ตอนที่สามสิบแปด Amazing Grace ความเมตตาของพระผู้เป็นเจ้า
“...ดังนั้นไปโบสถ์วันอาทิตย์ที่จะถึงนี่ก็เป็นเรื่องที่ดีและเอาน้ำมนต์ติดตัวไปไหนตลอดเวลาพร้อมกับพยายามหลีกเลี่ยงการไปไหนมาไหนคนเดียวยามค่ำคืนก็จะเป็นอะไรที่ดีมากครับ..เอ้อ แต่ถ้าไปกับแอนนาก็ไม่เป็นไรครับ เพราะคงไม่มีที่ไหนปลอดภัยเท่าอยู่ข้างๆเธออีกแล้ว”
“บะ บ้าอยู่ๆก็มาชมกันอย่างนี้เขินนะ”
หืม ทีอย่างนี้ดันหน้าแดง
นี่เธอเป็นอะไรของเธอนี่?
หัวสมองเรื่องความอายและรสนิยมของเธอมันอย่างไรกันแน่?
หรือว่าจริงๆแล้วแอนนาโดนคนชมเรื่องอื่นเป็นเรื่องปรกติ แต่มีน้อยคนที่ชมเธอเรื่องปราบแวมไพร์?
เธอน่าจะติดนิสัยชอบอะไรใหม่ๆล่ะมั้ง พอเจอคนเก่าก็เลยเลิกกันง่ายๆในหลายๆครั้ง
ประทับใจง่าย เบื่อง่าย นั่นล่ะ
แต่นั่นมันเรื่องที่เกินความสามารถของผม
ผมมีเป้าหมายเพื่อช่วยเธอเรื่องอื่นที่ไม่ใช่ชีวิตรักของเธอ
และช่วยเรื่องเรียนหนังสือและเธอจะได้มีเวลามาปราบแวมไพร์มากขึ้น
“.งและผมและอีกหลายคนกำด้ช่วยเหลือเธอในการปราบแวมไพร์และสิ่งมีชีวิตอื่นๆจากโลกมืดและวันนี้ผมมาช่วยเธอในเรื่องการเรียนวิชาชีววิทยาและอื่นๆที่เธออ่อนอยู่ เพื่อให้เธอมีเวลาใส่ใจกับการปราบแวมไพร์มากขึ้น”
“เฮ้ ชั้นก็ใส่ใจในการปราบแวมไพร์อยู่นะ ไม่ได้ขี้เกียจเสียหน่อย”
แอนนาโวยวายอย่างโมดหที่ถูกหาว่าทำหน้าที่ไม่ครบถ้วน
ผมหลับตาและใช้เวทย์แสงถ่ายทอดภาพแวมไพร์ที่ไล่กัดผมเมื่อคืน
“ว้าย”
คุณนายเวลลิงตันถอยหลังไปจากภาพบนกำแพงที่แสดงภาพที่คราวนี้เป็นภาพสีอย่างละเอียดของการที่ผมชกแวมไพร์ตัวหนึ่งหัวแหลกเละ
และภาพอีกภาพที่ผมจุดไฟเผาแวมไพร์จนไหม้เกรียม
บังคับภาพสีที่มีรายละเอียดนั้นต้องใช้สมาธิมากๆ ผมจึงทำได้แค่ภาพนิ่งต่างกับการบังคับเงาแสดงเป็นเรื่องราว
“ชั้นเกือบจะโดนแวมไพร์ไล่รุมกัดตายไปแล้วตอนไปส่งเทเลอร์เมื่อคืนนี้นะ”
“..เธอไปส่งเทเลอร์มา?”
นี่แม่คุณสนใจเรื่องแวมไพร์ก่อน ผมไม่อยากถูกดึงไปเรื่องดราม่าโรแมนซ์ของเธอ
“เอ่อ...ก็อย่างที่เห็นล่ะครับ การไปเดินคนเดียวยามค่ำคืนนั้นอันตรายมากๆ ไปเป็นกลุ่มอาจจะลดโอกาสโดนโจมตีมากกว่า แต่ผมคิดว่านั่นเป็นการเสี่ยงมากเกินไปอยู่เหมือนกัน
ดังนั้นให้อยู่แต่ในบ้านในเวลากลางคืนและไม่เอ่ยคำเชิญคนแปลกหน้าหรือคนแปลกๆเข้ามาในบ้านจะดีที่สุดครับ
สิ่งเหนือธรรมชาติบางอย่างต้องอาศัยคำเชิญของเราจึงจะเข้ามาในบ้านได้ นี่คือสาเหตุที่ผมคิดว่าควรจะบอกคุณไว้ครับ
การรู้เรื่องสิ่งเหนือธรรมชาติ และไม่เชิญสิ่งเหนือธรรมชาติเข้าบ้าน จะช่วยในเรื่องความปลอดภัยของพวกเราได้มากกว่า”
ผมรู้สึกผิดนิดๆที่เป็นคนเปิดเผยความลับเองโดยแอนนาไม่ต้องการ
แต่ผมไม่อยากเจอดราม่าที่แอนนาจะเจอกับแม่ที่ไม่เข้าใจเวลาเธอออกมาปราบแวมไพร์เวลากลางคืนหรือดราม่าที่เจอเรื่องเหนือธรรมชาติแล้วเธอต้องมาช่วยและต้องอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้น
และท่าทางตอนนี้คุณนายเวลลิงตันจากที่ค่อนข้างสงบกลับมาหวาดกลัวอีกครั้งแล้วและกำกางเขนหนักขึ้นจนมือสีขาว
“ถ้ากลัวหรืออะไรก็ลองท่องหรือร้องบทสวดออกมาดังดังก็ได้ครับ จะดีต่อสภาพจิตใจของเรามากกว่าและยังรบกวนแวมไพร์ที่จะมาฆ่าเราได้ด้วยถ้าบทสวดของเราทรงพลังมากพอ..”
