สวีหว่านหนิงอยากถามมากว่ารองผู้อำนวยการจางไปเอาความมั่นใจมาจากไหน ถึงได้กล้าท้าทายขีดความอดทนของมนุษย์ซ้ำแล้วซ้ำเล่าเช่นนี้
ผู้อำนวยการซุนเห็นมุมปากที่ยกขึ้นรวมถึงสายตาหงุดหงิดของสวีหว่านหนิงแล้วรีบยกมือปิดปากจางไคที่กำลังจะพูดต่อทันที ก่อนจะส่งยิ้มประจบให้กับสวีหว่านหนิง
“สวีจือชิงรองผู้อำนวยการจางอายุยังน้อย คำพูดคำจาไม่ค่อยมีวาทศิลป์ อย่าถือสาเขาเลยนะผมจะอบรมสั่งสอนเขาให้เอง”
พูดจบเขาก็ลากตัวจางไคออกไปข้างนอก
“คุณยังมีสมองอยู่หรือเปล่าทำไมถึงกล้าเอ่ยปากขอสูตรจากทางสวีจือชิง? อย่าเพิ่งพูดเรื่องสูตรอาหารที่ทางโรงงานอาหารลี่หมิ่นกับภัตตาคารเฉวียนฝูได้ไปเลยต่อให้พวกเขาไม่ได้สูตรอาหารไป แล้วคุณมีเงินซื้อสูตรอาหารของเธอหรือ”
ผู้อำนวยการซุนมีความสัมพันธ์อันดีกับพ่อของจางไคกอปรกับหลังรู้ว่าตนเองกำลังจะเกษียณ และจางไคจะเข้ามาทำงานในตำแหน่งของเขาแทนทำให้เขาคอยช่วยสนับสนุนจางไคมาโดยตลอด หากไม่ใช่เรื่องสำคัญมากเขาก็มักจะให้จางไคออกหน้าเป็นคนติดต่อประสานงานแทนพยายามไม่แย่งความเด่นไปจากจางไค
ใครจะไปคิดว่าจางไคจะใจกล้าบ้าบิ่นขนาดนี้!
ทว่าจางไคกลับตอบอย่างไม่รู้สึกผิดว่า“สวีจือชิงเป็นคนของโรงงานอาหารชุนหัว เธอ...”
“เธอเป็นแค่ผู้บริหารชั่วคราวพูดง่ายๆ คือโรงงานอาหารชุนหัวของเรากับเธอร่วมงานกันเพราะได้รับผลประโยชน์กันทั้งสองฝ่ายคุณคิดว่าการจ่ายเงินยี่สิบสี่หยวนต่อเดือนจะทำให้สวีจือชิงยอมทำงานถวายชีวิตให้กับโรงงานอาหารชุนหัวงั้นหรือคุณไปเอาความมั่นใจมาจากไหน”
“ต่อจากนี้คุณไม่ต้องพูดอะไรอีกแล้วแค่ได้ยินเสียงคุณผมก็หงุดหงิด!”
ผู้อำนวยการซุนตวัดสายตาใส่จางไคก่อนจะเปลี่ยนสีหน้ามาเป็นยิ้มแย้มแล้วเดินเข้าห้องไปคุยกับสวีหว่านหนิงต่อ
“สวีจือชิงวิธีการที่คุณพูดคืออะไรหรือ”
สวีหว่านหนิงตอบสั้นๆ“การขายพ่วงค่ะ”
“ขายพ่วง?”ผู้อำนวยการซุนพูดทวนคำนี้อีกครั้ง แต่เขาก็ยังไม่เข้าใจว่ามันหมายความว่าอะไร
“สวีจือชิงคุณช่วยอธิบายรายละเอียดได้หรือไม่”
“โรงงานอาหารชุนหัวของเราร่วมงานกับสหกรณ์ของเมืองจี๋ใช่ไหมคะโดยทั่วไปแล้ว สินค้าของโรงงานอาหารชุนหัว ถ้าขายไม่ออกจะถูกจัดการอย่างไรคะ”
“โดยทั่วไปพนักงานของสหกรณ์ก็จะทำการขายลดราคา”
