ตอนที่ 49 สิ่งนี้นำมาทำเกี๊ยวได้ด้วยหรือ
“จะ... ดีหรือ ข้าตั้งใจจะสอนท่านทำแป้งมันสำปะหลัง...” ไป๋เพ่ยเพ่ยลอบถอนหายใจที่ป้าหลิวเป็นคนฉลาด นางจึงแสร้งเป็นลังเลและอึดอัดใจ
ยิ่งนางทำเช่นนี้ป้าหลิวก็ยิ่งรู้สึกว่าเรื่องควรดำเนินไปต่อ
“พูดอะไรกัน ข้าเชื่อใจเจ้าได้ไม่ใช่หรือ เจ้าเชื่อใจข้า ข้าเชื่อใจเจ้า เพราะเราเชื่อใจกันจึงควรระวังเอาไว้” ป้าหลิวเอ่ย
“เพียงทำตามอย่างที่ข้าบอก ระวังเอาไว้ก่อน หลังทางเจ้าจัดการเสร็จเรียบร้อยแล้ว ทุกคนรู้จักแป้งมันสำปะหลังแล้ว เจ้าค่อยสอนเรา... ข้าถึงจะกินเกี๊ยวและก๋วยเตี๋ยวได้อย่างสบายใจ”
ด้วยเหตุนี้มันสำปะหลังตากแห้งของตระกูลหลิวจึงถูกส่งไปให้ตระกูลเซี่ย
แม้คนตระกูลเซี่ยจะไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น พวกเขาก็เชื่อฟังและทำตามที่ไป๋เพ่ยเพ่ยสั่ง
ชุยเม่ยลูกสะใภ้ตระกูลหลิวได้รับแป้งมันสำปะหลังมาก็แค่ดีใจและไม่ได้คิดมาก
“ท่านแม่ สิ่งนี้ใช้ทำเกี๊ยวได้ด้วยหรือ?”
“ใช่แล้ว น้าเซี่ยของเจ้าบอกว่ามันใช้ทำแป้งเกี๊ยวได้เหมือนแป้งอื่น” ระหว่างพูดก็ชำเลืองมองด้านนอกแล้วกล่าวสำทับ
“อย่าไปบอกใครล่ะ สิ่งนี้มีพิษ น้าเซี่ยของเจ้าอุตส่าห์ล้างพิษให้ก่อนส่งมาให้เรา หากแพร่งพรายออกไป ผู้อื่นยังไม่รู้วิธีล้างพิษ หากเผลอฆ่าใครเข้าเราจะเดือดร้อนเอาได้”
เมื่อครั้งที่กินเป็นชิ้นก่อนหน้านี้ ชุยเม่ยก็ถูกกำชับว่ามันมีพิษ นางไปถามไถ่ดูก็ได้ยินมาว่าเคยมีคนตายเพราะต้องพิษหลังกินมัน ทำเอานางถึงกับเหงื่อตก
นางเช็ดเหงื่อเย็นบนหน้าผาก คิดในใจว่าสมกับเป็นน้าเซี่ยบอกว่ามันมี ‘พิษ’ เชียวนะ!
เจ้าตัวสามารถกำราบสิ่งที่เป็นพิษกับมนุษย์ได้ และนำมากินได้ตามอำเภอใจ น่าชื่นชมนัก!
ชุยเม่ยพลันปลีกตัวแอบกลับไปบอกบ้านเดิมว่าที่บอกวิธีการกินมันสำปะหลัง ก่อนหยอกล้อว่าต่อให้ไม่กินครอบครัวก็ใช่ว่าจะอดตาย หากไม่อธิบายให้ชัดเจนและมีคนบ้านเดิมไม่รู้ แล้วตายเพราะกินมันสำปะหลังเข้าไป นางคงกลายเป็นคนบาปของครอบครัว
อย่างแย่ที่สุด ...
