อ้วนหงุยรวบจดหมายในมือเข้าหากันด้วยสีหน้าเคร่งเครียดนี่เป็จดหมายลับซึ่งส่งมาจากอ้วนเสี้ยว ซึ่งใช้ม้าเร็วควบตรงจากเมืองปุดไฮมาส่งให้ั้แ่เมื่อตอนบ่ายจากนั้นเขาจึงเอาจดหมายฉบับนั้นจ่อเข้ากับตะเกียงน้ำมัน จดหมายเขียนบนกระดาษบางเบา(กระดาษเกิดขึ้นก่อนยุคสามก๊กหลายสิบปี กระดาษสำหรับเขียนแผ่นแรกถูกคิดค้นโดยไช่หลุนขันทีในยุคกลางของราชวงศ์ฮั่นตะวันออก) จึงติดไฟได้ง่ายชั่วครู่กระดาษแผ่นนั้นก็กลายเถ้าถ่าน ละลายหายไปกับสายลม
“นายท่าน...มีเื่อะไรหรือขอรับ?”บ่าวเฒ่าคนสนิทของอ้วนหงุยเลียบเคียงถาม เมื่อเห็นสีหน้าไม่สู้ดีของผู้เป็นาย ตามปกติแล้วอ้วนหงุยเป็คนอารมณ์เย็นท่วงท่าก็เต็มไปด้วยความสุขุมตามแบบผู้ดีสกุลอ้วน ไฉนครานี้เขาจึงมีสีหน้าที่ดูขุ่นเคืองไม่พอใจเช่นนี้?
“จดหมายจากเปิ่นซู(ชื่อรองของอ้วนเสี้ยว)บอกให้ข้ารีบเตรียมตัวย้ายรากฐานของตระกูลเสี้ยวกลับขึ้นเหนือชั่วคราว”ประโยคหลังอ้วนหงุยแค่นเสียงอย่างไม่สบอารมณ์
“เหตุใดเปิ่นซูกงจื่อ(คุณชายเปิ่นซู)จึงกล่าวเช่นนั้น?”บ่าวเฒ่าทำสีหน้าใ การย้ายรากฐานไม่ใช่เื่ที่จะนำมาพูดเล่นได้ทรัพย์สินของตระกูลอ้วนนั้นมีมากมายเหลือคณานับ เพียงสมบัติที่เก็บไว้ในจวนตระกูลอ้วนนั้นก็ต้องใช้เวลาถึงวันเต็มๆกว่าจะขนออกไปได้หมด ประการสำคัญอยู่ที่ร้านรวงต่างๆมากมายทั่วทั้งเมืองหลวงที่ถือครองโดยตระกูลอ้วน ไม่ใช่สิ่งที่คิดบอกว่าโยกย้ายก็สามารถทำได้ง่ายๆอีกทั้งไม่มีความจำเป็ต้องย้ายด้วย รากฐานของตระกูลอ้วนหยั่งลึกในนครลกเอี๋ยงมาหลายสิบปีการย้ายออกไปจึงเท่ากับว่าเสียโอกาสอย่างมหาศาล
อ้วนหงุยเหลียวซ้ายแลขวาเพื่อความปลอดภัยเมื่อแน่ใจว่าไม่มีผู้ใดอยู่ละแวกใกล้เคียงแล้วจึงกล่าวว่า “เวลานี้เปิ่นซูอยู่ที่เมืองปุดไฮกำลังรวบรวมทหารจากหัวเมืองต่างๆ เพื่อที่จะยกเข้าสู่เมืองหลวงกำจัดตั๋งโต๊ะ อีกไม่นานจะเกิดศึกใหญ่ขึ้นมันไม่้าให้ตระกูลอ้วนได้รับผลกระทบจากการสู้รบจึงส่งจดหมายมาแจ้งเตือนล่วงหน้า”
“เช่นนั้นเหตุใดนายท่านจึงไม่สั่งให้เตรียมการโยกย้าย?”บ่าวเฒ่าหน้าตาตื่น
“เ้าโง่!” อ้วนหงุยเอ็ด แล้วกล่าวต่อว่า “หากการศึกเกิดขึ้นจริงที่ไหนตั๋งโต๊ะจะรับศึกในเมืองหลวงเล่า ปมเด่นของทหารซีหลงเชี่ยวชาญการศึกบนท้องทุ่งต้องออกไปทำศึกนอกเมืองหลวงอยู่แล้ว แล้วข้าจะได้รับความเดือดร้อนได้อย่างไร?อีกอย่าง ต่อให้เปิ่นซูสามารถบุกเข้าเมืองมาจัดการตั๋งโต๊ะได้ก็เท่ากับเป็การกำจัดภัยคุมคามทั้งมวล แล้วเหตุใดข้าจะต้องย้ายกิจการและทรัพย์สมบัติออกไปด้วยเล่า?”
