“ต้องทำถึงขนาดนี้เลยหรือฝ่าา”
องครักษ์หลี่ถามซ้ำอีกครั้งในขณะที่องค์เหนือหัวกำลังสั่งให้ทหารแนบสารส่วนพระองค์ไปในปากของศพทั้งสี่ หนวี่หวงตี้องค์ใหม่แห่งต้าซีพยักพระพักตร์รับเบา ๆ ก่อนจะมองการกระทำที่โเี้และไม่ให้เกียรติคนที่ตายไปแล้วด้วยสายพระเนตรนิ่งเฉยราวกับว่ามันไม่ใช่เื่ใหญ่อะไรนัก สายพระเนตรขององค์เหนือหัวแห่งต้าซีใต้แสงจันทร์นั้นมีประกายน่ากลัวอย่างชัดเจน
“เวลาให้ของใคร เราควรจะเขียนจดหมายแนบไปด้วยคำอวยพรหรืออะไรอย่างนี้จะทำให้ผู้รับประทับใจมากขึ้น...”
มิสเฉินอธิบายถึงเื่มารยาทพื้นฐานในยุคของเธออย่างชัดเจนด้วยสีหน้าปกติ ในยุคของเธอนั้นการให้ของขวัญโดยไม่แนบการ์ดนั้นแม้กระทั่งกับเพื่อนสนิทยังไม่ค่อยทำเลย
คำอวยพรพร้อมของขวัญไม่ว่าอย่างไรคนที่ทำธุรกิจมานานอย่างเธอก็ไม่อาจจะมองข้ามได้หรอก เดี๋ยวจะหาว่าไม่มีใครสอนมารยาท...
เพราะอย่างนั้นเธอเลยตั้งใจบรรจงเขียนการ์ดอย่างดีม้วนใส่กระบอกไม้ไผ่ขนาดเล็กแทรกเอาไว้ในปากของแต่ละศพแต่ละหัวด้วยความตั้งใจ หมายใจไว้ว่าสาส์นที่เธอ้าสื่อจะต้องไปถึงคนที่กำลังรอฟังข่าวจากต้าซีอยู่แน่นอน จดหมายที่เธอตั้งใจเขียนนั้นเรียงจากซ้ายไปขวาอย่างเป็ระเบียบเรียกได้ว่าหากไม่ยอมงัดออกมาให้ครบทั้งสี่หัวก็ไม่อาจจะได้ใจความครบ
หน้าที่อันสยดสยองตกไปอยู่ที่ทหารผู้ติดตามที่ต้องงัดปากศพพวกนั้นและยัดจดหมายลงไป ซึ่งในการกระทำที่ิ่เหม่ระหว่างความโเี้ของมนุษย์กับวิสัยปกติปิศาจนั้นทำให้เหล่าทหารอดจะรู้สึกขนลุกกับรับสั่งนั้นไม่ได้เหมือนกันพวกเขาผ่านการสังหารคนมาก็ไม่น้อยแต่ไม่มีครั้งไหนเลยที่จะต้องทำเื่แบบนี้เลยสักครั้ง แต่พวกเขาก็เข้าใจเหตุผลอยู่หรอก...
