เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ ซูเหล่าอู่จึงตัดสินอย่างไร้ความปรานี
“ตกลง…หย่าเถิด”
เมื่อเขาเอ่ยคำพูดนั้นออกมา คนในครอบครัวเฉินก็เกิดความลนลาน
แม้แต่นางเฉินเองก็รู้สึกเจ็บปวดใจ ก่อนที่นางจะคิดกลอุบายเช่นนี้ออกมา นางไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าสามีของนางจะยอมตกลงแม้แต่ท่าทีเสแสร้งเหนี่ยวรั้งเอาไว้สักนิดยังไม่มี
ตัวเขาที่แสดงออกเช่นนั้น ทำให้นางรู้สึกเจ็บปวดอย่างอธิบายไม่ได้
ซูฉีเฉียวมองดูสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดด้วยสายตาเย็นชา นางอยากจะเอ่ยปากด่าทอมารดาที่น่าผิดหวังคนนี้จริงๆก่อนหน้านี้นางเกลี้ยกล่อมอย่างดิบดีแล้วแท้ๆ ว่าไม่ต้องให้นางมาสนใจเรื่องนี้อีกไม่ต้องไปสนใจคนเหล่านั้น แต่นาง…นิสัยยึดติดกับการเป็นทาสรับใช้แนบแน่นช่างน่าโมโหเสียจริง แต่ทว่าเมื่อเห็นพี่ชายคนโตของนางที่อายุเลยยี่สิบปีแล้วและเมื่อมองพี่ชายคนรองที่ตอนนี้อายุยี่สิบห้าปี คนอายุเท่าๆ พวกเขาหากเป็นปกติทั่วไปก็คงจะแต่งงานมีครอบครัวแล้ว แต่พี่ชายคนโตของนางยังคงใช้ชีวิตลำพังแม้แต่พี่ชายคนรองก็ถึงช่วงอายุที่ควรแต่งงานได้แล้วแต่เป็นเพราะว่าครอบครัวยากจน…
นางส่ายหน้า ครอบครัวนี้ไม่ควรจะไปยุ่งอะไรกับมารดาอีก
“ตกลง ข้าจะร่างหนังสือหย่า ท่านแม่ คนในครอบครัวของท่านน้า ก่อนหน้านี้ข้าบอกแล้วว่าจะดูแลท่านแม่อย่างดีจะกตัญญู ตอนนี้พวกเราจะทำให้สิ่งที่ท่านแม่ต้องการประสบความสำเร็จท่านแม่และพวกท่านน้าจะได้ใช้ชีวิตที่มีความสุขด้วยกัน ท่านแม่วางใจเถิดเจ้าค่ะหลังจากหย่าร้างกันแล้ว พี่ใหญ่ พี่รองแล้วก็ท่านพ่อ ข้าจะดูแลพวกเขาอย่างดีโดยเฉพาะการแต่งงานของพี่ใหญ่และพี่รอง ข้าจะใส่ใจเรื่องนี้เป็นพิเศษเรื่องอื่นข้าไม่กล้าเอ่ยปาก แต่ข้าคิดว่าเรื่องการจัดงานแต่งงานให้กับพี่ชายทั้งสองฉีเฉียวคนนี้สามารถจัดการได้”
ระหว่างที่เอ่ยนั้น นางก็ได้ทำการร่างหนังสือหย่าเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
นางนำมันไปยื่นให้กับนางเฉินที่ตกตะลึงอยู่เบื้องหน้ารอเพียงแค่ให้นางประทับรอยนิ้วมือเท่านั้น หนังสือหย่าเล่มนี้ก็จะเสร็จสมบูรณ์
