ตอนที่3 มาเก็บข้อมูลจริงๆนะ
หลิน เฟิงรำพึงกับโชคชะตาของตัวเองที่อาจจะตายรอบสองในอีก 1 ปีแล้วถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่
“ไม่แน่มันอาจเหมือนบทนิยายโดยบังเอิญก็ได้บางทีเย่ฟานอาจตกหน้าผาตายจริงๆ”
หลังจากให้กำลังใจตัวเองเสร็จ หลิน เฟิงก็เดินออกมาจากตำหนักตระกูลเสี่ยวทันทีเพื่อเผชิญกับโลกภายนอกใบใหม่
เมื่อออกมานอกประตูเด็กหนุ่มก็มองไปรอบๆที่เต็มไปด้วยคนใส่ชุดจีนโบราณเดินผ่านไปมา ปราศจากเซียนนางฟ้าที่เหยียบกระบี่เหาะไปมาเหมือนที่เห็นตอนแรกก็โล่งใจ“มีคนธรรมดาด้วยนี่นา นึกว่าจะมีแต่เซียนค่อยยังชั่วหน่อย”
“สิ่งแรกที่ควรทำคือหาที่ซุกหัวนอนก่อน แต่ปัญหาคือบ้านอยู่ไหน?” ด้วยความที่หลิน เฟิงไม่มีความทรงจำของร่างเดิมก็ทำได้แต่ยืนงงอยู่กลางถนนจนกระทั่งไปเจอรถม้าที่มีตัวอักษร หลิน สลักอยู่ข้างประตูบ้านตระกูลเสี่ยวจึงเดินไปหาคนที่คุมม้าที่นอนอยู่
“โอ้ นายน้อยไปที่เดิมต่อเลยมั้ยขอรับ” คนคุมรถม้าเห็นหลินเฟิงก็รีบกระเด้งตัวขึ้นมาถาม
หลินเฟิงได้แต่พยักหน้าเออออแล้วขึ้นรถม้าไป หลังจากนั้นรถม้าก็เริ่มเคลื่อนไปตามทาง เด็กหนุ่มมองออกไปนอกหน้าต่างด้วยความสนใจสภาพเหมือนเมืองจีนโบราณ มีผู้คนะโเรียกลูกค้ากันอย่างคับคั่งสิ่งของที่ขายมีั้แ่ถ้วยชาม อาหาร ไปจนถึงอาวุธ และของหน้าตาแปลกๆมีสัตว์หน้าตาคล้ายวัวมีขนดกลากเกวียนที่บรรทุกของมาเต็มไปหมดมีหนุ่มสาวบางคนท่าทางไม่ธรรมดามีดาบกลางหลังแฝงตัวไปกับผู้คนเป็จำนวนมากมองดูก็รู้เลยว่าน่าจะเป็ผู้ฝึกวิชา ทำให้หลินเฟิงสรุปได้ว่าเมืองนี้มีคนธรรมดาเป็ส่วนใหญ่แต่ที่แปลกคือเท่าที่ตาเห็นเหมือนมีแต่หนุ่มสาวที่ดูเป็ผู้ฝึกวิชา
ท้องฟ้าเริ่มมืดแต่ก็ไม่ทำให้เมืองนี้เงียบสงบลงเลยแม้แต่น้อยตลาดยิ่งคับคั่งกว่าเดิมสุดท้ายรถม้าก็มาหยุดอยู่หน้าอาคารรูปทรงเหมือนโรงละครสูงประมาณ 3 ชั้นมีเสียงคนร้องเพลงดังออกมาจากข้างในเป็ระยะๆ เมื่อหลินเฟิงก้าวลงจากรถก็คิดในใจว่าร่างเดิมคงชอบชมละคร หลังจากเข้าไปก็พบกับความมืดข้างในถัดขากล้อบบี้เป็โรงละครมีหญิงสาวนุ่งน้อยร่ายรำ และมีเครื่องดนตรีประเภทดีดประกอบหลินฟานยืนดูด้วยความสนใจ ก่อนที่จะมีสาวใหญ่ร่างท้วมรีบปรี่มาหาทันที
“นายน้อยหลิน ฟางเซียนกำลังรออยู่เลยเดี๋ยวดิชั้นจะนำทางไปเอง” พูดจบหญิงคนนั้นก็พาหลินเฟิงขึ้นบันไดไประหว่างทางหลินฟานก็ได้ยินเสียงครางออกมาจากห้องพักในชั้น2เป็ระยะๆจนถึงกับหน้าแดงละทำตัวไม่ถูก
‘ที่แท้ก็เป็หอนางโรมนี่เองเ้าของร่างชอบมาที่นี่บ่อยๆงั้นหรอเนี่ย’ เด็กหนุ่มยืนอึ้งไปสักพักหญิงที่น่าจะเป็แม่เล้าเห็นหลินเฟิงไม่ตามมา ก็หันกลับมามองอย่างงงๆ “นายน้อย?”
