ตอนที่ 31 ผู้พันลาลันตา
นิทานเปิดประตูเข้าไปในห้องที่ตกแต่งอย่างเรียบง่าย ขัดกับรูปลักษณ์ภายนอกที่ดูหรูหรา มีเพียงโต๊ะไม้ติดกำแพง เก้าอี้บุหนัง หน้าต่างบานใหญ่และรูปอีกเล็กน้อยบนกำแพง บนโต๊ะไม้มีรูปขนาดเล็กวางตั้งอยู่ เป็นรูปครอบครัวของผู้หญิงสองคนที่กำลังกอดเด็กชายตัวเล็กคนหนึ่งไว้ ทั้งสามยิ้มอย่างมีความสุข
แต่บนโต๊ะนั้นยังมีสิ่งที่แปลกกว่ารูปครอบครัวนั้น นั่นก็คือหญิงวัยกลางคนผู้หนึ่งซึ่งนั่งไขว่ห้างอยู่บนโต๊ะตัวนั้น หลังเอนพิงกำแพง ปล่อยเก้าอี้บุหนังราคาแพงให้เหงาเดียวดายไร้คนนั่ง
หญิงวัยกลางคนผู้นี้หน้าตาสะสวย คิ้วเรียวคมดั่งดาบ แม้ใบหน้าสะสวยแต่กลับแฝงความดุดันไว้ ราวกับเป็นใบหน้าของผู้ที่ผ่านสงครามจำนวนมากมาก่อน รูปหน้าที่แสดงถึงอายุวัยกลางคนกลับไม่ทำให้ความงดงามของเธอลดลงไปแม้แต่น้อย ทรวดทรงที่ดูดีและส่วนเว้าส่วนโค้งแสดงให้เห็นถึงการฝึกฝนที่ผ่านมาและการดูแลตัวเองเป็นอย่างดีของสตรีตรงหน้า
สตรีผู้นี้แต่งกายด้วยชุดสีกากีเหมือนนายทหารคนอื่นๆ เสื้อนอกสีกากีที่เป็นชุดของกองทัพปักเหรียญตรามากมายห้อยไว้อยู่บนบ่าโดยไม่ได้สวม บนร่างมีเพียงเสื้อสีดำธรรมดา ๆ ตัวหนึ่งที่สวมเข้าในกางเกง รัดไว้ด้วยเข็มขัดตรากองทัพ ผมหางม้าคล้ายนิทานหากยาวกว่า ให้ความรู้สึกทะมัดทะแมงเข้ากับตัวเธอ
ผู้พันลาลันตา หัวหน้าหน่วยพิทักษ์เมืองประจำเมืองหลวง
ผู้พันลาลันตามองไปที่ทหารยามทั้งสองด้านข้างเล็กน้อย ทหารยามทั้งสองพยักหน้าอย่างรู้งานแล้วจึงถอนตัวกลับออกจากห้องไปอย่างรวดเร็ว
เมื่อประตูห้องปิดลง ใบหน้าดุดันของผู้พันลาลันตาก็อ่อนโยนลงเล็กน้อย ใบหน้าปรากฏรอยยิ้มบางเบา ดวงตาฉายแววเอ็นดูเหมือนเห็นบุตรหลานอยู่ตรงหน้า
"โตขึ้นเยอะเลยนะนิทาน ตอนนั้นยังเป็นเด็กเวรอยู่เลย" ผู้พันลาลันตากล่าวยิ้ม ๆ พลางหัวเราะ
"ตอนนั้นผมพึ่ง 12เองนะครับ" นิทานแย้ง
"ก็จริง ตอนนั้นเอาแต่ซึมเป็นส้วม นั่งหมกตัวอยู่ในห้องไม่ยอมไปไหน เดียวนี้ดูเป็นผู้เป็นคนขึ้นเยอะเลยนะ" ผู้พันลาลันตากล่าวหยอก
"ครับ เป็นผู้เป็นคนแล้วครับ" นิทานหัวเราะ
เมื่อเห็นนิทานหัวเราะอย่างอารมณ์ดี ผู้พันลาลันตาพลันนึกถึงภาพเด็กชายคนหนึ่งเมื่อสมัยก่อน เด็กชายคนนั้นแววตาว่างเปล่า แก้มปรากฏคราบน้ำตาที่แห้งกรังราวกับร้องไห้จนไม่เหลือน้ำตาให้ไหลอีกต่อไป
เด็กชายคนนั้นในวันนี้เติบโตมาได้เป็นอย่างดี พร้อมด้วยรอยยิ้มอันงดงามที่เต็มไปด้วยสีสัน ใบหน้าของผู้พันลาลันตาพลันยิ้มอย่างอ่อนโยน
ผู้พันลาลันตาเงียบไปครู่หนึ่ง ในแววตาที่อ่อนโยนปรากฏความรู้สึกผิดและความโศกเศร้า
"นิทาน เรื่องพ่อกับแม่ของนายน่ะ ฉัน.. ฉัน..ขอ" ผู้พันเงียบไปสักครู่ก่อนพูดออกมาด้วยเสียงสั่นเครือ
"ไม่เป็นไรครับผู้พัน ผมได้ยินมาเป็นร้อยครั้งแล้วนะครับ" นิทานยกมือห้ามก่อนหัวเราะ
"แต่ แต่ฉัน" ผู้พันยังคงพยายามพูด
"ไม่ใช่ความผิดของผู้พันเลยครับ ผู้พันปกป้องคนหลายพันที่เมืองศิลาลัยไว้ได้เลยนะครับ" นิทานยิ้มบาง
"แต่พ่อแม่ของนาย.."