“การลดราคาเมื่อนำมาคิดรวมมูลค่าความเสียหายส่วนใหญ่แล้วจะถอนทุนคืนไม่ได้ หรือหมายความว่าเป็นการขายแบบขาดทุนมาโดยตลอดถูกต้องไหมคะ”
ผู้อำนวยการซุนพยักหน้า
แต่มันเป็นความเสียหายปกติที่ทางโรงงานอาหารยอมรับได้ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อการเจริญเติบโตของโรงงานสักเท่าไร
“ที่จริงพวกเราสามารถเอาสินค้าที่ขายไม่ออกหลายอย่างมามัดรวมกันแล้วขายพ่วงทีเดียวได้ค่ะ”
“ฉันจะยกตัวอย่างให้ฟังคุกกี้ครึ่งกิโลกรัมราคา 1หยวน คนซื้อน้อย ลูกท้อในโหลแก้วหนึ่งใบราคา 2หยวน คนซื้อมีไม่มาก แต่ถ้าพวกเราเอาคุกกี้กับลูกท้อในโหลแก้วมาขายรวมกันและกำหนดราคาประมาณ 2-2.5 หยวนทำแบบนี้แล้วทั้งคุกกี้และลูกท้อในโหลแก้วก็จะถอนทุนคืนได้ค่ะ”
“แน่นอนว่าฉันแค่เอาคุกกี้มาเป็นตัวอย่างส่วนตอนดำเนินการจริง พวกคุณปรึกษากับทางสหกรณ์ก่อนได้หากใช้วิธีการนี้จะไม่เพียงถอนทุนคืนได้ภายในระยะเวลาอันสั้นทั้งยังช่วยกระตุ้นยอดขายสินค้าคงค้างของสหกรณ์อีกด้วยผู้อำนวยการซุนคิดว่าวิธีการนี้เป็นอย่างไรบ้างคะ”
“เยี่ยมยอดยอดเยี่ยมมากจริงๆ!”
ผู้อำนวยการซุนยกนิ้วให้กับสวีหว่านหนิง“สมแล้วที่เป็นสวีจือชิง แค่คุณออกโรง ผมก็รู้ทันทีว่าเรามีทางรอดแล้ว!”
แม้แต่จางไคที่มีอคติกับสวีหว่านหนิงครั้งนี้ก็ยังไม่พูดแทรกเพื่อหักหน้าเธอ
“แต่ลูกท้อในโหลแก้วจำนวนสองพันใบกว่าจะขายหมดไม่รู้ว่าจะต้องใช้เวลานานแค่ไหน ฉันคงรอนานขนาดนั้นไม่ได้ดังนั้นเรื่องการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคงต้องเร่งมือแล้วละค่ะ”
“ผู้อำนวยการซุนคงจะไม่สร้างความลำบากใจให้ฉันใช่ไหมคะ”
ผู้อำนวยการซุนหัวเราะเสียงสดใสก่อนจะตบอกยืนยันว่า “สวีจือชิงวางใจได้ พวกเรากลับโรงงานเมื่อไรจะรีบเปิดประชุมผู้บริหารและดำเนินการเรื่องนี้ให้เสร็จสิ้นโดยเร็วที่สุด”
พูดง่ายๆคือการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าในนามของสวีหว่านหนิง ไม่ได้ส่งผลกระทบในแง่ลบต่อโรงงานอาหารชุนหัวแล้วทำไมพวกเขาจะไม่ยินยอม
อีกอย่างลูกท้อในโหลแก้วเป็นสินค้าที่โรงงานอาหารชุนหัวผลิตได้เป็นเจ้าแรกทำไมต้องปล่อยให้โรงงานอื่นที่มาลอกเลียนแบบแย่งชิงสิทธิ์ความเป็นเจ้าของด้วย?
สิ่งที่ควรเป็นของพวกเขาจะต้องเป็นของพวกเขาใครก็แย่งไปไม่ได้!