สุดท้ายหลินเฟิงก็ได้แต่ต้องเดินตามขึ้นไปต่ออย่างเขินอายต้องเข้าใจก่อนว่าหลินเฟิงเป็โอตาคุติดห้อง ไม่เคยมีความรักเพียงแต่ชอบอ่านนิยายจินตนาการว่าเป็พระเอกเท่านั้น
“มาเก็บข้อมูล ท่องไว้ ข้อมูล”ใช่แล้วที่ตามไปต่อเพราะหลิน เฟิง้ารู้จักเ้าของร่างเดิมให้มากกว่านี้และไม่อยากให้ดูทำตัวแปลกไปจากเดิมเท่านั้น จริงๆนะ *-*
แม่เล้าพาหลินฟานมาหยุดห้องหนึ่งบนชั้น3 ซึ่งดูเงียบสงบกว่าชั้น2 มาก หน้าห้องเขียนว่า “ฟางเซียน”หญิงคนนั้นผายมือเชื้อเชิญให้เข้าห้องก่อนจะเดินกลับลงไป
“ข้อมูล ข้อมูล ข้อมูล… ครั้งแร.. ไม่ๆข้อมูลต่างหาก”เด็กหนุ่มที่กำลังหลอกตัวเองสูดหายใจเข้าลึกๆก่อนจะจัดเสื้อให้เรียบร้อยแล้วเปิดประตูเข้าไป
สิ่งแรกที่เด็กหนุ่มััได้คือกลิ่นหอมอโรม่าของดอกไม้ลอยมาแตะจมูกกลิ่นนั้นตลบอบอวนไปทั่วห้อง ให้ความรู้สึกผ่อนคายอย่างบอกไม่ถูก
‘ฟางเซียน… นางฟ้าผู้มีกลิ่นหอมชื่อเหมาะมากจริงๆ’หลินเฟิงคิดในใจ เมื่อเห็นที่นั่งข้างโต๊ะน้ำชาว่างอยู่จึงเข้าไปนั่งรอบห้องว่างเปล่าก่อนเด็กหนุ่มจะสังเกตว่าหลังม่านมีเงาดำของหญิงสาวกำลังนอนตะแคงข้างอยู่
“....” หลินเฟิงนิ่งไปไม่รู้ความสัมพันธ์ของทั้งคู่และลักษณะนิสัยของเ้าของร่างเดิมจึงเนียนทำเป็เงียบขึมเ็า นั่งจ้องเงาดำเงียบๆและจิบชาอยู่อย่างนั้น ด้วยความเชื่อที่ว่าถ้าแสดงออกอย่างใดอย่างหนึ่งแล้วเกิดพิรุธเงียบดีกว่า จนสุดท้ายหญิงสาวก็พูดขึ้นว่า
“ทำไมนายน้อยหลินไปนั่งตรงนั้นล่ะ หรือว่านายน้อยหลินได้หมั้นหมายกับหญิงงามอันดับหนึ่งแห่งเมืองหลินอานแล้วจะลืมผู้น้อยซะแล้ว”เสียงหวานน่าหลงใหลที่หลินเฟิงฟังแล้วจักกะจี้หูดังออกมาจากทางหลังม่าน
‘ความสัมพันธ์ไม่ธรรมดาจริงๆด้วย ลาก่อนครั้งแรกในต่างโลก’ เด็กหนุ่มที่ตื่นเต้นจนลืมว่ามาเก็บข้อมูลก็ได้เดินเข้าไปหลังม่านที่กั้นระหว่างห้องนอนกับห้องรับแขกแต่โดยดี เมื่อชายหนุ่มเห็นเ้าของเงาดำถึงกับตะลึง