“ที่นายท่านพูดมาก็ถูกตระกูลอ้วนไม่จำเป็ต้องโยกย้ายจริงๆ แต่เหตุใดเปิ่นซูกงจื่อ ยังส่งจดหมายนี้มาอีก?”บ่าวเฒ่าจับต้นชนปลายไม่ถูกอย่างไรก็ตามนี่สัญชาตญาณอันปราดเปรียวของมันรับรู้ได้ว่ามีบางอย่างผิดปกติ
“เฮอะ! หากข้าเดาไม่ผิด นี่เป็แผนฮุบกลืนเสบียงอันชาญฉลาด”อ้วนหงุยขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน สำหรับกับอ้วนเสี้ยว อ้วนหงุยหามีความรู้สึกที่ดีไม่ด้วยคนผู้นี้เป็ผู้วางแผนให้โฮจิ๋นเรียกตั๋งโต๊ะเข้ามาปราบสิบขันทีจนเป็เหตุให้ตั๋งโต๊ะสามารถยึดอำนาจปกครองในนครลกเอี๋ยงได้แต่หลังจากนั้นอ้วนเสี้ยวกลับไม่ยอมกอดขาตั๋งโต๊ะ ทั้งตั้งตนเป็ศัตรูของจอมโฉดจนทำให้ตระกูลอ้วนตกอยู่ในความสุ่มเสี่ยง
ประการสำคัญยังคงเป็การต่อสู้่ชิงภายในตระกูลอ้วน
ควรทราบว่าอ้วนเสี้ยวเป็เพียงลูกหลานสายรองซ้ำเกิดจากอนุภรรยาของอ้วนฮอง ยามนี้กลับผุดเด่นขึ้นมาจนเหนือกว่าลูกหลานสายหลักประการนี้ทำให้เหล่าผู้าุโในตระกูลอ้วนรู้สึกไม่ยินดีนักเพราะหากอ้วนเสี้ยวสามารถกำจัดตั๋งโต๊ะได้จริงย่อมจะได้รับการปูนบำเหน็จตำแหน่งและลาภยศเงินทองมากมายจากราชสำนักทั้งยังถูกจารึกชื่อในประวัติศาสตร์อีกด้วยซึ่งถ้าเป็เช่นนั้นตระกูลอ้วนสายหลักย่อมถูกลดบทบาทและความสำคัญลงไปดีไม่ดีอาจถูกเบียดไปเป็สายรองแทนก็เป็ได้ ซึ่งอ้วนหงุยไม่ยินยอม
อ้วนหงุยแค่นเสียงแล้วกล่าวต่อว่า
“เปิ่นซูเป็เ้าเมืองปุดไฮซึ่งเป็เมืองทางเหนือ อยู่ใกล้ชายทะเลตะวันออกที่รกร้าง การรวบรวมเสบียงและไพร่พลที่จริงสามารถทำได้ยากอยู่แล้วตอนนี้มันคงอยู่ในภาวะที่้าเสบียงจำนวนมากตระกูลอ้วนเรานับว่าเป็ผู้ค้าขายเสบียงอันดับหนึ่งในเมืองหลวง เปิ่นซูที่้าให้เราอพยพขึ้นเหนือแท้ที่จริงแล้ว้าเสบียงนั่นเอง”
“นายท่านช่างปราดเปรื่องนัก...แต่ว่า...หากไม่ยินยอมเคลื่อนย้ายตามคำแนะนำของเปิ่นซูกงจื่อภายหน้าจะมีปัญหากันหรือไม่?” บ่าวเฒ่าแสดงความวิตกกังวลความหมายอีกประการคือหากอ้วนเสี้ยวก่อการสำเร็จ ย่อมมีอำนาจวาสนาที่สูงขึ้นถึงตอนนั้นหากไม่ผูกไมตรีกันไว้หรือตั้งตนเป็อริกับอีกฝ่ายย่อมไม่ใช่เื่ที่ดีแน่
อ้วนหงุยครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วกล่าวว่า
“ถ้าเช่นนั้นส่งเสบียงให้กับเปิ่นซูสามร้อยหาบเงินร้อยแท่ง ทองคำสามสิบแท่ง พร้อมทั้งบอกกับมันว่าเหตุการณ์ในเมืองหลวงสับสนวุ่นวายหาควรเคลื่อนไหวประการใดไม่”
“ขอรับ”บ่าวเฒ่าประสานมือรับคำสั่ง แต่แล้วสีหน้าก็เผยให้เห็นความไม่สบายใจบางประการจึงถามขึ้นอย่างลังเลว่า “แล้วทางด้านตั๋งโต๊ะล่ะขอรับ ข่าวคุณชายเปิ่นซูรวบรวมไพร่พลคิดหมายยกเข้ามาทำศึกกับมันอาจคิดว่าตระกูลอ้วนรู้เห็นเป็ใจก็เป็ได้นะขอรับ”
“เฮอะ! มันกล้า? หากคิดลงมือกับตระกูลอ้วน จะมีตระกูลขุนนางอื่นๆ มากมายนับไม่ถ้วนลุกฮือขึ้นข้าเชื่อว่ามันไม่กล้าที่จะสร้างศัตรูภายในระหว่างนี้อย่างเด็ดขาด” อ้วนหงุยกล่าวอย่างดูแคลนหากทัพของอ้วนเสี้ยวเคลื่อนเข้าประชิดพระนครลกเอี๋ยงนับว่าตระกูลอ้วนของเขาปลอดภัยแล้วกว่าครึ่ง สถานการณ์เช่นนั้นเขาเชื่อว่าตั๋งโต๊ะแม้โเี้อำมหิตยังไม่กล้าเสี่ยงเปิดแนวรบภายในขึ้น อย่างไรก็ตามเขาหรี่ตาลงเล็กน้อย กล่าวต่อว่า“แต่เพื่อความปลอดภัย เ้าให้คนไปรวบรวมทรัพย์สมบัติทั้งหมดเก็บไว้อย่างมิดชิดเสบียงอาหารทั้งหมดที่เก็บไว้ ให้หาวิธีการขนย้ายไปยังโกดังนอกเมืองลกเอี๋ยงอีกทั้งระหว่างนี้ให้หยุดรับข้าวสารและธัญพืชจากพื้นที่ต่างๆ ก่อนชั่วคราว”
“ขอรับ”บ่าวเฒ่ารับคำแล้วถอยกายจากไป
“เฮอะ! เปิ่นซู เ้าเป็เพียงลูกหลานสายรอง คิดจะเผยอหน้าขึ้นมาเทียบเคียงสายหลัก?ช่างไม่เจียมตัวนัก” อ้วนหงุยแค่นเสียง แน่นอนว่าถ้าหากเขามีญาณทิพย์สามารถมองเห็นเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตไม่นานจากนี้อีกทั้งประเมินความบ้าบิ่นของตั๋งโต๊ะได้แม่นยำกว่านี้ คงไม่กล่าวออกมาเช่นนั้นแล้ว
