ไป๋ฉี่เหรินพาตัวกู้ชิงเฉิงออกจากตำหนักหลวงในทันทีโดยไม่เหลียวแลฮ่องเต้ฉินแม้แต่น้อย จนฮ่องเต้ฉินโมโหคลุ้มคลั่งเขาทั้งปัดโต๊ะและเตะเก้าอี้จนพังพินาศ
เสียงดังอึกทึกครึกโครมทำให้กู้ตงหลิงตื่นขึ้นมา ในดวงตาของนางฉายแววความแค้นเคืองอย่างลึกซึ้งนางไม่เข้าใจว่าเหตุใดฮ่องเต้จึงช่วยชีวิตนาง แต่การถูกเหยียดหยามในครั้งนี้นางจะต้องชำระแค้นให้สาสม
เมื่อเห็นกู้ตงหลิงฟื้นคืนสติฮ่องเต้ฉินก็สงบอารมณ์ลงได้ และนั่งลงข้างๆ เอ่ยปลอบโยนว่า“เจ้าจงรักษาอาการบาดเจ็บให้หายดี ส่วนเรื่องอื่น ให้ข้าจัดการเอง”
เมื่อเห็นฮ่องเต้ปฏิบัติต่อนางเช่นนี้กู้ตงหลิงก็มีกำลังใจขึ้นมาอีกครั้ง แต่เมื่อนึกถึงการที่นางกลายเป็นคนใบ้ลิ้นของนางขาดหายไป น้ำตาก็ร่วงหล่นเป็นเม็ดใหญ่ นางอดทนความเจ็บปวดใช้มือส่งภาษามืออยู่ครู่ใหญ่
ฮ่องเต้ฉินเห็นดังนั้นจึงหยิบกระดาษและพู่กันมาให้ กู้ตงหลิงจึงเขียนคำว่า‘ตี้เสอหนาน’ ลงบนกระดาษซึ่งเป็นนามขององค์ชายสามแห่งแคว้นหลินที่ผ่านมานางได้ติดต่อกับองค์ชายสามแห่งแคว้นหลินมาโดยตลอดเดิมทีนางคิดว่าสี่ตระกูลใหญ่จะช่วยให้นางพ้นวิกฤตนี้ไปได้แต่เหตุการณ์ในอดีตกลับถูกเปิดเผยออกมาเป็นฉากๆ จนความจริงปรากฏตระกูลไป๋พุ่งเป้าโจมตีที่นางโดยตรงทำให้ทิศทางลมของสี่ตระกูลใหญ่เปลี่ยนไปในพริบตา
ส่วนตระกูลเฉียนมีเพียงเฉียนเย่เท่านั้นที่ออกมาพูดเพื่อปกป้องนาง แต่ก็เป็นเพียงเสียงอันน้อยนิดไม่สามารถเปลี่ยนแปลงสิ่งใดได้เลย
ฮ่องเต้ฉินขมวดคิ้วแน่นเขาย่อมไม่ต้องการทำสิ่งที่ส่งผลเสียต่อต้าฉิน
กู้ตงหลิงทนความเจ็บปวดพยายามเขียนประโยคหนึ่งลงไปอีกว่า ‘ฝ่าบาททรงต้องการกำจัดตระกูลไป๋หรือไม่เพคะ’ ผู้ที่ต้องการกำจัดตระกูลไป๋ไม่ได้มีเพียงรุ่ยอ๋องเท่านั้นแต่ยังมีแคว้นหลินด้วย
‘ไม่จำเป็นต้องทำอะไรมากเพียงแค่เปิดเผยตำแหน่งที่แท้จริงของกองทัพตระกูลไป๋ก็พอแล้วเพคะ’ กู้ตงหลิงยังคงเขียนต่อไป มือของนางกำพู่กันแน่นความแค้นพลุ่งพล่านราวกับคลื่นทะเลที่ซัดสาดถาโถมเข้าใส่ไม่ขาดสาย
ฮ่องเต้ฉินยังคงไม่ตอบคำหากทำเช่นนั้นก็เท่ากับเป็นการเปิดประตูต้าฉินออกไปให้ผู้อื่น