“นี่มันเกือบจะขู่ฆ่าแล้ว” ไป่หรงซานชายหนุ่มผู้ถูกเรียกมาที่ชายแดนเป็การด่วนพิเศษนี้เอ่ยขึ้น
มิสเฉินเลือกที่จะเรียกไป่หรงซานและเหล่ากองโจรผ้าแดงสองสามคนมาทำงานนี้ แทนที่จะส่งทหารหรือขุนนางเข้าไปจนถึงจวนของผู้ปกครองแห่งโลหยาง ที่เธอทำอย่างนี้ก็เพื่อลดการปะทะที่เกินจำเป็และอาจจะทำให้เสียเืเนื้อโดยใช่เหตุลง
เธอแค่้าจะส่งของพวกนี้ไปที่ห้องนอนของผู้ปกครองโลหยางเป็การตอบแทนอย่างเงียบ ๆ แล้วเื่ทั้งหมดก็ต้องเสร็จเรียบร้อยในคืนนี้ด้วย เธอไม่้าให้เวลายืดเยื้อไปมากกว่านี้ เธออยากให้คนที่คิดว่าจะตื่นมาพบกับสารท้ารบหรืออะไรก็ตามจากต้าซีได้เจอกับหัวของคนของเขาวางอยู่ปลายเตียงก็เท่านั้น
เหมือนกับที่ฝั่งโลหยางตั้งใจใช้ภาษาสัญลักษณ์กับเธอในการข่มขู่ต้าซี เธอเองก็ใช้เหมือนกัน การวางของพวกนี้เอาไว้ปลายเตียงเขาโดยไม่เอาชีวิตเขาก็เป็การอธิบายง่าย ๆ ว่า ‘ของที่ส่งมาได้รับแล้ว แต่ไม่ค่อยถูกใจเท่าไหร่’ การที่ของชิ้นนี้วางอยู่ปลายเตียงก็เท่ากันเป็ภาษาสัญลักษณ์ง่าย ๆ ว่า ‘หากจะเอาชีวิตก็ทำได้ แต่ยังไม่ทำ’ ก็เท่านั้น
“ไม่เกือบท่านไป่ ทรงขู่จริง”
ราชเลขาหนุ่มเอ่ยก่อนจะมองไปที่หนวี่หวงตี้ที่กำลังทอดพระเนตรกรรมวิธีการบรรจุหัวลงในกล่องของให้พวกกลุ่มโจรโพกผ้าแดงขนด้วยความเย็นพระทัย หนวี่หวงตี้ก็เป็อย่างนี้ทุกที ทำเหมือนจะเย็นพระทัยแต่ก็ไม่ได้ทรงเย็นเลยสักนิด ราชเลขาหนุ่มได้แต่ถอนหายใจ แสงจันทร์ในคืนนี้ก็น้อยนิดยิ่งนักยากแก่การทำการทุกอย่างที่กำลังดำเนินอยู่ แต่ดูท่าแล้วหนวี่หวงตี้คงจะไม่รอถึงเช้าพรุ่งนี้ให้คนของเฉียนฉินและลู่ซุนตื่นมาเจอเื่ที่กำลังทำแน่ อีกอย่างหนวี่หวงตี้ก็ย้ำไว้แล้วว่าทุกอย่างจะเรียบร้อยคืนนี้
...ถ้าบอกว่าคืนนี้ก็ต้องเสร็จคืนนี้...
“ข้าไม่เคยขู่ใคร” เด็กหญิงผู้ดำรงตำแหน่งสูงสุดเอ่ยอีกครั้ง
เธอไม่เคยขู่เลยสักครั้งในชีวิตการข่มขู่ไม่ช่วยทำให้อะไรดีขึ้น เหมือนที่เขาว่ากันว่าสุนัขเห่าไม่กัดที่จริงเธอไม่ใช่สุนัขด้วยซ้ำ ก็อย่างที่บอกว่าเธอไม่ถือโทษโกรธชาวโลหยางที่เธอเพิ่งสังหารไปเลยสักนิด
แต่เธอต้องทำเื่แบบนี้เพราะถ้าไม่ทำก็เท่ากับว่าเธอปล่อยให้เกิดการดูิ่กันได้โดยง่าย อีกอย่างเธอไม่อยากจะต้องให้ต้าซีมารับกับาั้แ่เริ่มรัชสมัยของตัวเองด้วย ก็ถ้าไม่ทำให้รู้ว่าเอาจริง พวกโลหยางไม่มีทางรามือแน่
...แล้วก็ไม่ใช่แค่พวกโลหยางด้วย...
...การให้ของขวัญเพื่อแสดงความยินดีนั้นมีมาแต่โบราณ...
ในชีวิตของมนุษย์มันจะต้องมีวันแห่งความยินดีกันบ้าง งานวันเกิด งานวันเรียนจบ งานเปิดบริษัทใหม่ งานวันแต่งงาน ไม่ว่างานใดที่เป็มงคลก็มักจะมีสิ่งที่เรียกว่าของขวัญอวยพรเสมอ เธอก็เพิ่งจะรู้เหมือนกันว่าเื่การมอบของขวัญอวยพรหรือการมอบของชำร่วยตอบแทนเพื่อสร้างคอนเน็กชันมันมีมาั้แ่สมัยนี้เหมือนกัน...