“ว่าไงนะ?ตันก๋งปฏิเสธที่จะเข้าร่วมกับข้า?” จางหลงเลิกคิ้วเมื่ออ่านสาร์นลับจากม้าเร็วที่ส่งมาจากเมืองจงพวนเขารู้สึกแปลกใจอยู่บ้าง อย่างไรก็ตามเมื่อครุ่นคิดดู ในเวลานี้ตันก๋งทั้ง “ใจสลาย”และ “เสื่อมศรัทธา” ในผู้คนควรทราบว่าตันก๋งเป็ขุนนางตงฉินที่เห็นความเสื่อมโทรมของบ้านเมืองเลื่อมใสโจโฉที่อีกฝ่ายกล้าใช้ชีวิตตนเองเป็เดิมพันลอบสังหารตั๋งโต๊ะ จึงลอบปล่อยตัวโจโฉที่ถูกจับเป็ผู้ต้องหาทางการในขณะนั้น และร่วมเดินทางไปด้วยหมายช่วยเหลือบ้านเมือง มิคาดภายหลังจากอยู่ร่วมกันมาระยะหนึ่งโจโฉกลับเผยสันดานอำมหิต ด้วยการสังหารแป๊ะเฉียอย่างโเี้เพียงเพราะความเข้าใจผิดตันก๋งเห็นเช่นนั้นก็เกิดเสื่อมศรัทธาในตัวโจโฉ ลอบหาทางแยกตัวจากมา
คนของจางหลงรีบเข้าไปเจรจากับตันก๋งหวังดึงตัวเข้าร่วมทำงานเพื่อบ้านเมืองภายใต้นามของ “คุณชายจาง” ตันก๋งปฏิเสธทันทีเพราะไม่เชื่อใจผู้ใดอีกแล้วคิดเพียงกลับบ้านเกิดเพื่อทำไร่ไถนานับแต่นี้วางมือไม่คิดเป็วีรบุรุษเพื่อกอบกู้บ้านเมืองอีกต่อไป
“ในโลกนี้ทุกผู้คนล้วนจอมปลอม”ตันก๋งถึงกับทิ้งท้ายเช่นนั้น ก่อนควบม้าจากไป
“ยากนักที่มันเห็นซึ้งถึงความเป็จริงของโลกภายในเวลาชั่วข้ามคืน”จางหลงถอนหายใจออกมาเบาๆทราบว่าความคิดนี้เป็แรงผลักดันให้ตันก๋งเข้าร่วมกับลิโป้ในอีกหลายปีให้หลังจากนั้นเปลี่ยนเป็กล่าวว่า “ตอนนี้ยังไม่ต้องสนใจมัน ข้าเชื่อว่าอีกไม่นานเราจะได้ตัวตันก๋งผู้นี้เป็แน่” หากแผนการของเขาสำเร็จเขาไม่จำเป็ต้องกลัวว่าจะไม่ได้ตัวตันก๋งแต่ในตอนนี้จำเป็ต้องปล่อยวางคนผู้นี้เอาไว้ก่อนเพราะแผนการขั้นต่อไปของเขาจะเริ่มขึ้นแล้ว
“สถานการณ์ที่เมืองเตียงฮันเป็อย่างไร?”จางหลงถามขึ้น สายสืบชุดแรกภายใต้การว่าจ้างของ “คุณชายจาง” เริ่มเดินทางสู่นครฉางอันเพื่อสืบข่าวสารต่างๆแล้ว ซึ่งจางหลงกำลังรอการรายงานจากสายสืบเหล่านี้อยู่
“ทูลฝ่าานี่เป็รายงานชุดแรกที่ส่งมา” เหยาซู่ถวายม้วนกระดาษที่จดบันทึกข่าวสารส่งให้กับฮ่องเต้ จางหลงรับมาคลี่อ่าน
ข้อมูลชุดแรกเป็ข้อมูลด้านสภาพสังคมและเศรษฐกิจเป็เวลาร้อยกว่าปีแล้วที่ราชวงศ์ฮั่นตะวันออกย้ายราชธานีมายังลกเอี๋ยงแต่นครเตียงฮันอันเป็เมืองหลวงเก่ายังคงมีผู้คนอาศัยอย่างหนาแน่นเมืองแห่งนี้เป็เมืองหลวงของราชวงศ์ฮั่นตะวันตกมาหลายร้อยปี แม้เสื่อมโทรมลงไปั้แ่สมัยของหวางหม่าง(อองมัง) แต่ยังคงคึกคักไปด้วยผู้คนจำนวนมาก ไม่แพ้เมืองลกเอี๋ยงเลยก็ว่าได้และเมื่อมันเป็เมืองที่มีผู้คนอาศัยอยู่จำนวนมากเท่ากับว่าเป็เมืองเศรษฐกิจเมืองหนึ่งในแถบนี้นั่นเอง
ธุรกิจในเมืองเตียงฮันที่ใหญ่ที่สุดย่อมเป็การค้าขายเสบียงข้าวสาร เกลือ ซึ่งส่วนใหญ่กิจการเ่าั้อยู่ภายใต้ตระกูลใหญ่ห้าตระกูลในบรรดาตระกูลเหล่านี้ นับตระกูลอ้วน ถือครองร้านรวงในเตียงฮันมากที่สุด
“ตระกูลอ้วน?”จางหลงหรี่ตา ตระกูลอ้วนเป็ตระกูลเก่าแก่ที่มีรากฐานในราชสำนักฮั่นมาหลายสิบปี ทั้งอิทธิพลในดินแดนจงหยวนก็ไม่น้อยหน้ากว่าใครย่อมเป็เื่ธรรมดาที่กิจการของตระกูลอ้วน ยิ่งมายิ่งใหญ่โต จนแทบสามารถควบคุมเส้นทางเศรษฐกิจส่วนใหญ่เอาไว้ได้สาเหตุที่อ้วนเสี้ยวมีเสบียงนับล้านกระสอบก่อนการทำศึกกัวต๋อกับโจโฉเพราะอาศัยเส้นทางการค้า และการสนับสนุนด้านเสบียงจากตระกูลอ้วนนี่เอง
นอกจากกิจการทั่วไปอย่างการค้าขายเสบียงอาหารแล้วตระกูลอ้วน ยังเป็เ้าของ กิจการประเภทบ่อนพนัน หอนางโลม และเหลาสุราอีกมากมายนับไม่ถ้วนสรุปแล้วตระกูลอ้วนถือว่าผูกขาดธุรกิจทั้งบนดินและใต้ดินแทบจะครบวงจร
จางหลงยกยิ้มที่มุมปาก...นี่จึงเป็ตระกูลที่เขาหมายตาเอาไว้
ในโลกใบนี้เกรงว่ามีแต่เขาผู้เดียวที่รู้ว่า จุดจบของตระกูลอ้วนในภาคกลางใกล้มาถึงแล้ว เมื่อศึกพันธมิตร 18หัวเมืองะเิขึ้น ตั๋งโต๊ะจะจับตัวหัวหน้าตระกูลอ้วนไปสังหารเซ่นธงชัยของมันก่อนออกศึกและเมื่อทัพ 18 หัวเมืองยกเข้าสู่เมืองหลวง ตั๋งโต๊ะก็สั่งให้ทหารเข้าไปเข่นฆ่าสังหารคนในตระกูลอ้วนแดนจงหยวนเพื่อยึดทรัพย์ทำให้อิทธิพลของตระกูลอ้วนในภาคกลางล่มสลายหายไปอย่างน่าเสียดาย
จางหลงที่ย้อนเวลามาจากอนาคตคิด่ชิงอิทธิพลของตระกูลอ้วนสักครา เพื่อรากฐานในวันข้างหน้า แต่อย่างไรก็ตามเื่นี้ต้องเตรียมการให้รอบคอบจึงจะสามารถลงมือปฏิบัติการได้ดังนั้นจางหลงจึงได้แต่เก็บเื่นี้เอาไว้ก่อน แล้วหันไปถามเหยาซู่ว่า
“จริงสิเ้าได้ไปพบเคาทูกับเคาเต๋งหรือยัง?”
