เศษบุปผา :พลิกชะตาบุปผาพร่างพราว (จบ)

    เล่มที่ 2 บทที่ 50 ยังจำสถานะตัวเองได้อยู่หรือไม่?

            เฉินจิ้งโหรวหันขวับทันใดก่อนเจอเข้ากับใบหน้าคล้ายกำลังยิ้มของเฉินจิ้งเจียรอยยิ้มแต่เดิมแข็งทื่ออย่างควบคุมไม่อยู่เช่นกัน

            ขณะนางกำลังเตรียมโต้กลับจ้าวอี๋เหนียงที่อยู่ห่างถัดไปพลันปรี่เข้ามาทันที

            แม้เพิ่งผ่านการป่วยหนักมาหากแต่จ้าวอี๋เหนียงกลับเข้าใจความสำคัญของงานเช่นนี้เป็นอย่างดีใบหน้าแต่งแต้มด้วยชาดสีบางชั้นหนึ่ง เพื่อปกปิดความซีดเซียวทั้งยังไม่ให้ฉูดฉาดเกินควรอีกด้วย

            “โหรวเอ๋อร์ไฉนถึงพูดเช่นนี้กับคุณหนูใหญ่เล่า!” นางมองเฉินจิ้งเจียด้วยรอยยิ้มประดับหน้าตำหนิเฉินจิ้งโหรวไปครู่หนึ่ง

            ไม่คอยให้เฉินจิ้งโหรวทันโต้กลับจ้าวอี๋เหนียงก็ลากนางไปทันใดโดยไม่หันมองเฉินจิ้งเจียอีกต่อไป

            “เอ๋วันนี้ถือว่าพวกนางรู้ความเลยทีเดียวมิได้เอาแต่เดินเตร่ขนาบข้างเจียเอ๋อร์ตลอดเวลา”

            เฉินอี้เหอที่เฝ้าสังเกตทางเฉินจิ้งเจียเช่นกันนั้นครั้นเห็นภาพเบื้องหน้าก็เป็นอันแสยะยิ้มกล่าวเย้ยหยันไปหนหนึ่ง

            เขาคิดเอาง่ายๆเช่นนี้ หากแต่เผยฉางชิงข้างกายเขากลับไม่คิดเช่นนั้น

            สิ่งใดผิดปกติย่อมมีผีวันนี้พวกนางเปลี่ยนแบบวิธีต่างจากที่ผ่านมาเกรงว่าในใจคงวางแผนร้ายอะไรบางอย่างอยู่สินะ?

            “ท่านแม่ทัพเฉิน”เผยฉางชิงเอ่ยปากเรียกเฉินอี้เหอข้างๆ“ระยะนี้คงต้องจับตาดูสองแม่ลูกคุณหนูรองให้ดีขอรับ วันนี้พวกนางผิดแปลกไปจากปกติย่อมมิได้รู้ความง่ายดายขนาดนั้นแน่นอนขอรับ”

            รอยยิ้มประดับมุมปากเมื่อครู่จางลงในชั่วพริบตาดวงตาเฉินอี้เหอมองจ้าวอี๋เหนียงและเฉินจิ้งโหรวที่เพิ่งเร้นจากไปอีกครั้งพวกนาง...จะหาญกล้าเพียงนั้นเชียวหรือ?

            แม้นในใจไม่คิดเช่นนั้นทว่าเมื่อนึกถึงสิ่งที่เฉินจิ้งเจียบอกเขา เกี่ยวกับสาเหตุการตายของท่านแม่...

