หลังจากผ่านไปหลายชั่วยามที่สตรีท่านนั้นนั่งขัดสมาธิโคจรพลังเพื่อส่งปราณเข้าสู่หม้อปรุงยาขณะนี้พระอาทิตย์ลับฟ้า จันทราเฉิดฉายรับหน้าที่แทน และในที่สุดเม็ดโอสถก็ลอยออกมาและมันถูกควบคุมทิศทางการลอยด้วยพลังปราณของจิวซื่อ
“กินโอสถนี่เข้าไปซะ” นางยื่นเม็ดโอสถนั่นมาให้เหิงเยว่เขารับมันเอาไว้แต่ไม่ทานเข้าไปในทันที
“หากมันเพิ่มพลังยุทธอย่างที่ท่านว่าจริงเหตุใดจอมยุทธท่านอื่นถึงไม่รู้วิธีนี้กัน”ถึงแม้สิ่งที่กล่าวมาของสตรีจะดูน่าสงสัยแต่มันก็เป็เพียงโอกาสเดียวที่เหลืออยู่ราวกับแสงสว่างเพียงลิบหรี่ที่ปลายอุโมงค์
“เ้าจะสงสัยเื่นั้นไปทำไมกัน” นางว่ากลับมาด้วยสีหน้าที่ไม่สบอารมณ์เมื่อเหิงเยว่เห็นแบบนั้นจึงรีบตบโอสถในฝ่ามือเข้าปากในทันที
สายตาของนางราวกับว่าหากเหิงเยว่ไม่รีบทำแบบนั้นอาจจะเกิดเื่บางอย่างที่เขาไม่อยากให้เกิดขึ้นเป็แน่
เมื่อโอสถเข้าสู่ร่างฤทธิ์ยากระจายเข้าสู่กระแสเื ความรู้สึกเ็ปแล่นวูบวาบไปมา อุณหภูมิในร่างค่อยๆ สูงขึ้นจนเหิงเยว่เริ่มหอบหายใจ หัวใจเต้นระรัวเร็วขึ้นเรื่อย ๆ ตามจังหวะที่สูบฉีดโลหิตสายตาเริ่มพร่ามัว เหงื่อไหลไม่หยุด
ความเจ็บในร่างทวีคูณขึ้นนับสิบเท่าหลังเวลาผ่านไปเพียงชั่วอึดใจเขากระอักโลหิตออกจากปาก
“ท... ท่านเอาอะไรให้ข้ากิน!”
“จะรอดหรือไม่ ก็อยู่ที่เ้าแล้วล่ะตอนนี้” นั่นเป็ประโยคสุดท้ายที่เหิงเยว่ได้ยินจากนางก่อนจะหมดสติไปในที่สุด