“เสด็จพ่อต้องทรงเข้าแทรกแซงเป็นแน่” โม่อวี้เฉินย่อมเข้าใจความรู้สึกของกู้ชิงเฉิง“ตระกูลกู้สมควรตายแต่เจ้าคิดดีแล้วหรือว่าจะดึงตระกูลไป๋เข้ามาพัวพันด้วย?”
“แล้วจะไม่ให้ทำเช่นนั้นหรือ? องค์รัชทายาทจะทำได้หรือไม่?”กู้ชิงเฉิงเพียงเอ่ยถามกลับไปอย่างไม่ใส่ใจนัก
นางไม่ได้ต้องการดึงเขาเข้ามาร่วมด้วยแต่อย่างใดนางไม่เคยฝากความหวังไว้กับผู้อื่น มีเพียงพึ่งพาตนเองเท่านั้นจึงจะมั่นคงที่สุด
“ข้าทำได้” โม่อวี้เฉินหรี่ตาลงมองตรงไปยังกู้ชิงเฉิง “จนถึงตอนนี้แล้วเจ้ายังไม่เชื่อมั่นในตัวข้าอีกหรือ?”
“ไม่ใช่ไม่เชื่อ ข้าเพียงแต่คิดว่าไม่มีความจำเป็นอันใด” กู้ชิงเฉิงเอ่ยตามตรง “ท่านย่อมรู้แก่ใจดีว่าข้ากลับมาก็เพื่อรักษาโรคให้กู้จิ่งเซวียนเท่านั้น”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นโม่อวี้เฉินก็รู้สึกขัดเคืองใจ ด้วยความหยิ่งทะนงที่มีเป็นทุนเดิมทำให้ยามนี้เขาไม่อยากสนทนากับกู้ชิงเฉิงอีกต่อไปเขาจึงสะบัดแขนเสื้อและก้าวเดินจากไปทิ้งให้กู้ชิงเฉิงยืนอยู่ที่นั่นด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
นางคลี่จดหมายในมือออกอ่านซ้ำอีกหลายครั้งจดหมายฉบับนี้เมื่อส่งไปถึงมือตระกูลไป๋ พวกเขาจะต้องฉีกร่างกู้ตงหลิงเป็นชิ้นๆเป็นแน่ และต้องจะเสียใจที่ตลอดหลายปีที่ผ่านมา พวกเขาดูแล ประคบประหงมและปกป้องนางทุกที่ทุกทาง…
อย่างไรเสียเรื่องราวเหล่านี้คงจะเป็นการฟาดฟันตระกูลไป๋ครั้งใหญ่เป็นแน่แต่ความจริงก็ต้องถูกเปิดเผยอยู่ดี ความแค้นของนางก็ต้องได้รับการชำระ
กู้จิ่งเซวียนรู้ว่าอาการป่วยของตนเองทรุดหนักขึ้นเรื่อยๆเขาไม่อยากให้กู้ชิงเฉิงเสียใจหรือเป็นกังวลดังนั้นตลอดหลายวันนี้เขาจึงตั้งใจอ่านตำราแพทย์อย่างเงียบๆเขาต้องการหาวิธีรักษาตนเองให้ได้
“เซวียนเอ๋อร์” โม่อวี้เฉินโกรธเคืองกู้ชิงเฉิงจึงไม่ยอมพูดคุยกับนางมาสองวันแล้ว เขารู้สึกว่ากู้ชิงเฉิงช่างหยิ่งผยองเสียจริง
กู้จิ่งเซวียนเงยหน้าจากตำราแพทย์ดวงตากลมโตกะพริบเบาๆ และเป็นประกาย “ท่านพ่อ”
โม่อวี้เฉินยกมือลูบศีรษะเล็กๆของกู้จิ่งเซวียน พลางกวาดตามองตำราแพทย์ในมือเขา “แม่เจ้าไปไหน?”