            “ข้าเข้าใจแล้ว”เฉินอี้เหอมุ่งมั่นตั้งใจขึ้นอย่างมิได้มีให้เห็นบ่อยเดินออกนอกวัดอันเหรินไปด้วยสีหน้าเยือกเย็นขีดสุดบางเรื่องเขาจำต้องจัดการวางแผนสักครู่

            เฉินจิ้งเจียกลับเรือนพักแล้วยังไม่ทันหย่อนก้นนั่งพักสักครู่ หนานจือก็ยู่ปากมุ่งเดินเข้ามา “คุณหนูว่าที่เขยรออยู่ข้างนอก บ่าวเชิญเข้ามาเขาก็ไม่ฟังบอกว่ากลัวทำลายชื่อเสียงคุณหนูเจ้าค่ะ”

            ทำลายชื่อเสียงนาง? เฉินจิ้งเจียพลันหัวเราะขึ้นทันใด “นับว่าเป็นหนอนหนังสือทีเดียว”

            ทำเอานางรู้สึกสงสัยขึ้นบ้างแล้วว่าเผยฉางชิงในชาติก่อนนั้นแรกเริ่มเป็นเช่นนี้หรือไม่? แล้วตัวเขาหลังจากนั้นกลายเป็นขุนนางโหวแห่งอันกั๋วผู้เหี้ยมโหดเช่นนั้นได้อย่างไรกัน?

            เฉินจิ้งเจียคิดไปพลางสาวเท้าออกข้างนอกกระทั่งเห็นดวงหน้าใสได้รูปของเผยฉางชิงแล้วก็ยังคิดอยากมองหาเค้าลางของขุนนางโหวแห่งอันกั๋วในชาติก่อนจากชายเบื้องหน้าอยู่ดี

            “ท่านมาหาข้ามีเรื่องอันใดหรือ?” เฉินจิ้งเจียถาม

            เผยฉางชิงเดินเข้ามาสองก้าว“วันนี้ข้าเห็นจ้าวอี๋เหนียงและคุณหนูรองมิได้มาพัวพันกับเจ้ามากมายนักแล้วก็จากไป”

            “อืมบางทีพวกนางอาจกลัวกระมัง” เฉินจิ้งเจียหาได้ใส่ใจ ตอบกลับส่งๆ

            หากแต่เผยฉางชิงกลับส่ายหน้า“มิใช่เช่นนั้น เจียเอ๋อร์คงรู้จักคำว่าสิ่งใดผิดปกติย่อมมีผีใช่หรือไม่? ยามนี้อาการป่วยของจ้าวอี๋เหนียงก็หายดีแล้วเรื่องราวที่เฉินจิ้งโหรวก่อไว้ก็ไม่ส่งผลกระทบใดๆ แล้วเช่นนั้นเหตุใดพวกนางถึงหลีกเลี่ยงเจ้ากัน?”

            เรื่องที่กำลังพูดนี้เฉินจิ้งเจียเองก็ทราบดีอยู่แก่ใจ เพียงแต่เรื่องภายในหลังเรือนนั้นนางมิอยากให้เผยฉางชิงเข้ามาพัวพันด้วยก็เท่านั้น

            ไม่คอยให้เฉินจิ้งเจียทันปริปากเผยฉางชิงหยัดยิ้มมุมปากขึ้นทันใด “เรื่องนี้ข้าคุยกับท่านแม่ทัพเฉินแล้วเขาจะคอยสังเกตให้เจ้าเอง...”

            ครั้นเอ่ยถึงตรงนี้เผยฉางชิงชะงักไปชั่วครู่ “เจ้าเองก็ต้องระวังตัวด้วย”

            เฉินจิ้งเจียตะลึงค้างในบัดดลเงยหน้ามองเผยฉางชิงทันควัน หากแต่อีกฝ่ายกลับหันกายเร้นจากไปแล้วทิ้งไว้เพียงแผ่นหลังผอมบางไว้แก่สายตา

            .....

            ภายในเรือนพักน้อยของเฉินจิ้งโหรวจ้าวอี๋เหนียงกำลังนั่งจิบชาอย่างสงบอยู่ข้างนาง

            เฉินจิ้งโหรวหน้าตาบึ้งตึงไม่พอใจเต็มประดา“ท่านแม่ ไยท่านต้องลากข้ามาด้วย? ท่านไม่เห็นหรือว่าเมื่อครู่เฉินจิ้งเจียทำสีหน้าอย่างไร!”