แต่ทว่านางเฉินกลับไม่ขยับแม้แต่น้อย เป็นน้าสะใภ้สามที่อยู่ข้างๆ หยิบหนังสือหย่าที่นางยื่นไปให้ไปแทนและฉีกมันออก
“ไม่ ข้าไม่ยอม ข้าจะไม่ไปจากที่นี่ อยู่ที่นี่พวกเรามีข้าวกินมีเสื้อผ้าให้ใส่ เหตุใดต้องไปจากที่นี่ด้วย ข้าไม่อยากอดมื้อกินมื้อ ฉีเฉียวหลานสาวที่แสนดีของข้า เจ้าให้พวกเราอยู่ต่อเถิด น้าชายใหญ่ของเจ้าทำเรื่องไม่ดีอยากแอบดูพวกเจ้า นั่นเป็นเรื่องของครอบครัวน้าใหญ่ของเจ้าเกี่ยวอะไรกับครอบครัวน้าสามของพวกเราเล่า ฉีเฉียว เจ้าก็รู้ดี เจ้าเป็นคนดีจิตใจมีเมตตา เจ้าอย่าไล่พวกเราไปได้หรือไม่”
เมื่อมาถึงขั้นนี้ เมื่อเห็นว่าอนาคตที่ดีกำลังจะหนีห่างจากตนไปหากต้องออกไปทำงานข้างนอก ก็ไม่รู้ว่าชีวิตของตนเองจะเป็นอย่างไรหากทำงานในบ้านของเจ้าของเรือนทั่วๆ ไป วันหนึ่งก็คงจะได้ราวๆสี่ถึงห้าเหรียญทองแดง อาหารการกินไม่ได้ดีเท่าที่นี่ ที่อยู่อาศัยก็ต้องหาเองที่นี่ได้อยู่ดีกินดี ทำงานหนึ่งวันก็ได้ค่าแรงมากกว่าที่อื่นหนึ่งเท่าและเพราะซูฉีเฉียวดูแลอาหารการกินทั้งสามมื้อในทุกๆ วันทำให้พวกเขาได้ลิ้มรสชาติของเนื้อสัตว์
หากไปทำงานข้างนอก การที่ในหนึ่งปีครึ่งได้ลิ้มรสเนื้อสัตว์สักนิดหน่อยเท่านั้นก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ไม่เลวแล้ว
นางไม่อยากไปทำงานข้างนอกต่อให้ขี้เกียจอยู่ที่นี่ก็ยังดีกว่าต้องไปอยู่ข้างนอก
แต่ว่าครั้งนี้ซูฉีเฉียวใจเย็นมาก
นางมองไปยังเศษกระดาษบนพื้น “เฉาหมิง ไปนำกระดาษมาใหม่หนึ่งแผ่นอย่างไรท่านแม่ก็เป็นฝ่ายเสนอเองว่าจะพาพวกท่านน้าออกไปจากที่นี่ เรื่องนั้นไม่ได้เกี่ยวอะไรกับพวกเราพวกเราในฐานะที่เป็นลูกจะไปขัดชีวิตที่ดีของผู้เป็นมารดาได้อย่างไรกันครอบครัวของท่านน้าเองก็คิดว่าการอยู่ที่นี่ไม่มีชีวิตที่ดีดังนั้นถึงได้พากันไปอยู่ข้างนอกพวกเราเป็นลูกเป็นหลานที่ดีไม่สามารถไปห้ามโชคดีของผู้อื่นได้ รีบไปเอากระดาษมา”
จางเฉาหมิงตกปากรับคำและรีบร้อนวิ่งไปนำกระดาษและพู่กันมา
น้าสะใภ้สามชอบรังแกคนที่อ่อนแอกว่าจนเคยชิน ยามนี้เมื่อเห็นว่าคนในครอบครัวของซูฉีเฉียวกำลังจะแยกทางกับพี่สาวของสามีก็ทำให้นางตื่นตระหนกขึ้นมา