เมื่อเห็นคำว่า‘โรคเลือด’ ปรากฏอยู่บนตำราแพทย์โม่อวี้เฉินรู้สึกราวกับถูกค้อนทุบลงกลางใจอย่างแรงความเจ็บปวดทำให้ร่างกายของเขาสั่นสะท้านไปทั้งตัว
เขาอุ้มกู้จิ่งเซวียนขึ้นมา“เซวียนเอ๋อร์ เจ้าวางใจเถิด พ่อจะหาวิธีรักษาเจ้าให้หายให้ได้ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม”
“เซวียนเอ๋อร์เจอวิธีที่ดีแล้ว” กู้จิ่งเซวียนพลันเงยหน้าขึ้นใบหน้าเล็กๆ แดงเรื่อ ดวงตากลมโตเป็นประกายราวกับบึงน้ำใสทำให้หัวใจของผู้คนต่างอ่อนยวบ
“โอ้? เซวียนเอ๋อร์มีวิธีที่ดีอันใดรีบเล่าให้พ่อฟังเร็วเข้า” โม่อวี้เฉินอุ้มเขาขึ้นมานั่งบนตักอย่างอ่อนโยนเขารู้สึกว่าตนเองติดค้างสองแม่ลูกคู่นี้ จึงอยากใช้เวลาที่เหลือชดเชยให้ทั้งหมด
จากนั้นกู้จิ่งเซวียนก็กระซิบข้างหูโม่อวี้เฉินอยู่ครู่หนึ่งเมื่อกล่าวจบ เขาก็เบิกตากว้างมองโม่อวี้เฉิน เพื่อสังเกตปฏิกิริยาของเขา
“ท่านแม่ของเจ้า…รู้เรื่องนี้หรือไม่?” ใบหน้าของโม่อวี้เฉินแดงเรื่ออย่างน่าสงสัยเขากระแอมเบาๆ แล้วเอ่ยถาม
“ท่านแม่ข้าย่อมรู้ดี แต่ท่านกล่าวว่า…” กู้จิ่งเซวียนถอนหายใจราวกับผู้ใหญ่“กล่าวว่าท่านพ่ออาจจะไม่ไหว”
คำว่า‘ไม่ไหว’ นี้ทำให้ใบหน้าของโม่อวี้เฉินเขียวคล้ำขึ้นมาทันทีนี่มันคำพูดอะไรกัน? เขาไม่ไหวอย่างนั้นรึ?
“อืม พ่อจะทำให้แม่ของเจ้าได้รู้ว่าพ่อไหว” โม่อวี้เฉินโกรธจริงๆนางไม่ปรึกษาเรื่องใดกับเขาเลย ทั้งยังไม่เชื่อใจเขาอีก… เรื่องพวกนี้ยังพอทนได้แต่กลับไปบอกบุตรชายว่าเขาไม่ไหว นี่มันเกินทนจริงๆ
ขณะเดียวกันเขาก็โอบกอดกู้จิ่งเซวียนให้แน่นขึ้น “เซวียนเอ๋อร์อย่าเชื่อที่แม่เจ้าพูดพ่อไหว และพ่อจะรักษาโรคเลือดของเจ้าให้หายขาดให้ได้” เขาเอ่ยราวกับสาบาน
--------
ทางด้านกู้ชิงเฉิงยังคงอยู่ในโรงเตี๊ยมเพื่อดูเอกสารและข่าวสารที่สวีอิ่นชิงรวบรวมมาให้นางข่าวสารเหล่านี้ล้วนผ่านการคัดกรองมาอย่างดีแล้ว ก่อนจะส่งมาถึงมือของนาง
“ทางอันหยวนถังมีหยวนจิ่วคอยดูแลอยู่ ย่อมไม่มีปัญหาอันใดทั้งกู้ตงหลิงในตอนนี้ก็กำลังหัวปั่น รับมือไม่หวาดไม่ไหวนางจึงไม่มีเรี่ยวแรงมาเล่นงานอันหยวนถังอีกแล้ว แค่ตระกูลอวี๋นั้นหยวนจิ่วสะบัดนิ้วก็จัดการได้แล้ว” กู้ชิงเฉิงวางข่าวสารที่เกี่ยวข้องกับอันหยวนถังทั้งหมดไว้ข้างหนึ่งแล้วหันไปสนใจข่าวสารของเกอจวิ้นแทน