หลังจากเสร็จพิธีเถลิงราชย์ภายในแล้ว วันนี้ต้าซีก็ยังต้องเปิดวังหลวงเพื่อรับการอวยพรจากต่างดินแดนเช่นกัน ที่จริงก็ต้องนับว่าเป็เื่สำคัญเหมือนกันมันเป็การแสดงมิตรภาพของต้าซีต่อดินแดนอื่น อีกทั้งเป็การแสดงท่าทีเป็มิตรของต้าซีด้วย หากไม่ทำก็จะดูหยิ่งผยองพองขนจนเกินไปถึงแม้ว่าเธอจะไม่ได้คิดขอความช่วยเหลือจากที่ไหนก็ตาม แต่อย่างน้อยการทำอย่างนี้ก็ลดโอกาสการก่อาได้เช่นกัน
“ข้าเหนื่อย” หนวี่หวงตี้ที่ไม่เคยปริวาจาบ่นกับใครบ่นกับตู้หลิ่งอี้เบา ๆ ในขณะที่อยู่ในห้องเตรียมการ
เธอมองไปที่ของตอบแทนที่ถูกเตรียมเอาไว้เรียงรายด้วยสายตาเหนื่อยหน่าย การได้รับของมาเธอก็ต้องให้ของตอบแทนแก่ผู้ที่นำของมามอบให้เธอเช่นกัน ของกำนัลที่เธอเตรียมเอาไว้... อันที่จริงต้องบอกว่าเป็ของที่เติ้งกงกงเตรียมเอาไว้มากกว่า ถูกห่อไว้อย่างดีด้วยผ้าแพรทอของแท้สีดำสอดด้วยดิ้นทอง made in Daxi (ผลิตในต้าซี) รับประกันด้วย DX quality (คุณภาพต้าซี)
“แค่รับของก็เสร็จแล้วฝ่าา” เด็กชายตัวน้อยเอ่ยให้กำลังใจสตรีที่ยืนอยู่ข้างกาย
มิสเฉินไหวไหล่น้อย ๆ เป็เชิงไม่ชอบใจนักแต่ถึงอย่างนั้นก็ทำอะไรไม่ได้ในเมื่อการเถลิงราชย์มันก็ต้องเป็แบบนี้ เธอต้องแสดงให้เห็นถึงจุดยืนของเธอในแผ่นดินของเธอและการต้องรับราชอาคันตุกะจากต่างแดนก็ถือเป็หนึ่งในการดูจุดยืนของแผ่นดินอื่นที่มีต่อเธอและต้าซีด้วย หนวี่หวงตี้ถอนพระทัยเบา ๆ เมื่อคิดได้ว่าจะต้องไปเจอกับใครบ้าง
...พวกน่าเบื่อทั้งนั้น...