“ท่านพี่ ท่านให้กำเนิดบุตรชายและบุตรสาวให้ตระกูลซูตั้งหลายคน เหตุใดจู่ๆมาบอกว่าจะหย่ากันก็หย่าง่ายๆ เช่นนี้เล่า ไม่ได้นะ อย่างไรก็ไม่ได้”
นางเฉินรู้สึกลำบากใจเมื่อถูกกู่ร้องใส่เช่นนี้นางเองก็เริ่มเกิดความรู้สึกขึ้นมาเช่นกัน
“พอแล้ว ข้าไม่สนใจพวกเจ้าแล้ว ไม่สนใจพวกเจ้าแล้ว ข้า…อยากใช้ชีวิตกับลูกๆของข้า ฮือ การปกป้องพวกเจ้า ปกป้องคนที่ไม่มีจิตใจเมตตา ข้าทำอะไรก็ผิดไปเสียหมดพวกเจ้าไปเสียเถอะ ข้าไม่สนใจพวกเจ้าแล้ว ไม่สนแล้วหลังจากนี้อย่ามาให้ข้าเห็นหน้าอีก ข้าไม่มีญาติพี่น้องอย่างพวกเจ้า”
ซูฉีเฉียวชะงัก การที่ทำให้มารดาของเขาเอ่ยคำพูดเช่นนี้ออกมาได้ ช่างเป็นเรื่องที่ไม่คาดคิดยิ่งนักเมื่อซูต้าหลางเห็นมารดาของตนเองเป็นเช่นนี้ก็รู้สึกใจอ่อนอยากจะเข้าไปประคองนางแต่ใครจะไปคิดว่าทันทีที่ทำเช่นนั้นซูฉีเฉียวก็ยื่นมือออกไปห้ามพร้อมกับส่ายหน้าแม้แต่ผู้เป็นบิดาที่อยากจะก้าวขึ้นไปเบื้องหน้าก็ถูกนางห้ามด้วยเช่นกัน
“วันนี้เมื่อทุกคนมีความคิดอยากจะตัดขาดกับท่านแม่ ก็จงฟังข้าโดยเฉพาะต้าหลาง เอ้อหลาง หากพวกเจ้ายังอยากจะแต่งงานก็ต้องฟังข้า” วันนี้นางจะต้องดึงสติมารดาผู้อ่อนแอคนนี้กลับมาให้ได้
“ท่านแม่ ท่านกล่าวเองว่าจะแยกตัวไปจากพวกเรา พวกเราในฐานะลูกก็คอยตอบสนองสิ่งที่ท่านแม่ต้องการที่ผ่านมาท่านแม่คิดว่าพวกท่านน้าทั้งหลายคือพี่น้องของท่านพวกเราที่เป็นลูกเป็นเพียงสิ่งที่ท่านแม่จะมีหรือไม่มีก็ได้ในเมื่อพวกท่านน้าสนิทสนมกับท่านแม่ ท่านเลี้ยงดูพวกเขามาจนเติบใหญ่ ตอนนี้พวกเขามีลูกมีหลานแล้วต่อไปท่านแม่ก็ต้องดูแลลูกหลานของพวกเขา ท่านพ่อของพวกเราเพิ่งจะอายุสี่สิบปีแต่ท่านดูยามที่เขาเดินออกมาสิ ใครเห็นต่างก็คิดว่าท่านพ่ออายุหกสิบปีแล้วความกังวลใจ ไม่ได้กินดี ไม่ได้รับการบำรุงที่ดีทำให้หลังค่อมผมขาวแล้วรอยเหี่ยวย่นก็มากขึ้นเรื่อยๆ ท่านแม่ ในฐานะคนที่อยู่ข้างกายท่านพ่อ เขาไม่ได้รับการเอาใส่ใจที่ดีคงเป็นเพราะว่าท่านแม่เป็นพี่สาวของพวกท่านน้า ท่านดูแลพวกเขาเหมือนคนเป็นมารดาแท้ๆการที่ท่านพ่อได้พบเจอท่านแม่ เหล่าพี่ชายเองก็เช่นกันพวกเขาช่างมีท่านแม่ที่ดีจริงๆ