            ตัวนางในตอนนี้แค่พูดถึงเฉินจิ้งเจียก็เกรี้ยวกราดประหนึ่งแมวพองขนแล้ว แม้แต่สีหน้ายังควบคุมความดุร้ายไว้ไม่อยู่

            ถ้วยชาในมือจ้าวอี๋เหนียงกระแทกโต๊ะอย่างแรงส่งเสียงดังลั่นเสียดแก้วหู ทำเอาแม้แต่เฉินจิ้งโหรวยังตะลึงงันไปเช่นกัน

            “ท่านแม่?”

            จ้าวอี๋เหนียงหันมองเฉินจิ้งโหรวรอยยิ้มอ่อนโยนที่เคยประดับหน้าเสมอมาแปรเปลี่ยนเป็นความดุดันขีดสุด “โหรวเอ๋อร์เจ้าคงรู้ดีว่าสถานะของเจ้าตอนนี้เป็นอย่างไรใช่หรือไม่?”

            ความดุดันแสนกะทันหันนี้ทำเอาเฉินจิ้งโหรวระวังตัวขึ้นทันใดประหนึ่งหวนคืนไปยามเด็กอีกครั้งยามถูกจ้าวอี๋เหนียงปฏิบัติต่อนางอย่างเข้มงวดอีกครั้ง

            “ข้าข้าเป็น...คุณหนูรองของจวนป๋อชางโหวเจ้าค่ะ” แม้แต่น้ำเสียงยังอ่อนลงหลายส่วน

            ครานี้สิ่งที่กระแทกโต๊ะหาใช่ถ้วยชาอีกต่อไปแต่เป็นฝ่ามือของจ้าวอี๋เหนียงแทน “เจ้าจำได้แค่ว่าเป็นคุณหนูรองแต่ลืมไปแล้วหรือว่าเจ้าเป็นลูกอนุ?”

            ทันใดนั้นนางขึ้นเสียงดังลั่นทำเอาเฉินจิ้งโหรวกระบอกตาแดงก่ำแน่นอนว่านางรู้เต็มอกว่าตนเป็นลูกอนุ แต่นางไม่อยากยอมรับสถานะนี้สักหน่อย

            “ท่านแม่ท่านหมายถึงท่านจะ...” ไม่ช้าจะถูกแต่งตั้งเป็นฮูหยินแล้ว

            “นั่นเป็นเรื่องหลังจากนี้ทว่ายามนี้เจ้ายังเป็นลูกอนุ ก็ทำตัวให้สมกับเป็นลูกอนุของเจ้าเสีย!”จ้าวอี๋เหนียงตัดบทเฉินจิ้งโหรวทันที

            เฉินจิ้งโหรวดวงตาแดงก่ำมองจ้าวอี๋เหนียงตรงหน้าด้วยความรู้สึกแปลกไป

            จ้าวอี๋เหนียงในความทรงจำนางนั้นมักประดับยิ้มอ่อนโยนอยู่เสมอไม่ว่านางจะพูดหรือทำอะไรก็ตาม ล้วนแล้วแต่ช่วยเหลือนางทั้งสิ้น

            “ท่านแม่ซูชื่อตายไปแล้ว เหตุใดเราถึงยังต้องเจียมเนื้อเจียมตนถึงเพียงนี้อีก? ท่านมิได้บอกว่าเฉินจิ้งเจียมิได้แกร่งพอให้เกรงกลัวหรือไร?” เฉินจิ้งโหรวถามอย่างไม่เข้าใจ

            นางไม่อยากคิดถึงเรื่องตอนเด็กไม่อยากนึกถึงช่วงเวลาที่ไม่ว่าจะทำอะไรก็ต้องเชื่อถ้อยฟังคำอีกนางอยากเป็นบุตรสาวเอก อยากกลายเป็นคุณหนูที่ยอดเยี่ยมที่สุดของจวนป๋อชางโหว!