‘อันที่จริงก็ไม่จำเป็นต้องเปิดเผยตำแหน่งทั้งหมดเพียงแค่เปิดเผยตำแหน่งของท่านแม่ทัพไป๋ก็พอแล้วเพคะ ตระกูลไป๋ที่ไม่มีเขาก็เป็นเพียงแค่กองทรายที่แตกแยกกันออกไปถึงเวลานั้นฝ่าบาทจะจัดการอย่างไรก็ย่อมได้’ กู้ตงหลิงต้องการโน้มน้าวฮ่องเต้ให้ได้โดยเร็วที่สุดนางได้รับความเจ็บปวดแสนสาหัสเช่นนี้จะไม่มีทางปล่อยให้กู้ชิงเฉิงและคนตระกูลไป๋ได้อยู่อย่างสุขสบายเป็นอันขาดพวกเขาต้องตาย
คำพูดเหล่านั้นทำให้ฮ่องเต้ฉินใจเต้นระส่ำเป็นความจริง หากไม่มีไป๋ฉี่เหริน ตระกูลไป๋ก็เป็นเพียงกองทรายที่แตกกระจายนี่เป็นแผนการที่ดีไม่น้อย จากนั้นฮ่องเต้ฉินก็มองกู้ตงหลิงครู่หนึ่งเขานึกถึงคำพูดของชายชรา แล้วพยักหน้า นี่คือคำสัญญาจากเขา ทำให้กู้ตงหลิงถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ก่อนที่จะหมดสติไปอีกครั้ง
--------
หลังจากออกจากวังหลวงกู้ชิงเฉิงก็กลับตำหนักบูรพาพร้อมกับโม่อวี้เฉินนางไม่ได้เอ่ยสิ่งใดกับไป๋ฉี่เหรินเลย นางไม่ได้โทษเขาแต่ก็ไม่อาจเป็นตัวแทนของร่างเดิมได้
“เจ้าไม่คิดจะเชิญท่านตามานั่งพักที่ตำหนักบูรพาบ้างหรือ” โม่อวี้เฉินกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนใจ
ไป๋ฉี่เหรินเข้าวังหลวงก็เพื่อกู้ชิงเฉิงโดยแท้แต่กู้ชิงเฉิงกลับยังคงถือสาเรื่องราวในอดีต ทำให้โม่อวี้เฉินไม่สบายใจเพราะในปีนั้นเขาไม่ได้ช่วยแม่และลูกคู่นั้นได้ทันเวลายิ่งปล่อยให้ทั้งสองร่อนเร่ภายนอกมานานหลายปีไม่เพียงแต่ต้องอยู่อย่างไร้ที่พึ่งพิง ทั้งยังถูกมือสังหารตามล่าไม่หยุดหย่อนชีวิตเช่นนั้น คงไม่มีผู้ใดทนรับไหว
“ไม่เพคะ” กู้ชิงเฉิงหรี่ตาลง “กาลเวลาจะเยียวยาทุกสิ่งเอง”
“ชิงเฉิง เจ้าคิดเช่นนั้นจริงๆ หรือ?” โม่อวี้เฉินคาดเดาความคิดนางไม่ออกจึงเอ่ยถามด้วยเสียงอันแผ่วเบา
กู้ชิงเฉิงไม่ได้อธิบายสิ่งใดอันที่จริงนางคิดว่าแม้ร่างเดิมยังมีชีวิตอยู่ ก็คงจะไม่โทษคนตระกูลไป๋หรอกนางเพียงแค่ไม่มีสิ่งใดจะพูดกับไป๋ฉี่เหริน จึงหลีกเลี่ยงที่จะพบหน้าเขาเพื่อไม่ให้เกิดความกระอักกระอ่วน
“หากกู้ตงหลิงยังมีชีวิตอยู่ นางย่อมต้องสร้างปัญหาขึ้นมาอีกแน่องค์รัชทายาทควรคิดหาวิธีจัดการสังหารนางเถิดเพคะ”
โม่อวี้เฉินมองลึกเข้าไปในดวงตาของกู้ชิงเฉิงครู่หนึ่งก่อนจะกล่าวเสียงทุ้ม “ตระกูลกู้และตระกูลถังล่มสลายแล้วนางก็ถูกทำลายพลังยุทธ์ กลายเป็นใบ้ คาดว่าคงก่อเรื่องไม่ได้แล้ว”