"พวกเขาแค่โชคร้ายครับ" นิทานพูดตัดบทของผู้พันราวกับไม่ต้องการพูดถึงเรื่องนี้อีก
เขาไม่ต้องการนึกถึงอดีตนั้นมากจนเกินไป พ่อแม่ของเขาจากไปนานแล้ว จะอย่างไร อดีตก็คืออดีต ไม่อาจเปลี่ยนอะไรได้
แม้นิทานจะพูดราวกับเป็นเรื่องที่เขาผ่านมาได้แล้วแต่ผู้พันกลับรู้ดีว่านิทานยังคงฝันร้ายถึงเหตุการณ์นั้นเสมอ เขาไม่ได้พูดเช่นนั้นเพื่อปลอบโยนเธอ ภายในใจของนิทานไม่ได้โทษเธอเลยแม้แต่น้อยจริง ๆ กลับยังเป็นเธอเองมากกว่าที่เฝ้าโทษตัวเอง
"โอ้ ผมเกือบลืมไปเลย ผู้พันครับ นี่คีตาครับ เป็นสัตว์คู่หูของผม และยังเป็นครอบครัวของผมด้วยครับ" นิทานเปลี่ยนเรื่องก่อนอุ้มเจ้าหมาขนาดยักษ์ทางด้านข้างขึ้นมา
"นิทานคีตาเหรอ เป็นชื่อที่ดีเลยนี้ นิทานสนุก ๆ สักเรื่องกับเสียงบรรเลงคีตาเพราะ ๆ อะไรจะกล่อมให้คนหลับได้ดีกว่านี้อีก" ผู้พันสะบัดหน้าพลางกลบความรู้สึกผิดในใจทิ้งไป หัวเราะอย่างรื่นเริงเพื่อไม่ให้บรรยากาศการพบเจอนั้นตึงเครียด
ในเมื่อนิทานไม่ต้องการพูดถึงมัน เธอก็จะเคารพการตัดสินใจของเขา
ครอบครัวสินะ เมื่อนึกถึงนิทานที่พูดคำว่าครอบครัวด้วยรอยยิ้มได้อีกครั้ง ผู้พันลาลันตาก็อดยิ้มขึ้นมาไม่ได้
"ผู้พันเป็นคนแรกเลยนะครับที่เดาที่มาของชื่อได้ตั้งแต่ครั้งแรก" นิทานเลิกตาเล็กน้อย เขามั่นใจว่าเขาไม่เคยบอกผู้พันเรื่องที่มาของชื่อ สมควรเป็นความใส่ใจของเธอเองที่จดจำได้ว่านิทานชอบอะไร
ผู้พันลาลันตาสายตาเป็นประกายพลางเดินเข้าไปหิ้วเจ้าหมาขนาดยักษ์ขึ้นมาด้วยมือเดียว คีตาที่สัมผัสได้ถึงความอ่อนโยนของผู้หญิงตรงหน้าจึงไม่ได้ตอบโต้อะไร แม้มันจะหวั่น ๆ กับสายตาของผู้พัน แต่มันก็ปล่อยให้ผู้พันอุ้มมันขึ้นมากอดเบา ๆ
"ใช่มั้ยล่ะครับ นิทานคีตา สมบูรณ์แบบ" นิทานพยักหน้ารัว ๆ
"โฮ่ง โฮ่ง!"
นิทานคีตา นิทานคีตา!