“หนวี่หวงตี้ได้เวลาแล้วเพคะ”
เสียงเตือนจากนางกำนัลหน้าห้องทำให้เธอจำใจต้องเดินออกไปนอกห้องด้วยความเหนื่อยหน่าย แต่ทันทีที่เธอต้องทำหน้าที่ของฝ่าาที่ดีเพื่อเป็หน้าตาของต้าซีเธอก็เลือกจะวางความเหนื่อยล้าและเบื่อหน่ายเอาไว้หลังม่านเตรียมการก่อนจะสาวเท้าออกไปเพื่อพบกับเหล่าบรรดาแขกต่างเมืองด้วยท่าทีสง่างามสมศักดิ์ศรี
“ถวายพระพรฝ่าา ขอทรงพระเจริญหมื่นปีหมื่นหมื่นปี...” เสียงถวายพระพรดังทั่วท้องพระโรง
เหนือหัวองค์ใหม่เสด็จผ่านทุกคนในท้องพระโรงที่กำลังลุกขึ้นต้อนรับไปจนกระทั่งถึงบัลลังก์ของตัวเองด้วยท่าทางสง่างามอย่างที่เคยเป็ ทุกก้าวของหยางเยว่ซือนั้นไม่ได้ต่างจากตอนเป็กงจู่เลยสักนิด ยังคงความสง่างามความสงบและทรงอำนาจไว้อย่างครบถ้วนไร้ความประหม่าจนผู้มาเยือนจากเมืองอื่น ๆ ที่คิดว่าจะได้เจอกับกงจู่ที่ยังประดักประเดิดไม่เหมาะสมแก่การเป็หนวี่หวงตี้นั้นต้องคิดใหม่เลยทีเดียว
การเลี้ยงต้อนรับแขกจากเมืองอื่นนั้นก็ต้องเป็ไปโดยสมน้ำสมเนื้อ อย่างน้อยก็ต้องยิ่งใหญ่กว่างานพบปะสามแผ่นดินในครั้งแรก โต๊ะที่จัดเตรียมเอาไว้ถูกกำหนดตำแหน่งการนั่งเอาไว้ก่อนที่จะเริ่มงาน
แน่นอนว่าตัวแทนจากอาณาจักรใหญ่อย่างเฉียนฉินย่อมได้นั่งในตำแหน่งที่ใกล้กับราชบัลลังก์มากที่สุด และถัดมาจึงเป็พวกหัวเมืองต่าง ๆ ที่นั่งถัดกันไปตามลำดับอำนาจไปจนสุดท้องพระโรง การจัดการตำแหน่งที่นั่งนี้เป็หน้าที่ของขุนนางกรมพิธีการ เธอไม่ได้ไปยุ่งอะไรด้วย เธอได้รับเพียงแค่รายชื่อของคนที่จะมาเท่านั้น
“ขอบใจทุกท่านที่มาในวันนี้” องค์เหนือหัวองค์ใหม่เอ่ยรับด้วยน้ำเสียงกังวาน
น่าเสียดายที่เครื่องดื่มที่ให้สารคาเฟอีนเพื่อกระตุ้นร่างกายในยุคนี้มีเพียงชาเท่านั้นเลยทำให้ร่างกายของเธอยังไม่ได้รับสารเคมีที่จะช่วยให้ร่างกายตื่นตัวในปริมาณที่เหมาะสม เพราะฉะนั้นหากไม่มีอะไรน่าตื่นเต้นเกิดขึ้นในงานพิธีแล้วล่ะก็ น่ากลัวว่าเธอจะได้แอบหลับในพิธีวันนี้อีกแน่นอน แต่ก็อย่างว่าเื่น่าตื่นเต้นมาได้ตลอดเวลา แล้วเธอก็ไม่ควรจะประมาทด้วย
“เนื่องด้วยวารดิถีการเถลิงราชย์ครั้งใหม่ของต้าซี...”
เสียงของเสนาบดีเกอเทียนหลิวเอ่ยประกาศฎีกาตามกำหนดการของราชพิธีแบบโบราณเริ่มขึ้น ซึ่งอะไรที่ขึ้นชื่อว่าโบราณแล้วก็แน่นอนว่าจะกินเวลานานและยืดเยื้อแน่นอน
ในขณะที่เธอฟังฎีกาที่ร่างมาอย่างดีของเหล่าเสนาบดีกรมขุนนางเธอก็เลือกจะใช้เวลานั้นมองไปที่ราชอาคันตุกะแต่ละคนที่มาร่วมพิธีอย่างรวดเร็ว ฝั่งเฉียนฉินนั้นได้แจ้งมาั้แ่แรกว่าจะมาสองคนเพราะฉะนั้นนอกจากหวางเ้าปัญญาผู้ยึดติดกับเื่เก่า ๆ ที่นั่งอยู่แล้วยังมีชายที่ไม่คุ้นหน้าคุ้นตาอีกคน
เขาเป็ชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ที่อายุประมาณเลขสองต้น ๆ นั่งหลังตรงสูงสง่าอยู่ตรงนั้น เขาสวมชุดประจำตำแหน่งสีน้ำเงินเข้ม สีหน้าเหมือนคนที่ไม่เคยเรียนรู้ว่าความสุขบนโลกนี้มีอะไรบ้าง จะว่าไปใบหน้าของเขาหล่อเหลาคมเข้มไม่ต่างจากองค์ฮ่องเต้นัก แม้ว่าจะมาเกิดใหม่ไม่ทันแต่เธอก็เริ่มจะพอเดาได้แล้วว่าองค์ฮ่องเต้แห่งเฉียนฉินตอนหนุ่ม ๆ หน้าตาประมาณไหน...