“ทูลฝ่าากำหนดนัดหมายคือคืนนี้พะย่ะ” เหยาซู่ประสานมือ
“ที่ใด?”
“โรงเตี๊ยมลั่วเหอริมแม่น้ำลั่ว พะย่ะค่ะ”
จางหลงกลอกตารอบหนึ่งกล่าวว่า “ดี! ถ้าเช่นนั้นข้าจะไปด้วย!” ในใจนึกอยากยลโฉมขุนพลในตำนานของโจโฉผู้นี้สักครา แต่เหยาซู่กลับทำหน้าใกล่าวทัดทานว่า
“ทูลฝ่าานี่ไม่เหมาะกระมัง? จริงอยู่ในตอนนี้ท่านไปไหนมาไหนในเขตราชฐานได้อิสระแต่หากคิดออกไปนอกเมือง เกรงว่าคงไม่สามารถทำได้” ฮ่องเต้เป็ตัวประกันของตั๋งโต๊ะไหนเลยอีกฝ่ายจะปล่อยให้ออกไปเที่ยวเล่นได้ง่ายๆขนาดเหยาซู่เองหาก้าออกนอกวังยังต้องผ่านด่านตรวจค้นอย่างแ่าหลายชั้น
จางหลงไม่ตอบคำเพียงกางแผนที่แผ่นหนังออก แล้วจิ้มไปที่ตำหนักสนมอ้องผู้เป็มารดาของเล่าเหียบแล้วกล่าวว่า “ตำหนักสนมอ้องท่านแม่ของข้าตรงนี้อยู่ติดกำแพงวังด้านตะวันออกแม้ไม่มีทางเข้าออกโดยตรง แต่มีหอสำหรับสังเกตการณ์ซึ่งอดีตฮ่องเต้(เลนเต้)ทรงรับสั่งให้สร้างไว้ ขอเพียงเราทะลุป่าไผ่ไปได้ก็จะบรรลุถึงหอนี้”
“แต่หอสังเกตการณ์ย่อมมีการจัดกำลังเฝ้าไว้?”
“เป็เพียงทหารเลวไม่กี่คนเท่านั้น หรือเ้ายังกลัวว่าไม่สามารถจัดการได้?”จางหลงแสยะยิ้ม กล่าวเสริมว่า “ฟังว่าในยุทธภพมียาสลบประเภทรมควันใช้งานนี่เป็เื่จริงหรือไม่?”
เหยาซู่กรอกตารอบหนึ่งแล้วตอบว่า “เช่นนั้นผู้น้อยจะไปจัดเตรียมเดี๋ยวนี้”
จากนั้นประสานมือถวายบังคมแล้วถอยกายออกไป
“อะไร?นี่เป็ศพที่ห้าแล้ว?” ชายวัยกลางคนใบหน้าหล่อเหลาสง่างามในชุดบัณฑิตผู้หนึ่งอุทานขึ้นแล้วเงยหน้าขึ้นจากม้วนหนังสือไม้ไผ่ที่กำลังอ่านอยู่ ในใจรู้สึกเหนือความคาดหมายอยู่บ้างจึงกล่าวว่า “แต่ข้าจำได้ว่าฮ่องเต้น้อยพระองค์นี้ขลาดเขลายิ่งไฉนเปลี่ยนเป็ดุร้ายขึ้นมาเช่นนี้?”
“เฮอะ! ฝ่าาที่กล้าหยิ่งผยองเช่นนี้ คิดว่าคงมีคนหนุนหลังอยู่อย่างแน่นอน” ลิยู บุตรเขยตั๋งโต๊ะแค่นเสียงเหี้ยนเต้หาเื่สังหารคนของเขาไปถึงห้าศพแล้ว นี่นับว่าไม่สบอารมณ์อย่างยิ่ง โดยเฉพาะเมื่อนึกถึงใบหน้าที่เหิมเกริมของเหี้ยนเต้ ทำให้ลิยูต้องกำหมัดแน่นด้วยความโกรธแค้นที่ครุกรุ่นอยู่ลึกๆ
“จริงหรือ?”ชายหนุ่มคู่สนทนาของลิยูขมวดคิ้ว ในใจรู้สึกว่าน่าจะมีบางอย่างที่ซับซ้อนกว่านั้น “เหวินโยว(ชื่อรองของลิยู)ท่านคิดว่ามีคนอยู่เื้ัฝ่าาจริงๆ?”
“ตอนนี้ฝ่าาสุมหัวรวมกับสนมตระกูลฮกอาจบางทีเป็ไปได้ว่าฝ่าาเข้าร่วมกับฮกอ้วนแล้วก็เป็ได้” ลิยูตั้งข้อสังเกตจากนั้นเปลี่ยนเป็ถามว่า “แล้วเหวินเหอท่านคิดเห็นเป็ประการใด?”