เอ๊
ผมคิดอะไรได้
ถ้าสายเลือดสเลเยอร์สืบต่อมาทุกรุ่น ในทางเทคนิค คุณนายเวลลิงตันก็น่าจะมีการสืบสายเลือดสเลเยอร์มาสิ?
ถ้าสเลเยอร์สืบสายเลือดมาทางมารดาและเน้นแต่ผู้หญิงในการได้รับพลังสเลเยอร์ล่ะนะ
คุณนายเวลลิงตันก็น่าจะมีพลังที่แฝงอยู่ในสายเลือดแม้จะไม่แสดงออกมา เพราะพลังมาปรากฎในรุ่นของแอนนาที่เป็นลูกสาวแทน
มีความเป็นไปได้ที่สายเลือดของพลังจะมาจากทางพ่อ แต่เรื่องแนวแฟมินิสม์มักเน้นสายเลือดของทางแม่นี่ ทางพ่อเป็นไปได้น้อยมากๆ
ผมเองก็ไม่แน่ใจ
แต่ในโลกที่นักเขียนแฟมินิสม์นี้ผมว่าสืบสายเลือดมาจากทางแม่น่าจะใกล้เคียงมากกว่าหากให้ผมเดาล่ะก็
“...ถ้าอยยากท่องคาถาถึงพระเจ้าล่ะครับ ท่องออกมาดังดังเลย ท่านจะได้ได้ยินและอาจจะช่วยเราได้..ท่องตามผม.”
ความเมตตาของพระผู้เป็นเจ้า
Amazing Grace
Amazing Grace, how sweet the sound
That saved a wretch like me
I once was lost, but now am found
Was blind but now I see
ผมรู้สึกว่าเสียงเพลงออกมาจากปากและผ่านหัวใจ
แม้แต่พื้นดิน สายลม ก็รับรู้ถึงเสียงเพลงของผมจนกระทั่งผมได้ยินเสียงระฆังดังมาจากที่ห่างไกล
และเลือดไหลเข้าตาของผม
ผมร้องเพลงจนเกือบจบและรู้สึกตัวว่าผมลอยอยู่บนพื้นห้องและคุณนายเวลลิงตันหมอบกราบอยู่ที่พื้นและแอนนามีควันสีขาวลอยออกมาจากร่างกาย
“ช่วยเมตตาชั้นด้วยค่ะ ชั้นไม่อยากมีชีวิตอยู่ในบาปและความผิดพลาดอย่างนี้อีกต่อไปแล้ว” คุณนายเวลลิงตันกล่าวอย่างสะอึกสะอื้น มือประสานกันและร้องไห้
ไม่ใช่ประโยคที่คุณอยากได้ยินเวลามาบ้านของเพื่อน เอ่อ..คนรู้จักแน่ๆ
แต่น่าแปลกแอนนาน่าจะโมโหที่ผมของเธอไหม้งอเล็กน้อยและมีควันสีขาวออกจากร่างกายจนร่างกายเธอแดงเหมือนมีแดดเผาเธอ
แต่แทนที่จะโกรธ แววตาของเธอนั้นหวาดกหลัวราวกับเห็นผี..ไม่สิ เธอก็เห็นผีมาหลายครั้งแล้วนี่นา ไม่น่าจะเป็นสีหน้าของเธอเวลาเห็นผีหรือวิญญาณนะ
“ทำอย่างไรวิญญาณของชั้นจะพ้นจากบาปที่ทำมาคะ”
ก็ไม่ใช่คำถามที่คุณหวังว่าจะพบเวลาที่พ่อแม่ของเพื่อนคุณจะถามคุณ
มันเป็นคำถามที่ศาสดาหรือพระผู้ไถ่เท่านั้นที่จะตอบได้
“เพียงแค่บุตรของมนุษย์ธรรมดา”