“หากฮ่องเต้ยังอยู่ ก็ย่อมก่อเรื่องได้” กู้ชิงเฉิงยังคงไม่กล้าประมาท“หากนางไม่ตาย... ข้าก็ไม่อาจวางใจได้”
"ได้ ข้าจะหาวิธีการ” โม่อวี้เฉินชะงักเล็กน้อยก่อนจะกล่าวเสียงหนักแน่น อันที่จริง เขารู้สึกว่ากู้ชิงเฉิงน่าจะรู้อะไรบางอย่างแต่กลับไม่ยอมเอ่ยออกมา หลายครั้งที่สิ่งที่กู้ชิงเฉิงหวาดหวั่นดูเหมือนจะเป็นลางบอกเหตุ
“ส่งข่าวไปให้ตระกูลไป๋... ให้พวกเขาระมัดระวังตัวด้วย” กู้ชิงเฉิงรู้สึกไม่สบายใจเล็กน้อยในส่วนลึกของหัวใจ เพราะในนิยายต้นฉบับตระกูลไป๋ล่มสลายด้วยน้ำมือของกู้ตงหลิง
“อืม ข้าจะจัดการให้” โม่อวี้เฉินคิดว่าการเชื่อฟังกู้ชิงเฉิงนั้นถูกต้องแล้วเขาต้องเชื่อฟังภรรยาของเขา
“กู้ตงหลิงผู้นี้ช่างเป็นคนที่มีชีวิตที่แข็งกระด้างนักถึงขนาดมีฮ่องเต้คอยคุ้มครอง” กู้ชิงเฉิงรู้สึกว่าเรื่องนี้ไม่ถูกต้องนางจึงกล่าวอย่างมีนัยยะ
“แปลกประหลาดจริงๆ ท่าทีของเสด็จพ่อก็แปลกพิลึกนัก” โม่อวี้เฉินพยักหน้า“เฟิงฮ่วนส่งคนไปตรวจสอบแล้ว แต่ถูกกำจัดเสียก่อนไม่เช่นนั้นคงจะรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น”
“กู้ตงหลิงผู้นี้ก็มีกลอุบายอยู่บ้าง” กู้ชิงเฉิงรู้สึกชื่นชมจากใจจริงนางสามารถทำให้บุรุษแห่งเมืองหลวงเหล่านี้หลงใหลจนหัวปักหัวปำและหยิบยกใครสักคนขึ้นมาใช้ประโยชน์ได้ตามอำเภอใจ
เช่นเฉียนเย่ในครั้งนี้และอวี๋ชิงฮวาในครั้งก่อน พวกเขาล้วนเป็นคนฉลาดหลักแหลมแต่กลับจงรักภักดีต่อกู้ตงหลิงอย่างไม่ลืมหูลืมตา
“วางใจเถิด คนที่ตายแล้วย่อมไม่มีกลอุบายใดอีก” โม่อวี้เฉินเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชาเขาไม่อาจปล่อยกู้ตงหลิงไว้ได้อีกต่อไป
ในวันนั้นโม่อวี้เฉินเข้าวังไปพบฮองเฮาอีกครั้ง แต่กลับมาค่อนข้างดึกกู้ชิงเฉิงได้หลับใหลไปแล้วโม่อวี้เฉินมองกู้ชิงเฉิงที่หลับใหลอย่างเป็นสุขบนเตียง รอยยิ้มที่มุมปากค่อยๆลึกซึ้งขึ้น
หลังจากอาบน้ำเรียบร้อยขณะที่เขากำลังพลิกตัวขึ้นเตียงโม่อวี้เฉินก็เผลอไปชนกู้ชิงเฉิงเข้าโดยไม่ได้ตั้งใจ
“ท่าน...” กู้ชิงเฉิงลืมตาขึ้น เมื่อเห็นว่าเป็นเขานางยังคงงุนงง ดวงตากลมโตฉ่ำน้ำมองเขา “เพิ่งกลับมาหรือเพคะ?”