ที่แท้ชายผู้นี้คือกาเซี่ยง(เจี๋ยสวี่)ชื่อรองเหวินเหอ เป็ที่ปรึกษาของลิฉุย กุยกี ทั้งดำรงตำแหน่งเถาหลู่เสี้ยวเว่ย(ชื่อตำแหน่งนายพันทหารม้า)ทำหน้าที่ภายใต้การกำกับของงิวฮู บุตรเขยอีกคนของตั๋งโต๊ะกาเซี่ยงผู้นี้เป็ผลิตผลจากสำนักฝ่าเจียเช่นเดียวกับลิยู จึงไม่มีความรู้สึกที่ดีให้กับราชวงศ์ฮั่นอันฟอนเฟะในความเห็นของกาเซี่ยงราชวงศ์ฮั่นใกล้ถึงจุดสิ้นสุดเต็มที (หมายเหตุกาเซี่ยงในปีชูผิงที่ 1 มีอายุ 43 ปี)
“ข้าคิดว่าตระกูลฮกไม่ได้อยู่เื้ัฝ่าา”กาเซี่ยงส่ายหัวหลังจากคิดอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นอธิบายต่อว่า “เพราะตระกูลฮกหาได้เป็ตระกูลที่มีความเกี่ยวข้องกับการทหาร ทั้งไม่ได้อำนาจในการกุมกำลังพลดังนั้นแม้ฝ่าาจะได้คนตระกูลฮกมาเป็พวก ก็ยังไม่กล้าที่จะกำแหงเช่นนี้”
“แล้วท่านคิดว่าเป็ผู้ใดที่หนุนหลังฝ่าา?”ลิยูเลิกคิ้ว
“เื่นี้แม้แต่ข้าเองก็ไม่แน่ใจด้วยสถานการณ์ในเมืองหลวงเวลาคล้ายคลื่นใต้น้ำไม่สามารถมองเห็นได้จากผิวน้ำที่เรียบนิ่ง คงต้องจับตาดูไปก่อน” กาเซี่ยงถอนหายใจ จากนั้นเปลี่ยนเป็กล่าวว่า“สถานการณ์ทางเหนือไม่ค่อยหน้าไว้วางใจ มีข่าวว่าโจโฉที่หนีไปได้ กลับไปที่เมืองตันลิวซ่องสุมผู้คนเตรียมก่อการกระด้างกระเดื่องซ้ำอ้วนเสี้ยวแห่งเมืองปุดไฮเองก็มีท่าทีไม่ชอบมาพากล หากข้าเดาไม่ผิดสองคนนี้จะต้องก่อเื่ยุกยากขึ้นในไม่ช้า ดังนั้นในตอนนี้หากเป็ไปได้ก็อย่าเพิ่งมีเื่ขัดใจกับฝ่าาเลยใต้เท้ามหาอุปราชยังต้องใช้งานตราประทับของฮ่องเต้อยู่”
“เหวินเหอ(ชื่อรองของกาเซี่ยง)ท่านวางใจ ข้าย่อมรู้หนักเบาดี” แม้จะไม่พอใจแต่ลิยูก็รับคำทั้งสองสนทนากันอีกครู่หนึ่ง กาเซี่ยงก็ขอตัวลากลับในห้องนั้นเหลือแค่ลิยูตามลำพัง
“เข้ามา!” ลิยูเอ่ยขึ้น
บ่าวคนสนิทของเขาเดินเข้ามาทันทีน่าแปลกที่เื้ัมีเด็กผู้ชายวัยประมาณเก้าขวบตามหลังมาด้วย ลิยูลุกขึ้นโบกมือให้เด็กคนนั้นเดินเข้ามาหาเขาอย่างช้าๆ เด็กชายดูกล้าๆ กลัวๆ แต่ภายใต้สีหน้าหน้าที่เ็าของลิยูทำให้เด็กชายไม่กล้าปฏิเสธคำสั่งนั้น
ลิยูใช้มือจับที่คางของเด็กชายพลิกซ้ายขวาเพื่อดูรูปหน้าของเขา จากนั้นยิ้มออกมาอย่างพึงพอใจ กล่าวว่า “ใช้ได้แม้สกปรกมอมแมมไปบ้าง แต่ก็คล้ายคลึงถึงแปดเก้าส่วน...เ้ามีชื่อว่าอะไร?”ประโยคท้ายถามเด็กชาย
“หลี่...หลี่โก่วขอรับ” เด็กชายตอบอย่างขลาดเขลาไม่กล้ากระทั้งหายใจแรง กลัวจะสร้างความไม่พอใจให้กับอีกฝ่าย มันเป็เพียงเด็กยากจนที่มาจากเมืองรอบนอกเคยได้ยินว่าใต้เท้าทั้งหลายในเมืองหลวงล้วนมีอำนาจสั่งปะาผู้ใดก็ได้มันไม่้าถูกฆ่าเพียงเพราะขัดใจ “แหย(หมายถึงนายท่าน)” เหล่านี้
“เ้าไม่ต้องกลัวข้าไม่คิดจะทำอะไรเ้า” ลิยูยิ้มเย็น เมื่อเห็นร่างน้อยๆ ของเด็กชายสั่นเทาบุตรเขยตั๋งโต๊ะหันไปสั่งกับบ่าวคนสนิทว่า “เ้าพามันไปอาบน้ำทำความสะอาดและหาที่พักผ่อนให้กับมัน อย่าลืมหาอาหารให้มันกินด้วย ตอนนี้ยังผอมไปนิดเกรงว่าต้องขุนอีกพักใหญ่จึงจะสามารถใช้งานได้”
“ขอรับนายท่าน”บ่าวคนสนิทรับคำ แล้วพาหลี่โก่วออกไป เมื่อเดินผ่านคันฉ่องทองเหลืองภาพของเด็กชายที่สะท้อนออกมา กลับมีรูปร่างหน้าตาคล้ายกับเหี้ยนเต้ราวกับฝาแฝดเพียงหลี่โก่วผู้นี้มอมแมมกว่าเท่านั้น
“แผนปิดฟ้าเปลี่ยนดวงตะวัน(สับเปลี่ยนของที่ไร้ค่าให้เป็ของมีค่ามักใช้เวลาหาตัวปลอมมาสับเปลี่ยนกับผู้มีอำนาจ)นี้มิอาจไม่ใช้ออก เล่าเหียบอย่าได้โทษข้าเลย เ้าเป็หุ่นเชิดที่เริ่มมีความคิดอ่าน ข้ามิอาจปล่อยไว้ได้”ลิยูแสยะยิ้มอย่างเหี้ยมเกรียม
ห้องดื่มส่วนตัวบนชั้นสองโรงเตี๊ยมลั่วเหอ ริมแม่น้ำลั่ว
“เสี่ยวเอ้อเอาเหล้าที่ดีที่สุดมาสองชั่ง กับแกล้มสองอย่าง” เคาทูสั่งจากนั้นเมื่อเห็นสายตาดูถูกของเสี่ยวเอ้อจึงตวาดว่า “มองอะไร? ข้ามีเงินจ่ายยังไม่รีบไปจัดการอีก” พร้อมกับล้วงเงินแท่งออกมาแท่งหนึ่งวางบนโต๊ะเสี่ยวเอ้อที่ในตอนแรกนึกดูแคลนที่เห็นคนผู้นี้ต่างกายคล้ายคนบ้านนอกก็รีบเปลี่ยนท่าที กลายเป็นอบน้อมกุลีกุจอขึ้นมา กล่าวว่า
“นายท่านได้โปรดรอสักครู่ข้าน้อยจะรีบยุกสุรามาให้” จากนั้นเผ่นเข้าไปที่ครัวเคาทูเห็นเช่นนั้นก็แค่นเสียงดังเฮอะ หันไปกล่าวกับเคาเต๋งผู้น้องว่า“มีเงินล้วนสามารถใช้ภูติผีโม่แป้งได้ เ้าเห็นหรือยัง?”