ผู้อำนวยการซุนทำงานอย่างรวดเร็วเวลาผ่านไปแค่สองวัน เขาก็เอาเอกสารสัญญามาวางตรงหน้าสวีหว่านหนิง
“สวีจือชิงสัญญาฉบับนี้ทางเราเพิ่มเติมเนื้อหาบางส่วนลงไปด้วย คุณลองอ่านดูก่อนถ้าไม่มีปัญหาพวกเราก็จะเซ็นสัญญากันทันที แต่ถ้าคุณมีปัญหาตรงไหนผม...ผมก็จะหาวิธีแก้ไข และปรึกษากับทางผู้บริหารโรงงานอีกครั้ง”
สวีหว่านหนิงอ่านเงื่อนไขแนบท้ายสัญญาอย่างละเอียด
เงื่อนไขที่แนบมาเรียบง่ายมากเครื่องหมายการค้าที่จดทะเบียนในนามบุคคลของสวีหว่านหนิงรวมถึงผลิตภัณฑ์อาหารทั้งหมดที่อยู่ภายใต้เครื่องหมายการค้านี้หากต้องการทำการผลิตจะต้องพิจารณาโรงงานอาหารชุนหัวเป็นลำดับแรก
ผู้อำนวยการซุนสังเกตสีหน้าของสวีหว่านหนิงตลอดเวลาเมื่อเห็นสีหน้าของเธอดูเรียบเฉยจึงเสริมว่า
“ผมทราบดีว่ามันเป็นเงื่อนไขที่น่าลำบากใจแต่สวีจือชิง นี่คือผลลัพธ์ที่ผมพยายามต่อรองเต็มที่แล้วแม้ลูกท้อในโหลแก้วจะเป็นสินค้าที่คุณศึกษาวิจัยออกมาได้ แต่อย่างไรมันก็เป็นสินค้าที่อาศัยชื่อเสียงของโรงงานอาหารชุนหัวในการวางขายในอีกแง่มุมหนึ่ง ทางเราเองก็ต้องแบกรับความเสี่ยงมหาศาลด้วยเช่นกัน”
“แม้คำพูดเหล่านี้จะไม่ค่อยน่าฟังแต่โรงงานสาขาใหญ่ของพวกเราคงไม่อาจเป็นบันไดให้คุณเหยียบโดยไม่หวังผลคุณเข้าใจหลักการนี้ใช่หรือเปล่า”
สวีหว่านหนิงพยักหน้าเบาๆ“ผู้อำนวยการซุนพูดมีเหตุผลค่ะแต่ฉันตกลงกับพวกคุณได้เฉพาะแค่ในเขตพื้นที่ของมณฑลเฮยเท่านั้นที่ฉันจะพิจารณาผลิตกับโรงงานอาหารชุนหัวเป็นลำดับแรก”
จู่ๆเธอก็ขยับตัวเข้าใกล้ผู้อำนวยการซุนแล้วกระซิบว่า “ผู้อำนวยการซุน พวกเราทำงานร่วมกันมาหลายครั้งแล้วถือว่าสนิทสนมกันพอสมควร ฉันจึงไม่กลัวที่จะเปิดอกกับคุณว่าฉันอยากไปจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่ปักกิ่งก็เพราะในอนาคตเครื่องหมายการค้านี้จะถูกนำไปใช้งานที่ปักกิ่งค่ะ”
“ประเทศจีนกว้างใหญ่ไพศาลโรงงานอาหารชุนหัวของพวกคุณจะกินส่วนแบ่งการตลาดได้สักเท่าไรกันแค่มณฑลเฮยที่เดียว สำหรับพวกคุณก็เป็นตลาดใหญ่ที่เพียงพอแล้ว”
“ผู้อำนวยการซุนเป็นคนฉลาดน่าจะเข้าใจความหมายของฉันจริงไหมคะ”
ไม่รู้ว่าผู้อำนวยการซุนเจรจากับทางผู้บริหารโรงงานคนอื่นอย่างไรแต่สุดท้ายช่วงบ่ายเขาก็กลับมาที่โรงงานสาขาย่อย พร้อมกับเอกสารสัญญาที่ได้รับการแก้ไขแล้ว
ครั้งนี้เนื้อหาของเงื่อนไขแนบท้ายเป็นไปตามสิ่งที่สวีหว่านหนิงต้องการ
สวีหว่านหนิงอ่านสัญญาอย่างละเอียดอีกครั้งเมื่อมั่นใจว่าไม่มีปัญหา เธอจึงลงนามชื่อของตัวเอง
“สวีจือชิงคุณจะไปยื่นเอกสารที่ปักกิ่งเมื่อไรหรือ”
“ที่โรงงานสาขาย่อยยังมีเรื่องจิปาถะนิดหน่อยที่ฉันยังจัดการไม่เสร็จหลังเสร็จงานเมื่อไรฉันก็จะออกเดินทางทันทีค่ะ”
“ได้สิก่อนออกเดินทางจะไปหาผมหรือหัวหน้าเทศบาลชุมชนเฉินก็ได้ พวกเราจะออกจดหมายแนะนำตัวให้คุณอีกอย่างทั้งค่าตั๋วรถไฟ ค่าอาหาร และที่พัก ทางโรงงานอาหารชุนหัวของพวกเราจะจ่ายให้คุณเอง”
“ตั๋วรถไฟตู้นอนล่ะคะเบิกได้ด้วยหรือเปล่า?”