บทที่ 3: ทางแยกแห่งโชคชะตา
คินคลานอยู่ในท่อระบายน้ำที่มืดและเหม็นอับเป็เวลานานจนแทบจะลืมไปแล้วว่าแสงแดดเป็อย่างไร เสียงเดียวที่ได้ยินคือเสียงหัวใจของตัวเองที่เต้นเป็จังหวะ และเสียงน้ำสกปรกที่ไหลเอื่อยๆ อยู่เบื้องล่าง เขาเคลื่อนที่ไปข้างหน้าอย่างเงียบเชียบและอดทนราวกับสัตว์เลื้อยคลานที่คุ้นชินกับความมืด นี่คือเครือข่ายเส้นทางลับใต้ดินที่เขาท่องจำไว้ขึ้นใจ มันคือแผนที่แห่งการเอาตัวรอดที่สร้างขึ้นจากประสบการณ์และการสังเกตมาหลายปี
ในที่สุด เขาก็มาถึงจุดหมาย...บันไดเหล็กที่ทอดตัวขึ้นไปสู่ตะแกรงอีกอันหนึ่ง เขาหยุดนิ่งและเงี่ยหูฟังอยู่ครู่ใหญ่ เมื่อแน่ใจว่าไม่มีเสียงเคลื่อนไหวใดๆ อยู่้า เขาจึงค่อยๆ ปีนขึ้นไป แล้วใช้แรงทั้งหมดดันตะแกรงเหล็กที่หนักอึ้งให้เปิดออก
แสงสว่างที่สาดส่องลงมาทำให้เขาต้องหยีตา ที่นี่คือชั้นบนสุดของตึกที่พักอาศัยเก่าแก่แห่งหนึ่งที่สูงตระหง่านอยู่ใจกลาง "สุสานเหล็ก" มันเป็หนึ่งในที่ซ่อนที่ดีที่สุดของเขา ยากที่จะเข้าถึง และมีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่รู้ว่ายังมีทางขึ้นมาได้อยู่
คินปิดตะแกรงกลับเข้าที่เดิมอย่างระมัดระวัง แล้วพาร่างที่อ่อนล้าเต็มทีไปยังมุมห้องที่ยังพอมีหลังคาหลงเหลืออยู่ เขาทรุดตัวลงนั่งพิงกำแพงที่แตกร้าว เปลือกตาของเขาหนักอึ้งจนแทบจะปิดลง แต่อะดรีนาลีนที่พลุ่งพล่านจากการหลบหนียังคงทำให้ร่างกายของเขาตื่นตัว
เขาหลับตาลง ไม่ใช่เพื่อพักผ่อน แต่เพื่อทบทวนเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นอย่างละเอียด...ทุกการเคลื่อนไหวของพวกจาร์ค ทุกคำพูด ทุกสีหน้า...เขาบันทึกมันไว้ในความทรงจำราวกับฟิล์มภาพยนตร์ เขาไม่ได้รู้สึกสะใจที่ทำให้พิพต้องาเ็ หรืออาจจะตาย...เขาไม่ได้รู้สึกอะไรเลย ในความคิดของคิน พวกมันคืออุปสรรค และเขาแค่ทำในสิ่งที่จำเป็เพื่อกำจัดอุปสรรคนั้นทิ้งไป ความรู้สึกผิดหรือความเมตตาคือสิ่งฟุ่มเฟือยที่คนในแดนรกร้างไม่อาจมีได้
เมื่อการวิเคราะห์จบลง เขาก็ลืมตาขึ้นอีกครั้ง ถึงเวลาจัดการกับเื่เร่งด่วนที่สุด...ร่างกายของเขา
คินถอดเสื้อที่ขาดวิ่นของตัวเองออก เผยให้เห็นรอยฟกช้ำและรอยขีดข่วนหลายแห่ง โดยเฉพาะแผลถลอกที่แขนจากการเบียดเสียดกับช่องระบายอากาศนั้นเริ่มมีเืซึมออกมา เขาขมวดคิ้วเล็กน้อย...การติดเชื้อคือหนึ่งในเพชฌฆาตที่คร่าชีวิตผู้คนในเขตมรณะแห่งนี้มากที่สุด