...ก็นับว่าได้พ่อไปเต็ม ๆ ...
ชายคนนั้นปรายตามาทางเธอเพียงเล็กน้อยก่อนจะหันกลับไปให้ความสนใจในการฟังคำสรรเสริญเยินยอเกินจริงในฎีกาต่อ เขาดูสงบกว่าที่เธอคาดเอาไว้ จากชื่อเสียงของเขาเธอคิดว่าเขาจะเป็พวกกวนประสาทอย่างไป่หรงซานหรือไม่ก็พวกเคร่งครัดในกฎระเบียบอย่างแม่ทัพซูเสียอีก แต่เขากลับเป็คนที่ดูนิ่งสงบไม่มีสีหน้าหาเื่ใครอีกทั้งยังมีท่าทีสบาย ๆ มากกว่า...
...ไม่ตรงปกเลยนะ...
เธอคิดว่าหวางนักรบจะดูใจร้อนห้าวหาญเอะอะมะเทิ่งเสียอีก แต่ก็อย่างว่าอย่างไรเสียเขาก็เป็ราชนิกุลคนหนึ่ง พวกเื่เสียมารยาทอะไรอย่างนั้นก็คงไม่มีอยู่แล้ว หนวี่หวงตี้ปรายพระเนตรไปที่ฉินชงหยวนที่มองมาที่เธอด้วยสีหน้าราวกับพยายามหยั่งรู้บางอย่างด้วยสายตาท้าทายขึ้น ในตอนนี้เขาคงจะไม่มีสิทธิ์ที่จะมาเรียกเธอว่าน้องเยว่เอ๋อร์อีกแล้วเพราะเธอไม่ใช่น้องน้อยของเขาอีกต่อไป แค่ศักดิ์เธอก็เทียบเท่าบิดาเขาแล้ว...
“ด้วยเหตุทั้งปวงที่กระหม่อมได้กล่าวมานั้น ในวันนี้ต้าซีจึงได้ยกราชนิกุลคนสุดท้ายของราชสกุลหยางขึ้นเป็องค์เหนือหัวแห่งต้าซีเพื่อกอปรกิจปกครองแผ่นดินต่อไป...”
“ขอทรงพระเจริญ” เสียงของเหล่าขุนนางตอบรับทันที
“ขอบใจขุนนางทุกท่าน”
มิสเฉินเอ่ยรับขุนนางก่อนจะหันไปทางราชอาคันตุกะทุกคน การปรายสายตาผ่านรอบห้องทำให้บรรยากาศที่เคยมีเสียงพูดคุยน้อย ๆ พลันเงียบลงทันตา
“ขอบใจพวกท่านทั้งหลายที่อุตส่าห์สละเวลามาถึงต้าซีในวันนี้”
สุรเสียงของสตรีในชุดเต็มยศสีดำสนิทเอ่ยขึ้นน้ำเสียงของนางใสกังวานน่าฟังเช่นทุกครั้ง หากแต่ครั้งนี้ความทรงอำนาจของน้ำเสียงนั้นสามารถสะกดทุกคนที่อยู่ในท้องพระโรงได้อย่างง่ายดาย บรรดาราชอาคันตุกะที่เคยคิดดูแคลนหนวี่หวงตี้เอาไว้ก่อนที่จะได้มาพบเจอกับหนวี่หวงตี้นั้นหันมาเงียบฟังการปรารภอย่างตั้งใจ ท่าทีของสตรีที่องอาจเช่นนี้แน่นอนว่าไม่มีใครเคยเห็นมาก่อนในยุคนี้
“นับเป็เกียรติอย่างยิ่งที่ทุกท่านมาอวยพรให้กับข้าและต้าซีในวันนี้ แม้ว่าต้าซีเราจะเป็เพียงดินแดนเล็ก ๆ แต่พวกท่านก็ยังมิได้เพิกเฉยต่อพิธีอันสำคัญของชาวต้าซี ข้าในฐานะตัวแทนของชาวต้าซีไม่รู้ว่าจะตอบแทนน้ำใจของพวกท่านอย่างไรให้เหมาะสมเพียงพอ...”