"โฮ่ เข้าใจคำพูดได้เชียวเหรอ นายพัฒนาขึ้นเยอะเลยนะนิทาน คงเจอคำที่ 3แล้วสิ" ผู้พันเลิกคิ้วขึ้น มือหนึ่งลูบหัวคีตาอย่างเอ็นดูขณะวางมันลงกับพื้น สีหน้าแสดงความเสียดายเมื่อคีตาเดินกลับไปเคียงข้างผู้เป็นนาย
"พรสวรรค์ของนายนี่ยอดสุด ๆ เหมือนเดิมจริงๆ นี่ถ้านายย้ายมาอยู่กับฉันป่านนี้นายดังทั่วเมืองหลวงไปแล้ว" ผู้พันลาลันตาส่ายหน้าอย่างเสียดาย
"ผมยังคิดถึงบ้านเกิดอยู่น่ะครับ แต่ตั้งแต่วันนี้ผมก็ย้ายมาอยู่เมืองหลวงแล้วล่ะครับ" นิทานวางคีตาลงพลางตอบ
"นายก็เลยมาหาฉันสินะ" ผู้พันลาลันตาพลันขมวดคิ้วขึ้นมา
"แต่นายพยายามทำตัวเงียบ ๆ ไว้หน่อยจะดีกว่านะ นายก็รู้ว่าอัจฉริยะที่ทำลายอนาคตของตัวเองไปมักโดนคนอื่นพูดถึงแบบไหน"
"ไม่มีปัญหาครับ ผมไม่เคยเสียใจสักกะนิด กับครอบครัวของผม มากกว่านี้ผมก็ไม่เสียดายหรอกครับ" นิทานตอบ เขาเลิกสนใจพวกที่ประณามเขานานแล้ว
"สมเป็นนายจริง ๆ" ผู้พันหัวเราะ
“ทำพิธีสลักคำไปแล้ว ตอนนี้อายุ 21 อยู่ ๆ ก็เข้าเมืองหลวงไม่พอ เข้าเมืองหลวงมาแล้วยังมาหาฉันทันทีอีก หืม..” ผู้พันลาลันตาครุ่นคิดเล็กน้อย
"งั้นก็คือนายได้ยินข่าวเรื่องงานประลองของจักรวรรดิมาลาไคในปีหน้าที่รางวัลเป็นน้ำค้างกลั่นจันทรา สมบัติตามธรรมชาติที่เพิ่มโอกาสในการทำพิธีสลักคำครั้งที่สองมาจากบางแห่ง เลยคิดว่าถ้าตัวเองยังเป็นแค่ผู้เรียนรู้อยู่คงไม่มีสิทธิ์ชนะ เลยมาเมืองหลวงเพื่อหาประสบการณ์เพิ่ม หวังว่าจะกลายเป็นนักสลักเอกก่อนเข้าประลองสินะ?" ผู้พันร่ายยาว
นิทานสะอึกในใจ แผนที่เขาคิดเอาไว้ในหัวทั้งหมดถูกผู้หญิงคนนี้อ่านออกหมดภายในเวลาไม่กี่นาทีหลังจากที่ไม่ได้เจอกันมาหลายปี
“ปิดผู้พันไม่ได้จริง ๆ นั่นแหละ ยังอ่านทุกอย่างขาดเหมือนเดิมเลยนะครับ” นิทานบ่นอุบ
"นายก็ยังขี้บ่นเหมือนเดิมไม่มีเปลี่ยนเลยนะ ระวังเถอะ ขี้บ่นมาก ๆ ระวังจะแก่ไว" ผู้พันลาลันตาหัวเราะลั่น
"งั้นฉันขอให้คำแนะนำกับนายหน่อยแล้วกัน น้ำค้างกลั่นจันทราน่ะเพิ่มโอกาสสำหรับการทำพิธีสลักคำครั้งที่สองก็จริง แต่ไม่ได้มากมายอะไรหรอกนะ เป้าหมายหลักของงานประลองคือหาผู้มีพรสวรรค์ที่ทำพิธีสลักคำก่อนวัยอย่างนายต่างหาก" ผู้พันลาลันตาพูด
"ถ้าเข้าตาผู้แข็งแกร่งสักคนละก็ไม่ต้องพูดถึงน้ำค้างกลั่นจันทราหยดเดียวเลย 5หรือ6หยดท่านผู้นั้นก็มอบให้นายได้ น้ำค้างกลั่นจันทราหยดเดียวนั้นก็เป็นเหมือนแค่ตัวล่อเพื่อเรียกรวมตัวผู้มีพรสวรรค์จากแดนห่างไกลเช่นนายเท่านั้นแหละ" ผู้พันพูดต่อ
นิทานรับฟังพลางคิดถึงกฎการกำหนดอายุให้ต่ำกว่า 40ปี อายุเท่านั้นแทบร้อยทั้งร้อยควรเป็นแค่ผู้เรียนรู้ด้วยซ้ำ แต่ทุกปีกลับมีนักสลักโทหลุดเข้ามาบ้าง