เขาเดินไปยังอีกฟากหนึ่งของดาดฟ้า ที่นั่นมีแผ่นพลาสติกขนาดใหญ่ที่เขาขึงไว้เพื่อรองน้ำฝน แม้ฝนจะไม่ได้ตกมาหลายวันแล้ว แต่ไอน้ำที่ควบแน่นในตอนกลางคืนก็ยังทิ้งหยดน้ำสะอาดไว้ให้พอได้ใช้ เขาใช้เศษผ้าที่พอจะดูสะอาดที่สุดค่อยๆ ชุบน้ำแล้วเช็ดทำความสะอาดาแอย่างเบามือ ความเย็นของน้ำช่วยบรรเทาความเ็ปได้บ้าง แต่เขารู้ดีว่ามันเป็เพียงการปฐมพยาบาลเบื้องต้นเท่านั้น
หลังจากจัดการกับาแเสร็จสิ้น ความหิวโหยก็กลับมาจู่โจมอย่างรุนแรงอีกครั้ง ท้องของเขาร้องประท้วงเสียงดังจนน่ารำคาญ และครั้งนี้...เขามีทางเลือกแล้ว
มือของคินค่อยๆ ล้วงเข้าไปในกระเป๋าเสื้อด้านในอย่างทะนุถนอม ราวกับกำลังหยิบสมบัติที่เปราะบางที่สุดในโลก เขาวางแกนคริสตัลระดับต่ำลงบนฝ่ามือที่สั่นเทาเล็กน้อย
ท่ามกลางแสงสลัวของยามบ่าย มันส่องประกายสีฟ้าอ่อนๆ ออกมาอย่างนุ่มนวล พื้นผิวของมันเรียบเนียนแต่กลับให้ความรู้สึกเย็นะเื เขารู้สึกได้ถึงพลังงานที่หลับใหลอยู่ภายใน...พลังงานที่สามารถเปลี่ยนเป็อาหาร น้ำ หรือ...อนาคต
ทางเลือกสองสายปรากฏขึ้นในความคิดของเขาอย่างชัดเจน
หนึ่ง...คือเส้นทางแห่งความปลอดภัย เขาจะนำแกนคริสตัลชิ้นนี้เดินทางไปยัง "ตลาดเศษเหล็ก" ที่อยู่บริเวณชายขอบของเมืองปราการแอชตัน ที่นั่นคือจุดแลกเปลี่ยนสินค้าของเหล่าสแกเวนเจอร์อย่างเขา คริสตัลหนึ่งก้อนนี้สามารถแลกเป็อาหารกระป๋องคุณภาพต่ำได้สองสามกระป๋องและน้ำสะอาดอีกหนึ่งขวดใหญ่ มันจะช่วยให้เขามีชีวิตรอดไปได้อีกเกือบสัปดาห์ แต่หลังจากนั้น...เขาก็ต้องกลับมาเริ่มต้นใหม่ กลับสู่วังวนเดิมๆ ของการล่าและการหลบหนี เป็เพียงหนูตัวหนึ่งในวงล้อที่ไม่มีวันสิ้นสุด
สอง...คือเส้นทางแห่งความเสี่ยง เขาจะเก็บแกนคริสตัลชิ้นนี้ไว้กับตัว ทนหิวต่อไปอีกหน่อย แล้วออกล่าอีกครั้ง...ล่าเพื่อหาแกนคริสตัลเพิ่มอีกสองหรือสามชิ้น เมื่อมีพลังงานมากพอ เขาจะใช้มันเพื่อเตรียมความพร้อมให้กับร่างกาย แล้วลองเสี่ยงกับการหลอมรวมชิ้นส่วนเซนต์อีกครั้ง...อย่างถูกวิธี มันคือเส้นทางที่อันตรายและอาจทำให้เขาต้องตายเพราะความอดอยากหรือพลาดท่าถูกฆ่าตายระหว่างการล่า แต่ผลตอบแทนของมัน...คือพลัง คือการหลุดพ้นจากสถานะ "เหยื่อ"
คินจ้องมองคริสตัลในมือนิ่งนาน ความคิดของเขาดำดิ่งลึกลงไปในความทรงจำ...