การเอ่ยขอบคุณนั้นแม้จะต้องใช้ภาษาโบราณแต่เธอก็ทำได้อย่างดีโดยไม่ต้องอาศัยการอ่านสคริปต์เลยสักนิด สำหรับคนที่ต้องแถลงในงานเปิดตัวอสังหาริมทรัพย์มานับครั้งไม่ถ้วนอย่างเธอ ไม่มีอะไรยากเย็นกับการแถลงการณ์พวกนี้หรอก สายตาของเด็กหญิงที่กวาดไปทั่วห้องนั้นไม่ได้เป็เพียงการทักทายฝ่ายตรงข้ามเท่านั้นหากแต่ยังเป็การตรวจสอบท่าทีตอบรับและต่อต้านของแต่ละแผ่นดินอีกด้วย
แน่ล่ะเธอไม่ได้โง่พอจะเชื่อว่าทุกคนในที่นี้จะเห็นด้วยกับการขึ้นครองบัลลังก์ของเธอหมดหรอกนะ มันก็แน่อยู่แล้วว่าจะต้องมีคนไม่เห็นด้วย เผลอ ๆ มากกว่าหกส่วนด้วยซ้ำ เพราะอย่างนั้นการรู้ท่าทีของฝ่ายนั้นก่อนย่อมได้เปรียบ แม้ว่าความเห็นของคนพวกนั้นต่อการขึ้นครองของเธอจะไม่มีผลอะไรกับเธอในตอนนี้ก็เถอะแต่การรู้ไว้ก่อนนั้นก็ย่อมได้เปรียบกว่าในการประเมินถึงขีดความสัมพันธ์ระหว่างดินแดนในอนาคต
“ต้าซีของเราไม่คิดจะเป็ศัตรูกับดินแดนใด... และข้าก็หวังเป็อย่างยิ่งว่าพวกท่านทั้งหลายที่อยู่ ณ ที่นี้ก็จะมีเพียงแต่ความปรารถนาดีต่อต้าซีเช่นกัน”
คำตรัสอย่างเรียบง่ายแต่สร้างความกดดันอย่างยิ่งยวดให้กับคนฟังดังขึ้นทั่วท้องพระโรง เธอพอจะดูออกนั่นแหละว่าแผ่นดินใดเป็มิตรแผ่นดินใดเป็ศัตรู ท่าทีั้แ่ที่เธอเดินเข้ามาก็ชัดอยู่ในหลายๆ คน เพียงแต่เธอไม่อยากจะไปจี้เอาความอะไรกันตอนนี้ก็เท่านั้น
...มากกว่าเจ็ดส่วนอีก...
เสียงตอบรับที่เต็มไปด้วยการถวายพระพรในถ้อยคำแบบท้องถิ่นของแต่ละพื้นที่ดังขึ้น ที่จริงหากจะมองจากเหล่าตัวแทนแต่ละแผ่นดินแล้วก็ต้องนับว่าเธอน่าจะเด็กที่สุดในนี้แล้วกระมัง ไม่แน่ว่าสีหน้าตะขิดตะขวงของบางคนนั้นก็อาจจะมาจากเื่อายุของเธอด้วยก็ได้ แต่ถึงอย่างนั้นการที่ใครจะขึ้นครองต้าซีก็เป็เื่ของต้าซีไม่ใช่เื่ของคนพวกนี้อยู่ดี...