นิทานยิ้มออกมาเมื่อเข้าใจว่าเขาไม่จำเป็นต้องชนะในการประลองเพื่อรับน้ำกลั่น แค่เขาแสดงศักยภาพมากพอก็เพียงพอแล้ว
ถ้างั้นทุกอย่างก็คงง่ายขึ้นเยอะ แต่เราต้องหาเผื่อคีตาด้วยนี่สิ นิทานคิด
"อย่าพึ่งดีใจไป ถ้าเป็นครั้งก่อน ๆ ฉันคงบอกได้เลยว่านายไม่มีปัญหาหรอก มีโอกาสสูงมากที่ผู้แข็งแกร่งสักคนจะสนใจนาย แต่ในปีนี้ไม่ใช่" ผู้พันส่ายหน้า
"เอาแค่ที่ฉันรู้ งานประลองครั้งนี้จะมีอริยะอายุใกล้ 40 เข้าร่วม 2คน นักสลักโทอีก 4คน" ผู้พันพูดด้วยสีหน้านิ่งเฉย
นิทานอ้าปากเหวอ หากมีผู้มีพรสวรรค์มากขนาดนั้น โอกาสที่เขาจะต้องตาผู้แข็งแกร่งสักคนจะเหลือสักเท่าไหร่กันเชียว
อริยะ อายุใกล้ 40 2คน? เดียวนี้อริยะมันเป็นกันง่ายขนาดนั้นเลยรึไง? นิทานโวยในใจ แต่สีหน้าแสดงออกถึงความตกใจ
ผู้พันลาลันตาพลันหัวเราะครื้นเครง
“อะไร แล้วนายคิดว่างานประลองที่จักรวรรดิจัดเองมันจะง่ายหรือไง ไม่มีทางอยู่แล้ว ฉันจะบอกให้ มีหลายปีเลยล่ะที่ไม่มีผู้แข็งแกร่งท่านไหนต้องตากับผู้เข้าแข่งขันเลย ต้องบอกว่าการต้องตาผู้แข็งแกร่งน่ะ ยากยิ่งกว่าการชนะงานประลองอีก” ผู้พันลาลันตาแสยะยิ้ม
"เพราะงั้นฉันคิดว่านายรอเข้าร่วมงานในอีก 10ปีข้างหน้าดีกว่านะ ถึงตอนนั้นนายจะอายุ 31 และมีโอกาสเป็นนักสลักโทแล้ว โอกาสดูดีกว่าครั้งนี้เยอะ" ผู้พันแนะนำ
"ทำไมถึงมีอริยะกับนักสลักโทเข้าร่วมเยอะขนาดนั้นล่ะครับรอบนี้" นิทานบ่น
"จะไปรู้เหรอ โชคชะตามั้ง เอาเป็นว่าถ้านายไม่ได้มีไม้เด็ดอะไรหรือแสดงพรสวรรค์ที่เหนือกว่าอัจฉริยะเหล่านั้นก็ยากอยู่ที่นายจะเข้าตายอดคนพวกนั้น เป็นเรื่องปกติเลยล่ะที่พวกเขาจะไม่สนใจใครเลย" เธอยักไหล่
นิทานไม่ได้ตอบอะไร หากเขาคิดในหัวว่าถ้าเช่นนั้นบางทีการตั้งเป้าหมายเป็นเอาชนะให้ได้อาจจะง่ายกว่า และระหว่างทางเขาอาจจะเข้าตาผู้แข็งแกร่งสักคนก็ได้
"เอ้า ตกลงนายจะอยู่เมืองหลวงไปอีกสักพักเลยจะหางานทำสินะ เอาสิ ฉันรับนายเข้าร่วมหน่วยพิทักษ์เมือง!" ผู้พันลาลันตาเดาได้ไม่ยากว่านิทานคงต้องการจะหางานทำ
"เรื่องเงินเดือนกับสวัสดิการเดียวเราค่อยคุยกัน นายไปทดสอบเข้าหน่วยก่อน จะได้จำแนกถูกว่านายควรอยู่ฝ่ายไหน เจ้าหน้าที่หลัก เจ้าหน้าที่สนาม หรือหน่วยเอกสารทั่วไป"
"โห ผมนึกว่าผมจะพอมีเส้นเข้าร่วมได้เลยซะอีก" นิทานหัวเราะ
"หึ แค่มาพบฉันแถมพาเข้าทดสอบได้เลยนี่ก็เส้นใหญ่แล้ว นายรู้มั้ยมีกี่คนรอทดสอบเข้าร่วมหน่วยน่ะ บอกก่อนเลยนะ ฉันไม่อ่อนข้อให้กับการทดสอบแน่นอน ถ้านายผลงานออกมาห่วยละก็ นายได้นั่งเซ็นเอกสารทั้งวันแน่" ผู้พันหัวเราะแยกเขี้ยว