ภาพของ "เซนต์" ที่เขาเคยเห็นแวบขึ้นมาในหัว...
ครั้งหนึ่ง เขาเคยเห็นทหารยามของเมืองแอชตันออกมาลาดตระเวนนอกกำแพง พวกเขาสวมชุดเกราะโลหะที่ดูแตกต่างจากเศษเหล็กที่พวกสแกเวนเจอร์ใส่กันอย่างสิ้นเชิง เกราะแต่ละชิ้นของพวกเขาส่องประกายจางๆ ด้วยพลังงานที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า คินจำได้แม่นถึงทหารยามคนหนึ่งที่สวม "ถุงมือแห่งพลังกระแทก" ทุกครั้งที่เขาเหวี่ยงหมัดออกไป จะเกิดคลื่นลมที่มองไม่เห็นพุ่งเข้าใส่ซากรถเก่าๆ จนบุบสลาย นั่นคือพลังของเซนต์ระดับ 1...ผู้ที่หลอมรวมชิ้นส่วนเซนต์สำเร็จเพียงชิ้นเดียว
แล้วยังมีข่าวลือที่เล่าขานกันในหมู่สแกเวนเจอร์...เื่ของเซนต์ระดับสูงที่อาศัยอยู่ใน "ยอดปราสาท" ใจกลางเมืองแอชตัน ว่ากันว่าพวกเขาสามารถเหาะเหินเดินอากาศได้ สร้างเปลวไฟขึ้นมาจากความว่างเปล่า หรือแม้กระทั่งบงการโลหะให้เคลื่อนไหวได้ดั่งใจ
พลัง...นั่นคือทุกสิ่งในโลกใบนี้
แล้ว "ชิ้นส่วนเซนต์" มันมาจากไหน? มันไม่ได้เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติเหมือนแกนคริสตัล แต่มันคือสุดยอดแห่งศาสตร์การเล่นแร่แปรธาตุยุคใหม่ มันคือสิ่งที่สร้างขึ้นโดยมนุษย์...สำหรับมนุษย์ที่แข็งแกร่ง
คินเคยแอบฟังพวกพ่อค้าในตลาดเศษเหล็กคุยกัน สูตรการสร้างชิ้นส่วนเซนต์แต่ละชิ้นคือความลับสุดยอด แต่หลักการพื้นฐานนั้นเป็ที่รู้กัน...มันคือการนำ "วัตถุดิบ" ที่ถูกต้อง เช่น เกล็ดของอสูรประเภทสัตว์เลื้อยคลาน, กระดูกของพวกกลายพันธุ์, หรือแร่ธาตุหายากที่พบได้ในเขตมลพิษระดับสูง มาผสมผสานกันในอัตราส่วนที่แม่นยำด้วย "น้ำยาทำละลายชนิดพิเศษ" เมื่อส่วนผสมทุกอย่างถูกต้อง มันจะแปรสภาพกลายเป็ชิ้นส่วนเซนต์ที่มีพลังสถิตอยู่...เป็เกราะ เป็อาวุธ หรือเป็เครื่องประดับ
นั่นคือเหตุผลที่แกนคริสตัลมีความสำคัญมากไปกว่าการเป็แค่เงินตรา...มันคือเชื้อเพลิงในการยกระดับ คือกุญแจดอกแรกที่จะไขประตูไปสู่การเป็เซนต์
ความคิดของคินกลับมาสู่ปัจจุบัน เขาลุกขึ้นยืนแล้วเดินไปยังขอบของดาดฟ้า
จากจุดนี้...เขาสามารถมองเห็นเมืองปราการแอชตันได้อย่างเต็มตา
มันคือภาพที่ทั้งน่าเกรงขามและน่าสิ้นหวังในเวลาเดียวกัน กำแพงคอนกรีตเสริมเหล็กขนาดมหึมาสูงเสียดฟ้าตั้งตระหง่านขึ้นมาท่ามกลางดินแดนรกร้างราวกับั์ผู้พิทักษ์ มันคือเส้นแบ่งที่ชัดเจนระหว่าง "อารยธรรม" และ "ความป่าเถื่อน"