พิธีอวยพรเริ่มขึ้นทันทีหลังจากที่กงกงเกอเทียนหลิวประกาศ เหล่านางกำนัลต่างก็พากันมาตั้งแถวข้างหลังเธอพร้อมด้วยหีบของตอบแทนเท่าจำนวนเมืองที่มา มิสเฉินลุกไปตามคำประกาศของเตี่ยนประจำพิธีเพื่อออกไปรับของอวยพรจากเหล่าพระราชอาคันตุกะด้วยสีพระพักตร์ที่ยังนิ่งสงบเช่นเดิม แม้ว่าจะเป็่ที่ราชเลขาให้ความเป็ห่วงไว้ก็ตามแต่ถึงอย่างนั้นเธอก็ไม่ได้กังวลกับมันมากนัก เชื่อเถอะถ้าไม่ใช่ของอะไรที่แย่มากอย่างพวกแก๊สพิษหรืออะไรทำนองนั้นเธอว่าเธอจัดการได้ทั้งหมดอยู่แล้ว
“ถวายพระพรหนวี่หวงตี้ ข้าฉินหานเฟิงองค์ชายลำดับที่หกแห่งเฉียนฉิน” ตัวแทนคนแรกย่อมมาจากอาณาจักรใหญ่ตามศักดิ์อยู่แล้ว
ยิ่งมองใกล้ ๆ เธอก็ต้องยอมรับว่าชายคนนี้หล่อเหลาเอาการแบบที่ต้องเรียกว่าทิ้งพี่ห่างน้องเลยทีเดียว (ที่จริงก็ลำเอียงและอคติอยู่ แต่ก็พอใจให้เป็เช่นนั้น) กลิ่นคล้ายใบไผ่อ่อน ๆ จากกายเขาทำให้เธอนึกถึงเทียนยี่ห้อ Jo Malone ที่เธอนิยมจุดก่อนนอนอย่างบอกไม่ถูก และด้วยรูปร่างที่สูงใหญ่ของชายชาตินักรบแล้วทำให้เพียงแค่การยืนเขาก็ค้ำหัวเธอเสียแล้ว
“หีบของนี้เป็เครื่องบรรณาการจากเฉียนฉินขอให้หนวี่หวงตี้สามารถปกครองให้ต้าซีเข้มแข็งและมั่นคงตราบนานเท่านาน”
คำอวยพรที่ไม่แฝงความรู้สึกใด ๆ มาพร้อมกับหีบของขนาดใหญ่จนแผ่นดินอื่นหน้าม้านไปตาม ๆ กัน
หีบห่อที่ใหญ่พอให้เธอตู้หลิ่งอี้และจิ่นอวี่เข้าไปนอนเล่นได้ถูกเปิดออกโดยเหล่าขุนนางจากเฉียนฉิน ข้างในนั้นบรรจุรูปสลักหยกขาวเป็ตัวพยัคฆ์ขนาดใหญ่พอที่เธอจะขี่ได้สบาย ๆ มันเป็สิ่งที่สวยงามมากถึงจะไม่คุมโทนกับของประดับต่าง ๆ ในวังหลวงก็ตาม แต่ด้วยสิ่งของล้ำค่าเช่นนี้แล้วหากเธอไม่รับไว้ก็จะเสียมารยาทต่อเฉียนฉินเป็อย่างมากเสียด้วย...