            “ใช่ที่จริงแล้วข้าก็คิดว่าเฉินจิ้งเจียไม่น่าเกรงกลัวแต่อย่างใดแต่คาดไม่ถึงว่าการตายของซูชื่อจะทำให้นางเติบโตขึ้นในชั่วพริบตาขนาดนี้”

            จ้าวอี๋เหนียงเอ่ยอย่างเริ่มรู้สึกเสียใจหากรู้ตั้งแต่แรกว่าจะเป็นเช่นนี้ คงทำให้เฉินจิ้งเจียตายก่อนแล้วค่อยส่งซูเหยาตามไป

            นางพูดไปพลางมองเฉินจิ้งโหรว“เจ้ายังไม่เข้าใจอีกหรือ? หลังจากซูชื่อตายเราเสียเปรียบเฉินจิ้งเจียมากี่คราแล้ว? หากเจ้ายังไม่เข้าใจข้าว่าตำแหน่งบุตรสาวเอกนี่ก็คงไม่ต้องยื้อแย่งใครแล้วล่ะ!”

            เฉินจิ้งโหรวสะท้านค้างทันตาจ้าวอี๋เหนียงพูดเองชัดๆ ว่า หลังจากซูชื่อตาย นางจะได้แต่งตั้งเป็นฮูหยินกลายเป็นนายหญิงแห่งจวนป๋อชางโหวและลูกสาวนางเฉินจิ้งโหรวจะไม่ใช่คุณหนูลูกอนุอีกต่อไปทว่าจะมีศักดิ์ดั่งเฉินจิ้งเจีย เป็นบุตรสาวเอกผู้เป็นประจักษ์ไร้มลทิน!

            ครั้นเห็นท่าทีของนางน้ำเสียงจ้าวอี๋เหนียงจึงอ่อนลง “โหรวเอ๋อร์เจ้ายังจำได้หรือไม่ว่าแต่ก่อนเจ้าไปมาหาสู่กับเฉินจิ้งเจียอย่างไร?”

            ก่อนหน้านี้นางไปมาหาสู่กับเฉินจิ้งเจียหรือ? นั่นคือความทรงจำที่นางไม่อยากย้อนนึกถึงมากที่สุดนางเคยเป็นเหมือนหนานจือ คอยเดินตามหลังเฉินจิ้งเจีย เฉินจิ้งเจียต้องการอะไรนางต้องตามหาประเคนมาให้ เฉินจิ้งเจียพูดอะไร นางก็ต้องตามน้ำ...

            “ตอนนี้นางเริ่มสงสัยพวกเราแล้วดังนั้นเจ้ายิ่งต้องเจียมตนให้มาก ให้นางได้รู้ว่าเราสองแม่ลูกดีต่อนางเช่นนี้นางถึงจะวางใจได้”

            จ้าวอี๋เหนียงเอ่ยจบจึงพรูลมหายใจ“ให้เจ้าต่ำต้อยได้ไม่นานหรอก แม่ไม่คิดให้นางหวนกลับจวนป๋อชางโหวอยู่แล้วพูดเช่นนี้เจ้าพอเข้าใจหรือยัง?”

            ดวงตาหมองหม่นเมื่อครู่สดใสขึ้นทันใดเฉินจิ้งโหรวมองจ้าวอี๋เหนียงด้วยท่าทางตื่นเต้นเต็มประดา “ท่านแม่ท่านหมายถึงเฉินจิ้งเจียจะไม่ได้ออกจากวัดอันเหรินใช่หรือไม่เจ้าคะ?”

            จ้าวอี๋เหนียงยกถ้วยชาขึ้นจิบอีกครั้งเลียนแบบท่าทางตามซูชื่อ จิบชาลงคอด้วยท่วงท่าสง่างาม “เจ้าพูดอะไรกันพระอาจารย์เจี้ยอูพูดเองแล้วนี่ ว่าคุณหนูใหญ่ของเราจะประสบสุขนิรันดร์กาลน่ะ!”

    คล้ายกับเรื่องเศษบุปผา :พลิกชะตาบุปผาพร่างพราว (จบ) ที่คุณอ่าน