อย่างแย่ที่สุดครอบครัวก็แค่ไม่มีอันจะกิน เช่นนั้นนางค่อยทำอาหารส่งไปให้
หลังได้กินมาหลายครั้งและยังสบายดี ชุยเม่ยก็ค่อยวางใจ แม้จะมีพิษแต่ก็ยอมรับว่ามันสำปะหลังรสชาติอร่อยมาก ทั้งกลิ่นหอมกรุ่น นุ่มหนึบ รสไม่จัด เหมาะกับทั้งผู้เฒ่าผู้แก่และเด็กในบ้าน
เมื่อต้มและนำไปบดยังสามารถทำเป็นบัวลอยแก้วได้ ไม่ต้องกังวลว่าเด็ก ๆ จะหิวโหย
ยามนี้ได้รับแป้งมันสำปะหลังมาแล้ว ทำให้ชุยเม่ยยิ่งตั้งตารอ
นางเติมน้ำผสมเพื่อทำเป็นเส้นก๋วยเตี๋ยวและแป้งเกี๊ยว ในใจลิงโลดเหลือเกิน
“ท่านแม่ ดูนี่สิ! กลายเป็นแป้งเกี๊ยวแล้วจริงด้วย ดูท่าจะทำให้เป็นเกี๊ยวได้จริง ๆ”
“แน่นอนอยู่แล้ว น้าเซี่ยของเจ้าทุ่มเทเพียงนี้ หากนางทำไม่สำเร็จจะพยายามเพียงนี้ทำไม” ป้าหลิวเหลือบมองลูกสะใภ้แล้วอดอารมณ์ดีไม่ได้ ก่อนเอ่ยสำทับ
“เดี๋ยวเราเก็บไว้ส่วนหนึ่ง แบ่งเอาไปให้บ้านเดิมเจ้าบ้าง ข้าจำได้ว่าบ้านเดิมของเจ้ามีเด็กเล็ก ในเมื่อมันใช้ทำเกี๊ยวได้ ข้าคิดว่าน่าจะทำโจ๊กแป้งอีก ไม่ว่าเราจะลำบากแค่ไหนก็ปล่อยให้เด็กอดอยากไม่ได้”
ชุยเม่ยดีใจมาก นางรีบขานรับ “ขอบคุณท่านแม่! ท่านแม่ ท่านดีต่อข้าเหลือเกิน!”
“เจ้าเป็นลูกสะใภ้ข้า ทั้งยังมีหลานชายจ้ำม่ำให้อีก ข้าไม่ดีต่อเจ้าแล้วจะดีต่อใคร” ป้าหลิวเอ่ย
“ก่อนหน้านี้ข้าไม่ได้พูดเพราะกลัวว่าบ้านเดิมเจ้าอาจไม่รู้วิธีทำและถูกพิษ สิ่งนี้มีพิษแรง เจ้าเองก็คงรู้จากที่ไปถามมา เมื่อก่อนแห้งแล้งมาก ทุกคนขึ้นเขาไปขุดหาอาหารกิน บางคนตายเพราะเผลอกินสิ่งนี้ ...”
นางบอกลูกสะใภ้ว่าไม่ใช่ว่าก่อนหน้านี้นางตระหนี่ ที่ไม่ยอมให้นำกลับไปให้บ้านเดิม เพียงแต่มันมีพิษแรงและมีวิธีทำไม่ง่าย
นางคิดจะทำกินเองหากเกิดเหตุอันใดขึ้นนางก็รับเอาไว้ ถือว่าสมควรรับเคราะห์แล้ว ทว่ามันคงมากเกินไปหากลากบ้านเดิมของชุยเม่ยมาเอี่ยวด้วย
นางไม่ยอมบอกก็เพราะรอบคอบไว้ก่อน
ทว่าเมื่อถูกทำเป็นแป้งแล้วต่างออกไป ไป๋เพ่ยเพ่ยบอกแล้วว่ามันถูกล้างพิษเรียบร้อยแล้ว นางจึงไม่กลัวว่าจะเกิดปัญหา ทำให้ชุยเม่ยกล้าเอาไปให้บ้านเดิม
ชุยเม่ยซาบซึ้งใจเมื่อป้าหลิวกล่าวเช่นนี้
ความขุ่นเคืองก่อนหน้านี้ล้วนจางหายไปหมดสิ้น
เหตุใดป้าหลิวถึงได้เข้าขากันดีกับลูกสะใภ้เช่นนี้น่ะหรือ เพราะนางรู้จักคิดกระทำการให้สำเร็จและเป็นคนเฉลียวฉลาด อีกทั้งยังรู้ว่าต้องพูดอย่างไร หลังลูกสะใภ้ได้ยินเช่นนี้มีหรือจะไม่สบายใจ
เจ้าสบายใจ ข้าเองก็สบายใจได้ เรื่องก็จบแล้วไม่ใช่หรือ
ไม่ต้องกล่าวถึงว่าบ้านเดิมของชุยเม่ยดีใจเพียงไหนเมื่อได้รับของจากนาง
ด้านเซี่ยเหล่าเอ้อร์ เขายิ่งมั่นใจหลังได้ลองชิมเกี๊ยวมันสำปะหลัง ก๋วยเตี๋ยวมันสำปะหลัง และขนมมันสำปะหลัง ที่ไป๋เพ่ยเพ่ยพูดถึง
วันนี้เขานำอาหารตัวอย่างใส่ตะกร้าสะพายหลังออกเดินทางไปด้วย
เนื่องจากไม่ได้บอกลูก ๆ ในบ้าน พวกเขาจึงรู้เพียงบิดาออกไปข้างนอก แต่ไม่รู้แน่ชัดว่าเขาไปทำอะไร
เซี่ยเสี่ยวหย่าวนเวียนในครัวครู่หนึ่ง ทว่าไม่นานก็หายตัวไป ไป๋เพ่ยเพ่ยขมวดคิ้วเมื่อเห็นว่าเสบียงอาหารในครัวพร่องหาย
หากจะมีใครในครอบครัวหยิบกินก็ไม่เป็นไร นางไม่ได้ถือสาหาความ แต่ปัญหาคือ...
