวนไม่จำกัด.." ชายวัยกลางคนผู้ถือกระบี่ในมือเล่มหนึ่งได้เอ่ยถามขึ้น วู่เทียนหลางเองก็นิ่งเงียบไปเล็กน้อย ก่อนที่มันจะกล่าวตอบ "เมื่อดูจากการเคลื่อนไหว และจำนวนที่มากมายขนาดนี้ ข้าคิดว่าจะต้องมีคนของพรรคหมื่นมาร แฝงตัวควบคุมพวกมันอยู่ในเมืองเป็แน่ พวกเ้าจงฟังคำสั่งข้า จงไปตามหามันผู้นั้น แล้วจัดการซะ เมื่อสัตว์อสูรเหล่านี้ก็จะล่าถอยไปเอง.."
พอเหล่าลูกศิษย์ และอาจารย์ฝ่ายต่าง ๆ ในสำนักได้ยินคำสั่งของ วู่เทียนหลาง พวกมันจะยกสองมือประสาน ก่อนจะขานรับ และแยกย้ายกันออกไปตามหาคนของพรรคหมื่นมารผู้นั้น
"เ้าก็ไปด้วยเถิดเทียนเจิง ไม่ต้องห่วงตาแก่เช่นข้าหรอก ยามนี้หาคนของพรรคมารสำคัญกว่า.." วู่เทียนหลางหันไปหาเทียนเจิง ที่ยังดูลังเลไม่กล้าทิ้งเ้าสำนักาุโของมันไป แต่เมื่อเป็คำสั่งมันจึงต้องทำตาม
"ครั้งนี้พรรคหมื่นมารเหิมเกริมยิ่งนัก คงเพราะมันเห็นว่าในการทดสอบหนนี้ มีผู้มีอำนาจในราชสำนักมารวมตัวกันมากมาย จึงได้ชิงลงมือ สร้างความวุ่นวาย ข้าเองก็มิได้เฉลียวใจ เพราะไม่คิดว่าพวกมันจะกล้าถึงเพียงนี้…" วู่เทียงหลางทอดถอนหายใจ และพึมพำออกมาเบา ๆ ควบคู่ไปกับการใช้สองนิ้วตวัดไปมากลางอากาศ เพื่อสังหารเ้าหนอนทมิฬั์มรณะ 12 ตัวรวดในชั่วพริบตาเดียว..
***
ตัดมาอีกด้านหนึ่ง ยามนี้จางิ่กำลังผู้คนมากมายด้วยพละกำลังอันมหาศาลของมัน พวกหนอนั์ ไม่สามารถทำอะไรเด็กหนุ่มผู้นี้ได้เลย แถมจางิ่ยังเล่นงานพวกมันคืนด้วยกำปั้นอันทรงพลัง จนร่างแหลกไปหลายต่อหลายตัว และดูเหมือนจะเป็โชคดีของจางิ่ด้วยกระมัง ที่พบเจอศัตรูประเภทเดียว แถวที่เขาอยู่ไม่ได้มีพวกแมลงวันกาฬหายนะ เพราะหากวัดกันที่พละกำลัง จางิ่เหนือกว่าเ้าแมลงวันอยู่หลายส่วน เรียกได้ว่ามันสามารถบี้ให้แหลกคามือจนเป็ฝุ่นธุลีเลยก็ว่าได้
ทว่า….ในทางกลับกัน หากเปรียบกันในเื่ของความเร็ว จางิ่ก็มิอาจเทียบพวกแมลงวันกาฬหายนะได้เช่นกัน และเมื่อมีพละกำลังมากมายแต่เล่นงานอีกฝ่ายไม่ได้ก็ย่อมไร้ความหมายแถม ตัวมัน และคนอื่น ๆ ที่กำลังปกป้อง อาจจะถูกพิษร้ายเล่นงานอีกด้วย นี่จึงถือว่าเป็โชคดีของจางิ่อย่างแท้จริง
"พวกท่านทุกคนมาหลบอยู่ด้านหลังข้า ไม่ต้องห่วง ไม่ต้องกลัวอันใดไป รับรองว่าปลอดภัยแน่นอน" จางิ่ยืดอกอย่างภาคภูมิก่อนที่มันจะประกาศออกมาเสียงดัง ซึ่งนั้นก็ทำให้คนมากมายรู้สึกอุ่นใจมาก ทว่า…ในยามนั้นก็พลันมีเสียงของคนสองคนดังขึ้น
"ไม่ได้นะเ้าคะนายท่าน ท่านจะออกไปไม่ได้ ให้บ่าวออกไปตามหาคุณหนูเถิด…!"