อายุปูนนี้แล้วมารดาของคนอื่นต่างก็กำลังจัดการเรื่องงานแต่งงานให้บุตรชาย แต่ท่านแม่เล่า ยามนั้นพี่ใหญ่หาเงินมาเพื่อสู่ขอภรรยาไม่ได้ง่ายๆแต่เมื่อน้องชายคนรองของท่านแม่ป่วยก็เอาเงินที่ท่านพี่หาเอาไว้สู่ขอภรรยาทั้งหมดไปให้กับพี่รอง
ขอประทานโทษเถิด ท่านแม่ยินยอมที่จะแบกรับครอบครัวของพี่น้องท่านแม่อยากจะร่วมสุขกับพวกเขา นั่นคงจะเป็นเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ของท่านแม่ ลูกๆอย่างพวกเราคงไม่สามารถห้ามและไม่อาจเหนี่ยวรั้งได้พวกเราทั้งหมดจะทำตามที่ท่านแม่ต้องการอย่างไรข้าก็ต้องจัดการเรื่องงานแต่งงานของพี่ใหญ่อยู่แล้วจะทำให้ตระกูลซูของเราไม่มีผู้สืบสกุลไม่ได้ ตอนนี้ท่านแม่นำคนตระกูลซูของพวกเรามาชดใช้ให้กับคนตระกูลเฉิน
ตระกูลเฉินเป็นตระกูลของท่านแม่ ตระกูลซูของพวกเราก็กตัญญูต่อท่านท่านให้กำเนิดพวกเรา แต่ท่านแม่กลับไม่ได้เลี้ยงดูพวกเราอย่างดีคนที่ท่านแม่เลี้ยงดูคือพวกท่านน้าต่างหาก ท่านแม่จะไปจากที่นี่ ก็ทำสัญญาแล้วกันเจ้าค่ะตั้งแต่ยามนี้เป็นต้นไปท่านแม่ยังเป็นมารดาของพวกเรา เพียงแต่ว่าพวกเราจะไม่รับผิดชอบพัวพันอะไรกับท่านแม่อีกจะเป็นหรือตายพวกเราจะไม่รับผิดชอบสักเฟินหรือเหมาเดียว
หากท่านแม่ออกไปอยู่ข้างนอกแล้วได้มีชีวิตที่ดี นั่นก็เป็นโชคดีของท่านแม่หากท่านมีชีวิตที่ไม่ดี คงต้องขออภัยด้วย พวกเราคงไม่สนใจอีก ประทับชื่อเลยเจ้าค่ะเมื่อเสร็จแล้วทุกคนจะได้หมดห่วง”
นางสะบัดหนังสือหย่าเสียงดังพั่บๆ ทุกเสียงที่ดังขึ้นทำให้นางเฉินหน้าซีดขึ้นเรื่อยๆ
การสะบัดครั้งสุดท้ายทำให้นางเฉินร้องไห้โฮออกมา
“อาฉี ลูก ข้า…แม่ขอโทษเจ้าด้วย แม่ไม่ไปแล้ว ต้าหลาง เอ้อหลางต่างก็เป็นบุตรชายของข้าคนเป็นมารดาอย่างข้าจะไม่รักได้อย่างไรกันข้า…ตั้งแต่ตอนนี้เป็นต้นไปจะไม่สนใจเรื่องของครอบครัวเฉินแล้วพวกเจ้าอยากทำเช่นไรก็ทำเช่นนั้นได้เลย”
ซูเหล่าอู่ที่เห็นภรรยาเป็นเช่นนี้ ดวงตาก็ร้อนผ่าว หนวดเคราก็สั่นไหว“เฮ้อ เช่นนั้นก็ดี ก่อนหน้านี้ข้าก็เคยโน้มน้าวเจ้าแล้วพวกเราถือว่าได้ใช้ชีวิตที่ดีไม่น้อย เจ้านี่นะ แบกความรับผิดชอบมากมายขนาดนี้ไม่เหนื่อยบ้างหรือ”