“พี่ใหญ่กล่าวถูกต้องแต่จะถูกต้องกว่านี้หากชดใช้เงินส่วนของข้าที่ท่านใช้ไปหมดแล้วออกมา” เคาเต๋งยังไม่ยอมเลิกราในประเด็นนี้
“เฮ้ยบอกแล้วไงว่ารอให้ข้าพบกับคนผู้นั้นก่อน เงินแค่ไม่กี่ตำลึงไม่นับว่าเป็อย่างไร”เคาทูโบกมือเบาๆ ขณะนั้นสุราอาหารยกมาแล้ว สองพี่น้องดื่มกินสนทนาปราศัยกันอยู่ครู่หนึ่ง เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นที่เื้ั
“จ้งคัง(ชื่อรองของเคาทู)จากมาสบายดี?”
“ที่แท้พี่เหยามาแล้ว”เคาทูหัวเราะฮ่าๆ ประสานมือคารวะ แต่พริบตาพลันอุทานดังเอ๊ะ กล่าวว่า“พี่เหยา...เสียงของท่าน...เหตุใดจึงเป็เช่นนั้น?”
เหยาซู่ซึ่งอยู่ในชุดลำลองแบบเดียวกับชาวยุทธ์ทั่วไปถอนหายใจออกมากล่าวว่า “กล่าวไปแล้วเื่ราวยืดยาวยิ่ง...”จากนั้นบอกเล่าชะตากรรมชีวิตของตนเองอย่างคร่าวๆ ออกมา
“บัดซบ! โจรโฉดตั๋งโต๊ะกลับกล้าก่อเหตุเช่นนั้น? ไม่ได้ข้าจะไปจัดการกับมันเดี๋ยวนี้” เคาทูคว้าดาบแล้วลุกขึ้นแต่เหยาซู่จับข้อมือมันเอาไว้ กล่าวว่า “น้ำใจของน้องจ้งคัง ผู้พี่ขอรับด้วยใจแต่ในตอนนี้ตั๋งโต๊ะเป็มหาอุปราช มีทหารมากมายล้อมหน้าหลังไหนเลยน้องจ้งคังท่านจะสามารถเข้าถึงตัวมันได้ง่ายๆ?”
เคาทูคิดแล้วก็เห็นจริงจึงนั่งลงอย่างไม่ยินยอมพร้อมใจ คว้าเอาสุรามารินดื่มดับอารมณ์ จากนั้นเปลี่ยนเป็กล่าวว่า“จริงสิ พี่เหยา นี่คือเคาเต๋งน้องชายข้าเอง เคาเต๋งนี่พี่เหยาคนที่ข้าเคยเล่าให้ฟัง”
“พี่เหยา”
“น้องเคาเต๋ง”
ทั้งสองประสานมือทักทายกันตามแบบชาวยุทธ์ไม่นานเคาทูจึงเริ่มบทสนทนาว่า “พี่เหยา ท่านส่งจดหมายเรียกเรามาที่เมืองหลวง ที่แท้มีงานใดคิดว่าจ้างหรือ?”