“นายหญิง เกอจวิ้นกลับมาอย่างกะทันหันไปหน่อยขอรับ” สวีอิ่นชิงหรี่ตาลง“จุดประสงค์ของเขาเกรงว่าไม่เพียงแค่ช่วยนายหญิงเท่านั้น”
“หาใช่เช่นนั้นไม่” กู้ชิงเฉิงพยักหน้า “สิ่งที่เขาต้องการคือต้าฉิน” คำกล่าวนี้ทำให้สวีอิ่นชิงชะงักงันไปชั่วขณะ
ท้ายที่สุดแล้วสวีอิ่นชิงเป็นเพียงพ่อค้าผู้หนึ่ง ในเนื้อเรื่องเดิมสวีอิ่นชิงผู้นี้คืออัจฉริยะทางธุรกิจผู้หนึ่งทั้งยังเป็นผู้ช่วยคนสำคัญของกู้ตงหลิง ทว่าในชาตินี้กู้ชิงเฉิงได้ลงมือแย่งชิงเขามาก่อนและยังได้ชี้แนะให้เขาใช้เครือข่ายธุรกิจที่แผ่ขยายไปทั่วแผ่นดินสร้างเครือข่ายข้อมูลอันใหญ่โตและเป็นระบบขึ้นมา ความสามารถในการสืบข่าวของเขาไม่มีผู้ใดเทียบเทียมได้
“เรื่องนี้...ดูเหมือนจะยังไม่พบร่องรอยใดเลย” สวีอิ่นชิงรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย“เขาค่อนข้างเก็บตัวอยู่ในเมืองอี๋สุ่ยขอรับ”
“อืม บางสิ่งบางอย่าง ไม่อาจมองเห็นได้จากภายนอกหรอก” กู้ชิงเฉิงยกถ้วยชาขึ้นจิบ มืออีกข้างหนึ่งเคาะเบาๆ ที่โต๊ะ “จดหมายฉบับนั้นส่งถึงมือคนตระกูลไป๋แล้วหรือยัง?”
“ส่งถึงแล้วขอรับ” สวีอิ่นชิงพยักหน้า “ตระกูลไป๋คงจะปั่นป่วนไม่น้อย แต่พวกเขาคงจะไปสืบหาความจริงเองขอรับ”
แน่นอนตระกูลไป๋ไม่ได้มีแต่คนบ้าระห่ำไปเสียหมดจะเชื่อในสิ่งที่เห็นทุกสิ่งทุกอย่างก็ไม่ใช่
“เจ้าสามารถช่วยเหลือคนตระกูลไป๋ได้นะ” กู้ชิงเฉิงเลิกคิ้วมองสวีอิ่นชิงที่นั่งอยู่ตรงข้ามพลางกล่าวอย่างครุ่นคิด
“ขอรับ นายหญิง” สวีอิ่นชิงมองดวงตาของกู้ชิงเฉิงที่โผล่พ้นผ้าคลุมหน้าหัวใจของเขากลับจมดิ่งลง แววตาคู่นั้นเต็มไปด้วยความเกลียดชังอย่างลึกซึ้งทำให้เขารู้สึกสับสนเล็กน้อย ทว่ากู้ชิงเฉิงก็เก็บซ่อนอารมณ์ได้อย่างรวดเร็วแววตากลับมาเป็นปกติและเยือกเย็นดังเดิม
เมื่อกลับมาถึงจวนก็เห็นกู้จิ่งเซวียนยืนอยู่คนเดียวในลานบ้าน ใบหน้าเต็มไปด้วยความร้อนใจและวิ่งเข้าสวมกอดกู้ชิงเฉิงทันที “ท่านแม่ๆท่านกลับมาแล้ว ท่านพ่อ...ท่านพ่อถูกคนของจงเหรินฝู่จับตัวไปแล้ว”
“องค์รัชทายาท?” กู้ชิงเฉิงกอดกู้จิ่งเซวียนไว้ในอ้อมแขนพลางกล่าวอย่างไม่ใส่ใจ “คงจะไปว่าราชการกระมัง”
“ไม่ใช่ขอรับ พวกเขากล่าวว่ามีขุนนางในราชสำนักตำหนิท่านพ่อท่านพ่อในฐานะองค์รัชทายาท แทนที่จะสร้างประโยชน์แก่ราษฎร กลับรังแกพวกเขา”กู้จิ่งเซวียนหน้าตาตื่น “ท่านแม่ท่านรีบคิดหาวิธีช่วยท่านพ่อเร็วเข้าขอรับ”