เบื้องล่างของกำแพงคือ "วงแหวนชั้นนอก" หรือที่เรียกกันว่าสลัม ที่นั่นคือที่อยู่ของคนงาน, พ่อค้า, และสแกเวนเจอร์อย่างเขา...เป็ย่านที่แออัด สกปรก และเต็มไปด้วยอาชญากรรม แต่เหนือขึ้นไป...เหนือวงแหวนชั้นนอกขึ้นไป คือ "วงแหวนชั้นใน" ที่ซึ่งเหล่าพลเมืองผู้มีฐานะและเซนต์ระดับล่างอาศัยอยู่ และสูงที่สุด...คือ "ยอดปราสาท" หอคอยโลหะสีเงินที่ส่องประกายท้าทายแสงอาทิตย์ ที่นั่นคือที่อยู่ของผู้ปกครองเมือง...เหล่าเซนต์ระดับสูงที่กุมชะตาของทุกคนเอาไว้
คินจ้องมองยอดปราสาทนั้นเขม็ง...มันช่างห่างไกลเหลือเกิน ห่างไกลราวกับดวงดาวบนฟากฟ้าที่เขาไม่เคยได้เห็น
อาหารจะทำให้เขามีชีวิตรอดไปอีกหนึ่งสัปดาห์...แต่ก็จะทำให้เขาติดอยู่ที่นี่...ณ จุดต่ำสุดของห่วงโซ่อาหาร มองดูยอดปราสาทนั้นจากระยะไกลไปตลอดชีวิต
แต่พลัง...พลังจะทำให้เขาสามารถปีนขึ้นไปได้
กำปั้นของคินกำแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด การตัดสินใจได้เกิดขึ้นแล้ว...เด็ดขาดและไม่สั่นคลอน
เขาจะไม่ขาย...เขาจะเก็บมันไว้
เขาจะกลับเข้าไปในสุสานเหล็กอีกครั้ง...แต่ไม่ใช่ในฐานะผู้เก็บของเก่าอีกต่อไป เขาจะเปลี่ยนสถานะของตัวเอง...จากผู้ถูกล่า...ให้กลายเป็ "นักล่า"
คินหันหลังให้กับภาพของเมืองปราการแอชตันอย่างไม่ไยดี ความหวังจอมปลอมที่กำแพงนั่นหยิบยื่นให้ ไม่ใช่สิ่งที่เขา้าอีกแล้ว เขาจะสร้างเส้นทางของตัวเองขึ้นมาจากซากปรักหักพังเหล่านี้
เขาเก็บแกนคริสตัลเข้าไปในที่ซ่อนเดิมอย่างระมัดระวัง ดวงตาของเขาไม่ได้ฉายแววของความหวาดกลัวหรือความสิ้นหวังอีกต่อไปแล้ว แต่มันคือแววตาของนักวางแผนที่มองการณ์ไกล...แววตาที่เ็าและเฉียบคม
เป้าหมายต่อไป...คือชั้นใต้ดินของโรงพยาบาลร้างทางทิศตะวันออก ที่นั่นมีข่าวลือว่ามีรังของ "หนูคลั่ง" อาศัยอยู่ พวกมันว่องไวและดุร้าย แต่แกนคริสตัลของมันมีพลังงานบริสุทธิ์กว่าของตัวคลานเล็กน้อย
มันเสี่ยงกว่าเดิม...แต่อัตราแลกเปลี่ยนของความเสี่ยงในโลกใบนี้...คือพลัง
คินหยิบเศษเหล็กแหลมของเขาขึ้นมาตรวจสอบอีกครั้ง ก่อนจะเคลื่อนตัวไปยังตะแกรงทางลงอย่างเงียบเชียบ ท้องของเขายังคงร้องประท้วง แต่จิตใจของเขากลับสงบนิ่งและชัดเจนอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน
วันนี้...เขาได้เลือกทางเดินของตัวเองแล้ว และไม่ว่าปลายทางของมันจะเป็บัลลังก์หรือความตาย...เขาก็พร้อมที่จะเผชิญหน้ากับมัน
อ่านต่อใน Dek-D นะครับ