“เื่นี้กล่าวไปยืดยาวยิ่งน้องจ้งคัง เคาเต๋ง พวกท่านเองก็รู้ หลายปีมานี้กังฉินครองเมือง ก่อกรรมทำเข็ญจนแผ่นดินลุกเป็ไฟประชาราษฎร์เดือดร้อนไปทุกหย่อมหญ้า นายข้าเล็งเห็นถึงกลียุคที่จะเกิดขึ้นจึงคิดจะตั้งกองกำลังป้องกันตัวเองขึ้น ในเวลานี้ได้ติดต่อชาวยุทธ์ที่เคยถูกเหล่ากังฉินให้ร้ายจนมีคดีติดตัวไว้จำนวนหนึ่งแล้วข้าเห็นว่าน้องจ้งคังท่านมีฝีมือล้ำเลิศ จึงคิดชักชวนเข้าขบวนการแน่นอนว่าย่อมรวมถึงน้องเคาเต๋งด้วย” เหยาซู่อธิบาย
“ให้เข้าร่วมขบวนการ?”เคาทูเลิกคิ้ว กล่าวเสียงต่ำว่า “พี่เหยา เื่นี้ต้องกล่าวให้ชัดพวกเราไม่ใช่นักฆ่า ไม่รับงานฆ่าคน”
“น้องจ้งคังคิดมากไปแล้วกล่าวไปแล้วพวกเราเพียงคิดก่อตั้งกลุ่มของชาวยุทธ์ขึ้นมาเพื่อป้องกันตัวเท่านั้นมิได้คิดรุกรานผู้ใด” เหยาซู่หัวเราะ
“พี่เหยางานนี้เงินดีหรือไม่?” เคาเต๋งถามอย่างสนใจ หากไม่ใช่งานรับจ้างฆ่าคนก็นับว่าสามารถพูดคุยกันได้
“แน่นอนว่างานนี้เงินดีน้องเคาเต๋งคงเห็นแล้วว่านายท่านของข้ามือเติบแค่ไหนเพียงจดหมายชักชวนก็ส่งมอบเงินให้หลายตำลึงเป็ค่าน้ำร้อนน้ำชาให้” เหยาซู่โน้มน้าว
“ข้าชักอยากจะพบหน้านายท่านผู้นี้เสียแล้ว”เคาทูถูฝ่ามือเบาๆ เหยาซู่เห็นดังนั้น จึงใช้จอกเคาะโต๊ะเป็จังหวะสามครั้งเพียงไม่นานร่างหนึ่งก็ปรากฏขึ้น
“พี่เหยาไหนล่ะนายท่านที่ว่า? ข้าเห็นเพียงแค่เด็กน้อยผู้หนึ่ง” เคาทูทำหน้าตื่นเบื้องหน้าของเขามีเด็กน้อยอายุไม่น่าเกิน 9-10 ขวบยืนอยู่ใบหน้าอ่อนเยาว์หล่อเหลานั้นยิ้มน้อยๆ เด็กผู้นั้นเดินเข้ามาแล้วประสานมือกล่าวว่า
“จ้วงซื่อ (ผู้เข้มแข็ง)ทั้งสอง ผู้น้องคือนายท่านที่พี่เหยาซู่กล่าวถึง” เมื่ออยู่ด้านนอกจางหลงไม่กล้าเรียกเหยาซู่ตรงๆ อย่างไรก็ตาม หลังความตื่นตะลึงเคาทูกับเคาเต๋งล้วนมีทีท่าไม่พอใจ
“พี่เหยานี่มันเื่ล้อเล่นอันใดกัน?...เคาเต๋ง พวกเรากลับ” เคาทูลุกขึ้นหมายสะบัดหน้าจากไปจนเหยาซู่ต้องบอกว่า “ใจเย็นๆ ก่อนน้องจ้งคัง คุณชายน้อยผู้นี้คือนายท่านของข้าจริงๆ”
“พี่เหยาอภัยที่ข้ากล่าวตรงๆ เราสองคนควบม้ามาถึงเมืองหลวง ความจริงคิดมาหางานทำเพื่อลงหลักปักฐานแต่เมื่อท่านเล่นไม่รู้จักเลิกเช่นนี้ พวกเราได้แต่ขออำลา”สองพี่น้องประสานมือด้วยสีหน้าขุ่นเคือง กำลังก้าวเท้าออกไป มิคาดจางหลงเปล่งเสียงหัวเราะออกมาแล้วกล่าวว่า
“ผู้น้องความจริงได้ยินว่าพี่เคาทูพี่เคาเต็งเคยรบกับยอดคนลิโป้มาเมื่อไม่กี่วันก่อนความจริงนึกชื่นชมในความกล้าหาญเยี่ยงวีรบุรุษ จนอยากพบหน้าสักคราหาคาดไม่ว่าแท้จริงแล้วท่านทั้งสองเป็แต่เพียงคนมุทะลุดุดัน มองคนแต่เพียงผิวเผินเท่านั้น”กล่าวจบสีหน้าเปลี่ยนเป็กระด้างเ็า
“เ้าว่าไงนะ?”เคาเต๋งตวาด แต่เคาทูโบกมือให้หยุด หรี่ตาลงแล้วกล่าวว่า “เ้ารู้ได้อย่างไรว่าพวกเราเคยประมือกับลิโป้มาแล้ว?”
“พี่เคาทูหูตาของข้าในเมืองหลวงแม้ไม่อาจบอกว่ารู้ได้ทุกอย่าง แต่ขอเพียงเป็เื่ที่อยากรู้ย่อมสามารถรู้ได้ไม่ยาก” จางหลงหัวเราะเบาๆ จากนั้นกล่าวต่อว่า“พละกำลังของท่านทั้งสองหาเป็รองลิโป้ไม่ เพียงแต่กระบวนยุทธด้อยกว่าอยู่บ้างทั้งได้ยินว่าลิโป้มีกระบี่เจ็ดดาว ซึ่งเป็อาวุธวิเศษพวกท่านจึงเพลี่ยงพล้ำเสียที ข้าเชื่อว่าหากพวกท่านมีอาวุธวิเศษในมือวันนั้นลิโป้เองก็คงไม่อาจทำอะไรพวกท่านได้...”
จางหลงเอากระบี่หยูฉางที่พกติดตัวมาวางบนโต๊ะกล่าวต่ออีกว่า “นี่เป็กระบี่หยูฉาง กระบี่ชื่อดังในยุคชุนชิว เคยสังหารหวังเหลียวเ้าแคว้นอู๋มาแล้วหากเทียบกับกระบี่เจ็ดดาว มีแต่เหนือกว่า ข้าเชื่อว่าหากท่านมีกระบี่เล่มนี้ในมือต่อให้เป็ลิโป้ท่านก็สามารถสู้ได้”
เคาทูเห็นเช่นนั้นก็หยิบเอากระบี่หยูฉางขึ้นมาดูพบว่ามันเหมาะมืออย่างยิ่ง เมื่อใช้มือลูบไล้ก็พบว่าเนื้อกระบี่เย็นเฉียบตัวกระบี่สะท้อนแสงตะเกียงเป็ริ้วโลหิตจางๆ ทั้งลองกวัดแกว่งกระบี่เล่มนี้ก็เกิดเสียงวิ้งๆ จางๆ
“นับว่าเป็กระบี่ชั้นเลิศมีแต่ยอดกระบี่เท่านั้น จึงสามารถตัดอากาศจนเกิดเสียงได้” เคาทูพึมพำเบาๆอย่างหลงไหล แม้แต่เคาเต๋งเองก็มองมาด้วยแววตาฝันใฝ่ ผู้ฝึกยุทธ์ทุกคนมีสามสิ่งที่ยากต้านทานหนึ่งคือยอดสตรี สองคือยอดสุรา และสามคือยอดกระบี่ อย่างไรก็ตามชั่วครู่เคาทูก็วางกระบี่ลงแล้วถามว่า “คุณชายน้อย ที่ท่านเอากระบี่เล่มนี้ออกมา หรือคิดมอบให้พวกเรา?”