“เป็รูปสลักที่งดงามมาก ขอบพระทัยหวางเย่” เด็กหญิงตอบด้วยน้ำเสียงนอบน้อมก่อนจะพยักหน้าให้นางกำนัลคนแรกเดินเข้ามา
คนตัวเล็กแต่ตำแหน่งใหญ่หันไปหยิบของที่อยู่บนพานของนางกำนัลส่งให้กับองค์ชายหกแห่งเฉียนฉิน เธอก็ไม่รู้เหมือนกันว่าของข้างในคืออะไรแต่เท่าที่ได้ฟังมาก็น่าจะเป็พวกแร่ทองหรืออะไรประมาณนั้น อย่างน้อยเธอก็แน่ใจว่ามันมีค่าไม่มากไม่น้อยไปกว่าของที่ได้รับมากจนน่าเกลียดนักนั่นแหละ
“กระหม่อมยังมีอีกอย่าง” ชายผู้นั้นเอ่ยหลังจากที่รับของที่ระลึกจากต้าซีไปแล้ว
มิสเฉินเลิกคิ้วน้อย ๆ ด้วยความแปลกใจ องค์ชายหกหยิบกล่องชิ้นหนึ่งมาจากผู้ติดตามของเขาก่อนจะยื่นมันมาข้างหน้า กล่องที่เขาถืออยู่นั้นโดยไม่ต้องแกะห่อก็พอจะดูออกว่าเป็อะไร ลองเป็กล่องบุผ้าขนาดยาวประมาณฟุตกับอีกสองในสามแล้วคงไม่ใช่ตะเกียบหรือพู่กันแน่นอน
มือเรียวขาวของหวางเย่แห่งเฉียนฉินเปิดกล่องที่ถือออกเพื่อให้เธอได้เห็นของข้างใน
กระบี่เล่มงามด้ามทำจากหยกขาวอย่างดีสลักตราประจำราชสกุลหยางไว้ที่บริเวณคมของกระบี่อย่างงดงามเพียงเท่านี้ก็นับว่าสุดยอดแล้ว แต่มันยังไม่หมดเท่านั้นเพราะด้ามจับที่ทำจากหยกนั้นยังแกะเป็หัวพยัคฆ์ลอดเมฆาอีก นี่ต้องนับว่าเฉียนฉินเป็ดินแดนที่มีนักแกะสลักที่เก่งกาจไม่น้อยเลยทีเดียว
เธอไม่เคยเห็นของจำพวกอาวุธสวยงามเสียเท่าไหร่เพราะสำหรับเธออาวุธก็มีไว้สังหารไม่ใช่ accessory (เครื่องประดับ) แต่ก็ต้องนับว่ากระบี่เล่มนี้สวยงามมากจนตรึงสายตาของเธอได้เหมือนกัน เด็กหญิงตัวน้อยมองอาวุธชิ้นนั้นด้วยสายตาพึงใจอย่างเห็นได้ชัด...
“กระบี่จากช่างฝีมือดีของเฉียนฉิน” เสียงของเขาทุ้มนุ่มและเอ่ยเพียงเท่านั้นก่อนจะปิดกล่องลงแล้วส่งมันให้กับเธอด้วยกิริยานุ่มนวลไม่ต่างจากตอนแรกนัก
“ขอบพระทัยหวางเย่” เด็กหญิงตอบเพียงเท่านั้นทั้งที่เธอค่อนข้างชอบของชิ้นนี้ไม่น้อย
มิสเฉินส่งสายตาชื่นชมกระบี่นั้นอีกครั้งก่อนจะส่งมันให้กับตู้หลิ่งอี้ที่มีหน้าที่รับของไปอย่างอ้อยอิ่ง และไม่ใช่ว่าท่าทีนี้ของหนวี่หวงตี้จะไม่เป็ที่สังเกต แทบทุกคนในท้องพระโรงเห็นท่าทีนั้นขององค์เหนือหัวอย่างชัดเจน
...สตรีที่พึงใจในอาวุธ...
“องค์เหนือหัวย่อมต้องมีอาวุธคู่ใจ”
องค์ชายหกแห่งเฉียนฉินตอบเพียงเท่านั้น เขายกยิ้มเล็กน้อยเมื่อเห็นว่าเด็กหญิงดูจะโปรดปรานกระบี่เล่มนั้นไม่น้อย อย่างน้อยเขาก็พอจะเดาถูกว่าสตรีที่บั่นคอคนด้วยถ้วยชานั้นไม่ว่าอย่างไรก็น่าจะชอบของมีคม องค์ชายก้มพระเศียรให้กับสตรีที่อ่อนกว่าหากแต่มียศสูงกว่าอีกครั้งก่อนจะถอยฉากออกไปให้อีกคนได้เข้ามาแทน
...องค์ชายแปดแห่งเฉียนฉินในฉลองพระองค์สีขาวเดินเข้ามาแทนที่...