ปัญหาใหญ่คือการขโมยต่างหาก
เดิมทีนางคิดว่าเป็นลูกสะใภ้ใหญ่เหอเหลียนที่ยังไม่เปลี่ยนนิสัย เมื่อสังเกตกลับพบว่าไม่ใช่เจ้าตัว จากนั้นจึงสงสัยว่าเป็นหลานสาวอย่างเซี่ยต้ายาและเซี่ยเหมียวเหมียว คิดว่าอีกฝ่ายคงไม่กล้ากินมากต่อหน้านาง เมื่อไม่อิ่มจึงไปขโมยอาหารกิน
ผลปรากฏว่าไม่ใช่เช่นกัน
นึกไม่ถึงว่าคนร้ายที่แท้จริงคือเซี่ยเสี่ยวหย่า ลูกสาวหัวแก้วหัวแหวนของเจ้าของร่างเดิม!
แล้วทำไม่นางต้องขโมยอาหารไปด้วย คงไม่ได้มีเมตตาเอาไปป้อนลูกหมาป่าข้างนอกใช่ไหม
ไป๋เพ่ยเพ่ยเท้าคาง รู้สึกว่าตนไม่ควรปักใจเชื่อเกินไป ต่อให้นางจะเห็นว่าเด็กสาวนิสัยไม่ดีนัก แต่ก็ยังมีด้านที่ไม่รู้จักอีกมาก
บางทีนางอาจแค่อยากแสดงความเมตตา
ไป๋เพ่ยเพ่ยแสร้งไม่รู้ ถามเซี่ยเสี่ยวหย่าว่าออกไปเล่นที่ไหนและสนิทสนมกับใครอยู่
“ข้าออกไปเล่นที่ไหนน่ะหรือ นอกจากเดินเล่นในหมู่บ้าน ก็นั่งอยู่บ้านเสี่ยวฮวา ไม่มีที่ไหนให้ไปแล้ว”
ชื่อจริงของเสี่ยวฮวาคือเฉินหรูฮวา เป็นเพื่อนคนหนึ่งของเซี่ยเสี่ยวหย่า ไป๋เพ่ยเพ่ยเคยพบหน้าเด็กสาวตุ้ยนุ้ยตัวน้อยอยู่บ้าง
นางคิดว่าเจ้าตัวคงเป็นลูกคนโปรดในบ้าน ไม่เช่นนั้นคงไม่กลายเป็นเด็กอุดมสมบูรณ์ราวกับมีกินไม่ขาดเพียงนี้
ไป๋เพ่ยเพ่ยสงสัยว่าเซี่ยเสี่ยวหย่าเอาอาหารไปให้เพื่อนหรือไม่ คิดว่าลูกสาวอายุไม่น้อยแล้ว ไม่สามารถหักหน้าอีกฝ่ายได้ นางไม่ได้กล่าวถึงเรื่องลักขโมย แต่ให้ขนมมันสำปะหลังกับลูกสาวไป บอกให้ไปแบ่งปันกับเพื่อน ๆ
มันเป็นสิ่งที่นางต้องการสอนลูกสาว จะแบ่งให้เพื่อนย่อมได้ แต่ห้ามลักขโมย หากอยากได้ก็ต้องมาขออย่างซื่อสัตย์
เซี่ยเสี่ยวหย่าลิงโลดจากไปพร้อมขนมมันสำปะหลัง ไป๋เพ่ยเพ่ยปัดฝุ่นจากเสื้อผ้า ตั้งท่าจะไปทำงานต่อ
อยู่ ๆ โจวต้าเหนียงก็ลนลานมาบอกให้นางรีบไปบ้านตระกูลหวง บอกว่าลูกสะใภ้ของหวงต้าเสิ่นหกล้ม
“นางเลือดไหลทะลัก ข้าไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น คาดว่าน่าจะแท้งลูก...”