“นั่นย่อมแน่นอนพี่เคาเป็ยอดฝีมือที่หาได้ยาก กระบี่วิเศษย่อมเหมาะสมกับท่าน ขอกล่าวตรงๆหากท่านยินยอมติดตามข้า ข้าจะมอบกระบี่เล่มนี้ให้กับท่าน” จางหลงเดิมพันไม่ได้คิดเสียดายกระบี่วิเศษเลยแม้แต่น้อย ควรทราบว่าหากคิดเป็จอมคนสิ่งแรกที่จะต้องมีก็คือความใจกว้าง
เคาทูมีสีหน้าหวั่นไหวใจหนึ่งคือหวั่นไหวกับกระบี่ตรงหน้าสองคือหวั่นไหวกับความใจกว้างของคุณชายน้อยผู้นี้ หากเป็คนทั่วไปไหนเลยจะกล้ามอบกระบี่วิเศษให้กันได้ง่ายๆอย่างไรก็ตามเขายังไม่ตกลงใจทันที หากแต่เปลี่ยนเป็ถามว่า
“คุณชายน้อยท่านคิดทำอะไรกันแน่? ขอบอกกล่าวตามตรง หากให้พวกเราติดตามท่าน เวลาท่านไปเล่นกับเหล่าเพื่อนฝูงนอกบ้านอภัยที่ข้าไม่อาจทำได้”
“พี่เคาคิดมากไปแล้ว”จางหลงหัวเราะเบาๆ กล่าวว่า “พลังฝีมือของท่านนับว่ามีประโยชน์มากกว่าแค่เป็คนติดตามเด็กอย่างข้านอกจากนั้น ท่านวางใจได้ ข้ามิได้คิดที่จะเล่นสนุกตามประสาเด็กหากแต่คิดก่อตั้งกำลังส่วนตัวจริงๆ พี่เคา ทอดตาสถานการณ์ทั่วหล้าแผ่นดินใกล้เข้าสู่กลียุคข้าเพียงแค่คิดเตรียมรับมือแต่เนิ่นๆ เท่านั้น”
“คุณชายโปรดชี้แนะ”เคาทูขมวดคิ้ว
“พี่เคา เวลานี้ข้าได้ข่าวว่าอ้วนเสี้ยวเ้าเมืองปุดไฮกับโจโฉแห่งตันลิว ได้จับมือเป็พันธมิตรกันเพื่อเตรียมตัวบุกนครลกเอี๋ยงในจำนวนนี้ยังมีหัวเมืองทางเหนืออีกมากมายเข้าร่วม จำนวนไพร่พลเรือนแสน เช่นนี้การศึกเห็นทีจะหลีกเลี่ยงไม่ได้เมื่อพิจารณาเห็นดังนี้แล้ว ข้าจึงคิดที่จะรวบรวมเหล่าจอมยุทธ์สำหรับการป้องกันตนเองขึ้นมาอีกทั้งข้ากำลังจะเริ่มลงทุนในนครลกเอี๋ยงและเตียงฮันย่อม้ามือดีในการคุ้มครองกิจการของข้า ดังนั้นกล่าวโดยรวมนี่ไม่ใช่การกระทำเล่นๆดังที่ท่านคิด หากแต่เป็การดิ้นรนเอาตัวรอดในห้วงกลียุค”
“นับว่าคุณชายมีสายตาที่แหลมคม”เคาทูพยักหน้า กล่าวต่อว่า “แต่พวกเรายังไม่คิดรับปากง่ายๆ อย่างไรขอเวลาคิดดูก่อนได้หรือไม่?”
“ข้าให้เวลาได้แค่สามวัน”จางหลงชูนิ้วขึ้นมาสามนิ้ว กล่าวต่อด้วยสีหน้าจริงจังว่า “หลังจากสามวันหากท่านไม่มีคำตอบให้ข้าถือว่าเราไม่มีวาสนาต่อกัน แน่นอนเมื่อใดที่ท่านตัดสินใจติดตามข้ากระบี่เล่มนี้จะมอบให้ท่านทันที”
“ได้ข้าจะให้คำตอบภายในสามวัน” เคาทูยกนิ้วโป้งขึ้น จากนั้นสองพี่น้องกล่าวคำอำลาเหยาซู่ยังมอบเงินให้สองพี่น้องอีกสิบตำลึงอีกด้วย ซึ่งทั้งคู่รับไปด้วยความยินดีแต่คราวนี้เคาเต๋งเก็บไว้เองทั้งหมด โดยอ้างว่าเก็บส่วนแบ่งคราก่อนด้วย
“ฝ่าาจะทรงมอบกระบี่ให้เคาทูจริงหรือพระย่ะค่ะ?”เหยาซู่เองก็อดประหลาดใจในความใจกว้างของจางหลงไม่ได้ ฮ่องเต้น้อยยิ้มที่มุมปากแล้วกล่าวว่า “คิดจะทำงานใหญ่ ใยต้องถือสาเื่เล็กน้อย กระบี่วิเศษแค่ไหนอยู่ในมือข้าตอนนี้เท่ากับเป็เศษเหล็กมิสู้ใช้มันแลกเป็ขุนพลผู้หนึ่งไม่ดีกว่าหรือ?”
“ฝ่าาทรงมองการณ์ไกลนัก”เหยาซู่ทึ่งอีกแล้ว ในใจตอนนี้แทบไม่ได้มองว่าฮ่องเต้เป็เด็กน้อยผู้หนึ่งอย่างไรก็ตามเขาแสดงความกังขาออกมาว่า “แล้วฝ่าาแน่ใจได้อย่างไรว่าเคาทูจะตอบตกลง?”
มิคาดจางหลงยิ้มอย่างลึกลับแล้วกล่าวว่า“นี่นับเป็การเดิมพันอย่างหนึ่ง”
เหยาซู่ทำหน้าครุ่นคิดพลางนึกในใจว่านับวันเด็กน้อยผู้นี้ยิ่งลึกล้ำขึ้นเรื่อยๆ...