คนในครอบครัวเฉินเมื่อเห็นสถานการณ์เปลี่ยนแปลงไป พี่สาวคนโตจะไม่ดูแลพวกเขาอีกแล้วเช่นนี้…เช่นนี้พวกเขาจะใช้ชีวิตต่อไปอย่างไรกัน
เฉินเหล่าต้าไม่มีหน้าจะออกมาร้องขออีก เขาหลบอยู่ด้านหลังของกลุ่มคนแต่เฉินเหล่าเอ้อไม่คิดเช่นนั้น
เขาคิดว่าการอยู่ที่นี่เขาได้มีชีวิตที่ดี ได้กอบโกยผลประโยชน์จากหลานสาว เขาจะยอมไปอยู่ด้านนอกได้อย่างไรกันตอนนี้อยู่ในช่วงภัยแล้ง หากไปอยู่ข้างนอกคงจะต้องใช้ชีวิตอย่างยากลำบากแน่นอน
“ไม่เอา หลานสาว พวกเราจะตั้งใจทำงานด้วยความซื่อสัตย์เจ้าให้พวกเราอยู่ที่นี่ต่อเถิด”
ซูฉีเฉียวกลับทำให้คนเหล่านั้นผิดหวัง นางหันไปมองอาสะใภ้เจิ้งด้วยใบหน้าเย็นชา“ท่านอาเจ้าคะ ให้ท่านเจิ้งไปตามคนมาไล่คนพวกนี้ไปเถิดเจ้าค่ะตั้งแต่นี้เป็นต้นไปหากเห็นคนเหล่านี้อีก ก็ให้เอาไม้ขับไล่ออกไปเลย ข้า ซูฉีเฉียวที่ดินที่นี่เป็นเพียงที่ดินรกร้าง ไม่สามารถเลี้ยงดูมหาเทพจำนวนมากเหล่านี้ได้หรอกขับไล่ไปไม่ขับไล่ไปก็ให้จัดการพวกเขาเหมือนกับที่ทำกับหัวขโมยได้เลย”
สำหรับการปฏิบัติต่อหัวขโมยสามารถนำตัวไปส่งที่ว่าการได้เลยแต่หากเป็นชาวบ้านทั่วๆ ไป ไม่ว่าใครก็ไม่อยากถูกส่งตัวไปที่ว่าการทั้งนั้น
คนของตระกูลเฉินอยากจะเอ่ยปากอีก แต่นางเจิ้งและคนอื่นๆก็พากันถือไม้เดินเข้าไปหาคนของตระกูลเฉิน
เหล่าคนงานที่ถูกรับเอาไว้ทำงานตั้งแต่ตอนแรกต่างก็ไม่เจริญตากับคนเกียจคร้านเหล่านี้อยู่แล้วเมื่อได้ยินว่าจะทำการขับไล่คนเหล่านั้นออกไป พวกเขาต่างก็เข้ามาช่วยด้วยความกระตือรือร้น
“ไป ไป ที่นี่ไม่เลี้ยงดูเจ้าใหญ่นายโตแบบพวกเจ้าหรอกไสหัวไป…หากไม่ไปพวกเราจะใช้ไม้ตีพวกเจ้าแน่”
คนตระกูลเฉิน ถึงแม้ว่าพวกเขาจะไม่อยากไปจากที่นี่แต่ท้ายที่สุดแล้วก็ถูกไล่ต้อนด้วยไม้ออกไปอยู่ดีคนกลุ่มใหญ่กลุ่มนั้นจากไปพร้อมทั้งด่าทอทั้งร้องโหยหวนทั้งร่ำไห้
โชคดีที่สถานที่แห่งนี้เป็นสถานที่พักอาศัยของผู้คนที่หลบหนีความยากลำบากมามิเช่นนั้นก็ไม่รู้ว่าคนพวกนี้จะก่อเรื่องวุ่นวายอะไรอีกบ้าง
จนเมื่อไล่คนตระกูลเฉินไปแล้ว นางเฉินก็ยังคงร้องไห้คร่ำครวญ