นางพูดพร้อมทั้งตบที่ข้างตัวนาง“รีบนอนเถิด พรุ่งนี้ต้องเข้าเฝ้าแต่เช้า”
กู้ตงหลิงถูกลักพาตัวออกจากคุกหลวงต้าหลี่ซื่อโดยตรงย่อมต้องมีคำอธิบาย ฮ่องเต้ทรงนำตัวนางไปเอง ฝ่ายต้าหลี่ซื่อจึงทำได้เพียงอดทนแต่โม่อวี้เฉินไม่อาจอดทนได้
กู้ชิงเฉิงที่หลับใหลอย่างสะลึมสะลือพยักหน้าก่อนจะซบลงบนตัวโม่อวี้เฉินโดยตรง นางเกาะติดเขาอีกครั้งราวกับปลาหมึกทำให้โม่อวี้เฉินตัวแข็งทื่อ
แม่นางน้อยผู้นี้ไม่ว่ายามใดที่นางนอนหลับ นางก็คอยยั่วเย้าเขาอยู่เสมอแต่กลับยั่วเย้าแล้วไม่รับผิดชอบ ช่างร้ายกาจเกินไปแล้ว
โม่อวี้เฉินมองใบหน้าเล็กๆที่อยู่ใกล้เพียงเอื้อมมือ งดงามจนไม่อาจหาสิ่งใดเปรียบเทียบได้ทำให้เขารู้สึกควบคุมตัวเองไม่ได้
กู้ชิงเฉิงค่อนข้างเหนื่อยจึงหลับใหลอย่างลึกซึ้ง นางไม่รู้เลยว่ากำลังทำอะไรอยู่แต่กลับทำให้โม่อวี้เฉินไม่อาจทนทานได้ เขาก้มศีรษะลง ประทับจูบลงบนหน้าผากของนางจากนั้นก็จูบลงไปตามแก้ม ปลายจมูก และคางของนาง เมื่อมาถึงบริเวณปกเสื้อเขาก็ชะงักไปครู่หนึ่ง... และไม่ได้จูบลงไปอีก
เขากลัวว่ากู้ชิงเฉิงจะโกรธเขาเมื่อตื่นขึ้นในวันพรุ่งนี้จึงทำได้เพียงหลับตาลงอย่างจนใจ เพื่อไปเข้าเฝ้าเทพโจวกง [1]
แต่ในวันรุ่งขึ้นก็ทำให้กู้ชิงเฉิงรู้สึกอับอายไม่แพ้กันท่าทางการนอนที่นางพุ่งเข้าหาเขาเช่นนี้ช่างยากจะเปลี่ยนแปลง...
“ตื่นแล้วหรือ” โม่อวี้เฉินมองนางเช่นนั้นพร้อมทั้งกะพริบตา
“ข้า...” กู้ชิงเฉิงรีบหดแขนและขาเข้าพร้อมทั้งไม่รู้จะกล่าวอะไร “ท่าทางการนอนของข้าไม่ค่อยดีนักหรือว่า... พรุ่งนี้ข้าจะย้ายกลับไปเรือนของข้าดีหรือไม่เพคะ?”
เชิงอรรถ
[1]เทพโจวกง (周公) คือขุนนางผู้ยิ่งใหญ่ในราชวงศ์โจวตะวันตก ผู้วางรากฐานพิธีกรรมและกฎหมายจีนต่อมาถูกยกย่องจนมีตำราทำนายฝันในนาม ‘โจวกงทำนายฝัน’และคำนี้ยังกลายเป็นสำนวนหมายถึงการนอนหลับอีกด้วย