“ท่านพ่อของเจ้าเป็นองค์รัชทายาท เขาจะไม่เป็นไรหรอก” กู้ชิงเฉิงเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย
ในเนื้อเรื่องไม่มีเหตุการณ์เช่นนี้นางพูดพลางขมวดคิ้วเล็กน้อย ทันใดนั้น นางก็นึกขึ้นได้ว่าในเนื้อเรื่องเดิมตระกูลกู้ก็ไม่เคยประสบภัยเช่นนี้มาก่อน
ดูเหมือนว่าตระกูลกู้ที่ได้รับความเสียหายอย่างหนักจะตัดสินใจทุ่มสุดตัวเข้าต่อกรกับองค์รัชทายาทแล้ว
กู้หยวนเจี๋ยอยู่ในราชสำนักมาหลายปีรากฐานของเขาย่อมหยั่งลึกนัก ถึงแม้จะไม่สามารถล้มองค์รัชทายาทได้ก็จะไม่ยอมให้องค์รัชทายาทอยู่อย่างสงบสุขเป็นแน่
“ท่านแม่ เซวียนเอ๋อร์ไม่ต้องการให้ท่านพ่อตาย” แม้กู้จิ่งเซวียนจะยังเยาว์วัยแต่เขาก็มองเห็นได้ชัดเจนว่าคนของจงเหรินฝู่นั้นไม่เป็นมิตรกับโม่อวี้เฉินเลย
กู้ชิงเฉิงกอดกู้จิ่งเซวียนไว้แน่นมองดวงตาที่แดงก่ำของเขา ก็รู้ว่าเขาร้องไห้มาแล้ว “เซวียนเอ๋อร์วางใจเถิดแม่จะไม่ให้พ่อเป็นอันใดไป พ่อของเจ้าจะกลับมาอย่างปลอดภัย”
กู้หยวนเจี๋ยผู้นี้ช่างบ้าบิ่นเสียจริงฮ่องเต้ฉินมีองค์รัชทายาทเป็นพระโอรสเพียงองค์เดียว หากล้มองค์รัชทายาทแล้วใครเล่าจะขึ้นครองราชย์? จะไปหาเชื้อพระวงศ์จากสายรองมาสืบทอดบัลลังก์รึ?ช่างโง่เขลาเสียจริง
ทว่ากู้ชิงเฉิงก็นึกถึงคนผู้หนึ่งออกภาพหนึ่งแวบเข้ามาในห้วงความคิด นางรีบส่ายหน้า นางคิดว่าคงไม่ใช่เขาเป็นแน่มือของเขาคงไม่เอื้อมไปไกลถึงเพียงนั้น และเขาก็ไม่เหี้ยมโหดถึงเพียงนี้
ขณะที่กำลังครุ่นคิดเฟิงเจ๋อและเฟิงฮ่วนก็เดินเข้ามา ใบหน้าของทั้งสองดูไม่สู้ดีนัก
“พระชายา” ทั้งสองกล่าวพร้อมกันท่าทางเหมือนมีบางอย่างอยากจะพูด แต่ก็ลังเลที่จะเอ่ยปาก
“มีอะไรก็พูดออกมาเถอะ” กู้ชิงเฉิงลูบหลังกู้จิ่งเซวียน“เซวียนเอ๋อร์ไม่เป็นไรหรอก”
นางไม่เคยปิดบังสิ่งใดจากกู้จิ่งเซวียนนางคิดว่าเขามีสิทธิ์ที่จะรับรู้ทุกสิ่ง
เฟิงเจ๋อและเฟิงฮ่วนสบตากันก่อนจะเอ่ยขึ้นอีกครั้ง “ตอนนี้ขุนนางครึ่งหนึ่งในราชสำนักกำลังถวายฎีกาตำหนิองค์รัชทายาทกล่าวหาว่าองค์รัชทายาทใช้อำนาจในทางไม่ชอบ ทุจริต ติดสินบน ซื้อขายตำแหน่งข่มเหงราษฎร ฉุดคร่าหญิงสาว...ฎีกากองสุมเต็มไปหมดพ่ะย่ะค่ะ”
ตระกูลกู้นี้ช่างมีฝีมือจริงแผนการนี้นับว่าเหี้ยมโหดนักลงมือเพียงครั้งเดียวก็ทำให้โม่อวี้เฉินตกอยู่ในสถานะที่เสียเปรียบแล้ว