"เ้าจะบ้ารึ ไป๋ฟง..! ข้าเป็ถึงแม่ทัพใหญ่ของอาณาจักรนะ จะให้มามัวมุดหัวอยู่แบบนี้ได้อย่างไร และที่สำคัญนางเป็บุตรสาวเพียงคนเดียวของข้า หากข้าปล่อยให้นางเป็อะไรไป ข้าก็คงไม่คู่ควรกับตำแหน่งนี้อีกแล้ว ปล่อยข้า….อั๊ก..! แคก แคก..!"
ภาพที่จางิ่เห็นอยู่ในยามนี้ คือชายหญิงสองคนกำลังยื้อยุดฉุดดึงกัน ผู้หนึ่งเป็หญิงสาวแรกรุ่นหน้าตาน่ารัก สวมใส่ชุดสีขาว อายุอานามน่าจะพอ ๆ กับตัวมัน ส่วนอีกคนเป็ชายวัยกลางคนรูปร่างกำยำบึกบึน หน้าตาน่าเกรงขามดุดันไว้หนวดเครายาว มีรอยแผลเป็ที่คิ้วซ้าย สวมใส่ชุดเกราะของทหาร แต่เหมือนมันจะพังเสียหายเพราะโดนกระแทกอย่างแรง คงเป็ฝีมือของเ้าหนอนั์ไม่ผิดแน่ แถมตามเนื้อตัวของชายผู้นี้ก็ยังมีาแ มีรอยฟกช้ำเต็มไปหมด
และ เมื่อฟังจากที่ทั้งสองคนสนทนากัน จางิ่จึงได้ทราบว่า ชายกลางคนในชุดเกราะผู้นี้ก็คือ แม่ทัพใหญ่ของอาณาจักรที่มีนามว่า ซานกวน เฟยเย่ ส่วนเด็กสาวที่พยายามห้ามมันไว้มีนามว่า เหม่ยอิน นางมีฐานะเป็สาวใช้คนสนิทของ ซานกวน อี้เฟย หรือก็คือบุตรสาวเพียงคนเดียวของ ซานกวน เฟยเย่นั่นเอง…
ซานกวน เฟยเย่นั่นาเ็สาหัส แต่มันก็แค่นฝืนจะออกไปหา บุตรสาวเสียให้ได้ เหม่ยอิน ก็พยายามห้ามไว้ เพราะถ้า ซานกวน เฟยเย่เป็อะไรไปอีกคน เห็นทีหัวเดียวของนางคงไม่พอให้ตัดทิ้งเป็แน่ ทว่า…นางก็เป็แค่เด็กอ่อนแอผู้หนึ่งไหนเลย จะมีแรงรั้งแม่ทัพใหญ่ผู้นี้ไว้ได้นาน ทว่า..คงเป็ฟ้าลิขิตกระมัง เพราะในยามนั้น เหม่ยอิน หันมาเห็น จางิ่พอดี นางเลยรีบมาขอร้องให้มันออกไปตาม ซานกวนอี้เฟย แทน ซานกวน เฟยเย่
"คุณชายท่านได้โปรดออกไปช่วยคุณหนูของข้าด้วยเถิด ท่านจะให้ข้าทำสิ่งใดข้าก็ยอมทั้งนั้น.." เหม่ยอินยกสองมือประสาน และกำลังจะคุกเข่าลงต่อหน้าจางิ่ แต่นางก็โดนจางิ่จับตัวไว้เสียก่อน
"เ้าไม่ต้องทำเช่นนี้ ลุกขึ้น…ลุกขึ้นเถิด…"
"ท่านจะไปช่วยคุณหนูของข้าใช่หรือไม่…" เหม่ยอินเอ่ยถามซ้ำอีกครั้งด้วยสีหน้าเป็กังวล จางิ่จะส่งยิ้มบาง ๆ ให้นางก่อนจะพยักหน้ารับ "แน่นอน ไว้ใจข้าเถิด เ้ากับท่านแม่ทัพ ไม่ต้องห่วงข้าจะต้องพานางกลับมาอย่างปลอดภัยแน่นอน ว่าแต่ว่า คุณหนูของเ้าหน้าตาเป็ไร หรือสวมใส่เสื้อผ้าสีไหน เมื่อพบข้าจะได้ทราบว่าเป็นาง"
"นางเป็สตรีที่น่าจะอายุ พอ ๆ กับท่าน ใบหน้านางสวยสดงดงามราวกับเทพธิดา ผิวขาวดุจหิมะยามเช้า วันนี้นางสวมใส่อาภรณ์สีชมพูอ่อน อ้อ บนศีรษะมีปิ่นสีทองรูปดอกไม้ปักอยู่ด้วย..เมื่อท่านเห็นก็จะรับรู้ได้ทันทีว่าเป็คุณหนูของข้า…"
เมื่อสาวใช้เหม่ยอินกล่าวจบ จางิ่ก็พยักหน้ารับอย่างแช่มช้า ก่อนที่มันจะพุ่งทะยานออกไปจากที่หลบซ่อนตรงนั้น มันคลายกังวลกับผู้คนตรงนี้ไปหลายส่วนแล้ว เนื่องจากพวกหนอนั์ที่อาละวาดอยู่ก่อนหน้าถูกสังหารไปจนหมด บวกกับมีคนของสำนักปราณพิทักษ์ฟ้ามาสมทบ จางิ่จึงเบาใจ และสามารถไปตามหา ซานกวน อี้เฟ่ยได้อย่างหมดห่วง..