ซูฉีเฉียวที่อยู่ข้างๆ จ้องมองไปที่นางด้วยสายตาหงุดหงิดทำให้นางเฉินรีบหุบปากทันที “ฉีเฉียว…แม่…”
นางกัดปากหันหน้าหนี ไม่สนใจและไม่พูดอะไรกับนางอีก
ซูฉีเฉียวยิ้มเยาะออกมา “ท่านแม่ คนบางคนท่านแม่ช่วยเหลือเขานับหมื่นครั้งแต่หากแค่ปฏิบัติไม่ดีต่อเขาเพียงครั้งเดียวคนเหล่านั้นจะจดจำท่านไว้ในใจด้วยความโกรธ ท่านปฏิบัติต่อตระกูลเฉินไม่ดีพอหรือเจ้าคะเงินที่บุตรชายของตนเองจะใช้แต่งงานก็เอาไปให้เขา แต่สุดท้ายก็ยังไม่ดีพอท่านรู้สึกละอายใจ ข้าจะไม่ห้ามหากท่านแม่ต้องการตามพวกเขาไปอีกทั้งข้าจะให้ท่านยืมรถเทียมลาลากไปส่งท่านอีกด้วยแต่ถ้าหากท่านมีความเป็นห่วงพวกพี่ๆ เช่นนั้นก็ดูแลให้พวกเขามีชีวิตที่ดี ไม่ต้องไปนึกถึงพวกเนรคุณเหล่านั้นอีกอยู่ที่นี่พวกท่านตั้งใจทำงานด้วยความซื่อสัตย์ หากข้าช่วยเหลือได้ข้าก็จะไม่มีทางปล่อยพวกท่านให้ลำบากแน่นอน”
เมื่อเอ่ยมาถึงตรงนี้ นางก็ไม่พูดอะไรอีก
ซูฉีเฉียวหมุนตัวและจับมือต้าซวงและเสี่ยวซวงเข้าบ้านไป
นางเฉินตกตะลึงไปครู่หนึ่ง มีเพียงน้ำตาที่ไหลรินแต่กลับไม่ได้เอ่ยสิ่งใดอีก
……
ในห้องนั้นหลงเหลือเพียงนางเฉินและท่านซูเมื่อเห็นภรรยาร่ำไห้น่าสงสารอยู่เบื้องหน้า เขาก็นึกถึงภรรยาตอนยังสาวยังสวย ซูเหล่าอู่ถอนหายใจออกมาหลังจากคลำบนตัวไปมาอยู่พักหนึ่ง เขาก็หยิบผ้าเช็ดหน้าออกมา
“นี่ เช็ดน้ำตาเสีย”
นางเฉินไม่รับ ก่อนจะบิดร่างกายเพื่อหันหนี “เจ้าหยุดเสแสร้งเสียทีเมื่อครู่ยามบุตรสาวเราบอกให้หย่ากัน เจ้าก็ตอบตกลง เจ้ามันคนไม่มีหัวใจเลี้ยงไม่เชื่อง ข้ามีลูกและเลี้ยงดูลูกให้เจ้ามาตั้งหลายปีเมื่อถึงเวลากลับทอดทิ้งข้า”
ตาเฒ่าซูปล่อยให้นางพูดไปด้วยสีหน้าบูดบึ้ง เมื่อนางพูดจนพอใจแล้วเขาจึงหยิบกล้องยาสูบขึ้นมา
ยิ่งนางเฉินเอ่ยออกมา หัวใจดวงนี้ก็ยิ่งปวดร้าว
“บุตรสาวก็เหลือเกิน ข้าบอกว่าจะไปกับพวกเขาเหตุผลหนึ่งก็เพราะทำเพื่อนาง อีกเหตุผลหนึ่งก็เพราะไม่อยากจะให้นางและพวกน้าชายกระทบกระทั่งกันรุนแรงไม่ว่าอย่างไรพวกเขาก็ถือว่าเป็นญาติพี่น้องของเราเกิดเรื่องอะไรขึ้นแม้เพียงเล็กน้อยก็ยังพอจะมีญาติเหล่านั้นช่วยดูแลแต่น่าโมโหที่ลูกคนนี้ไม่คิดเป็นห่วงเป็นใยและขับไล่พวกน้าๆ ออกไปจนหมด”