ในขณะเดียวกัน ทางฝั่งตะวันตกนอก สำนัก วู่เทียนหลางก็กำลังรับมือกับพวกสัตว์อสูรฟ้าดินของพรรคหมื่นมารตามลำพัง เขามิมีท่าทีว่าจะเหนื่อยอ่อน หรือ เรี่ยวแรงตกลงไปเลยสักนิด แม้ว่าจะต่อสู้มาหนึ่งชั่วยาม แล้วก็ตาม แถมแถวที่มันอยู่ยามนี้ก็ปราศจากผู้คนแล้วด้วย วู่เทียนหลางจึงมิต้องห่วงหน้าพะวงหลังอันใดอีก ทว่า…หลังจากที่เป็เช่นนั้นอยู่สักพัก จู่ ๆ หูของมันก็แว่วยินเสียงร้องดังมาแต่ไกล
"หือ..? ยังมีคนหลงเหลืออยู่อีกกระนั้นรึ น่าแปลกยิ่งนัก" วู่เทียนหลางขมวดมุ่นคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะใช้มือลูบเคราขาวยาว จากนั้นจึงพลันใช้ปลายเท้าดีด ตัวพุ่งปราดไปหาเสียงที่ว่าทันที
ครั้นมาถึงก็ได้พบกับคน 3 คนกำลังนั่งก้นจ้ำเบ้าอยู่บนพื้นดินด้วยท่าทางหวาดกลัว เพราะพวกมันกำลังจะโดนเ้าหนอนั์เล่นงาน วู่เทียนหลางไปรอช้ารีบพุ่งทะยานขึ้นไปบนท้องฟ้าก่อนจะพลันสะบัดชายเสื้อหนึ่งครั้งไปยังทิศที่เ้าหนอนั์อยู่ เพียงแค่พริบตาเดียวร่างของเ้าสัตว์อสูรมหึมาตัวนั้น ก็ขาดเป็สองท่อนตายในทันที
จากนั้นวู่เทียนหลางจึงพลิ้วกายลอยลงมา 3 คนตรงนั้น คนหนึ่งเป็ชายรูปร่างอ้วนท้วน ดวงตาเล็กตี่จนแทบจะมองไม่เห็น อีกคนเป็เด็กหญิงตัวเล็กสวมใส่เสื้อผ้าขาด อายุอานามน่าจะไม่เกิน 8 ขวบปีเห็นจะได้ ส่วนอีกคนเป็หญิงสาวรูปร่างสูงโปร่งผมดำขลับ อายุน่าจะไม่เกิน 30 ปี แต่งกายคล้าย ๆ กันกับเด็กหญิง อนุมานได้ว่าพวกมันคงจะเป็พ่อแม่ลูกกันเป็แน่
เมื่อรอดชีวิตมาได้อย่างหวุดหวิดสองผัวเมียก็โขกศีรษะขอบคุณวู่เทียนหลางเป็การใหญ่ ส่วนบุตรสาวคนเล็กของพวกมันนั้นวิ่งตรงเข้ามา กอดขาของ ปรมาจารย์าุโไม่ยอมปล่อย
ทีแรกวู่เทียนหลางก็คิดว่าพวกมันคงจะปลาบปลื้มดีใจที่รอดชีวิตมาได้ ทว่า…มันก็ชักเริ่มรู้สึกแปลก ๆ ขึ้นมาบ้างแล้ว เพราะเด็กหญิงที่กอดขามันอยู่นั้น นางกอดแรงขึ้น แถมไม่ยอมปล่อย เ้าสองผัวเมียตรงหน้าก็มิยอมห้ามปรามบุตรสาว ได้แต่โขกหัวไปเรื่อย ๆ วู่เทียนหลางเห็นท่าไม่ดี แต่ก็ไม่รู้ควรจะทำเช่นไรต่อ ทว่า…ในยามนั้นเองเสียงของใครบางคนก็ร้องดังขึ้น
"หือ..? นั้นมันผู้าุโนี่ ไม่สิข้าต้องเรียกว่า ท่านเ้าสำนัก ถึงจะถูกสินะ.." ห่าวหรานนั้นเอง มันต่อสู้กับพวกสัตว์อสูรฟ้าดิน พร้อมกับตระเวนหาผู้ที่ยังหลงเหลือในเมืองมาเรื่อย ๆ จนในที่สุด ก็ได้มาเจอเข้ากับวู่เทียนหลางซึ่งอยู่ตรงนี้...
จบบทที่ 19