บทที่ 8 มหานทีสีดำ
อวัยวะภายในถูกพลังจิติญญาระดับเทวะช่วยคุ้มครองป้องกัน สิ่งนี้เป็ที่แน่ใจได้ว่าอวัยวะเ่าั้จะไม่เสียหายและไม่ถูกแรงกระแทกจนแหลกละเอียดนำพาให้คนตกตาย ส่วนกระดูกที่แหลกลาน นี่นับเป็ขั้นตอนการปลูกฐานโครงสร้างใหม่ของร่างกาย ทรัพยากรล้ำค่าอย่างไขกระดูกัามิอาจหาได้จากแดนดาราแห่งนี้ สรรพคุณคือการเสริมสร้างไขกระดูกและฐานรากของร่างกายให้แข็งแกร่งประดุจัาจากแดนดาราสัตวเทวา (สัด-ตะ-วะ-เท-วา) มันสามารถสร้างกระดูกทดแทนในส่วนที่เสียหายแลสึกหรอได้อย่างทันตา ทรัพยากรล้ำค่าชิ้นนี้แม้แต่ตัวตนสูงส่งแห่งแดนดารา์ที่้าก็มิอาจหาได้ง่ายๆ ทว่าใครจะไปคิด ของล้ำค่าเช่นนี้กลับตกแก่ขยะแห่งแดนดาราที่ต่ำต้อยมากที่สุดผู้หนึ่ง
สองขั้นตอนแรกนับเป็ขั้นตอนพื้นฐานของการเกิดใหม่ แต่ขั้นตอนที่สำคัญที่สุด คือขั้นตอนที่ต้องถ่ายเทพลังจิติญญาซึ่งกอปรรวมไปด้วยพลังชีวิตในจังหวะที่ร่างกระแทกพื้นอย่างพอดี นางไม่รู้ว่าชายหนุ่มจะทานรับความเ็ปทางร่างกายไหวหรือไม่ บางทีเพียงแรกกระแทกพื้น กระดูกแหลกละเอียด คนอาจทนรับความเ็ปไม่ไหวตกตายโดยที่อวัยวะภายในไม่เป็อะไรเลยก็ได้ ฉะนั้นใน่จังหวะที่เป็ตายนี้ นางต้องกะจังหวะถ่ายเทพลังชีวิตแลพลังจิติญญาเพื่อเป็ตัวกระตุ้นหัวใจชายหนุ่มให้สร้างจุดศูนย์รวมแห่งพลังชีวิตรวมถึงพลังจิติญญาที่เหือดแห้งขึ้นมา คนทุกคนเกิดมาล้วนมีพลังชีวิต ล้วนมีพลังจิติญญา จะมากจะน้อยขึ้นอยู่กับความพิเศษและความจำเพาะของร่างกาย แต่จะมีคนประเภทหนึ่งที่มีพลังชีวิตแต่ไร้ซึ่งจิติญญาแห่งพลัง มีเพียงจิติญญาที่เหือดแห้งไร้พลังมาเติมเต็ม ในโลกแห่งนี้คนเ่าั้จะถูกมองเป็ขยะ เป็ตัวตนที่ถูกสาปให้พานพบแต่ความสิ้นหวัง เฉินซือหยางั้แ่จำความได้จนอายุสิบแปดปี มันผจญชีวิตเช่นนั้นตลอดมา แต่วันนี้พลังชีวิตและพลังจิติญญาของจินเยว่กำลังจะถ่ายทอดผ่านห้วงแห่งความเป็ความตายเพื่อปลุกจิติญญาแห่งพลังของมันให้เพาะบ่มขึ้นใหม่
โผล๊ะ กร๊อบบบบ!!
“อ๊าาาาาาก!”
เสียงการร่วงหล่นพร้อมกับกระดูกแตกหักดังประสานกับเสียงความเ็ปที่เหนือคำบรรยาย ความรวดร้าวทำให้เสียงของเฉินซือหยางที่เปล่งออกมาดูจะมิใช่เสียงครวญคร่ำของมนุษย์อีกต่อไป เป็เสียงจินเยว่ที่คำรามก้องขึ้นในหัวของมัน
“จงฝืนทนและดึงเอาพลังชีวิตข้าไป!”
จินเยว่ปลดปล่อยพลังชีวิตและพลังจิติญญาอย่างเต็มที่ แม้เป็ครั้งแรกที่นางได้ทดลองใช้วิธีการนี้ แต่เพราะนางคืออัจฉริยะที่เหนือกว่าอัจฉริยะในคนรุ่นราวคราวเดียวกัน อีกทั้งภาพของมารดาที่เ็ปทรมานฝังลึกในจิตใจ นางจึงจดจำวิธีการปลูกถ่ายชีวิตใหม่นี้ได้เป็อย่างดี นางกระทำตามวิธีที่บิดาเคยกระทำมิขาดตก พลังชีวิตที่นางยินยอมสละไปเพื่อกระตุ้นพลังชีวิตและพลังจิติญญาของชายหนุ่มให้ตื่นขึ้นมา หากชายหนุ่มฝืนประคองสติและดึงเอาไปได้มากที่สุด การเพาะบ่มพลังจิติญญาก็จะยิ่งแสดงผลลัพธ์ที่เพิ่มพูน
ทว่าทั้งที่ขั้นตอน ทรัพยากร รวมถึงรูปแบบพลังที่ถ่ายทอดนั้นสมบูรณ์ไม่ผิดพลาดแล้วแท้ๆ แต่ในห้วงมโนจิตของจินเยว่กลับััได้ถึงปัจจัยรบกวนที่ยากต่อต้านบางอย่างซึ่งอาจกระทบต่อผลลัพธ์
ในแดนดาราพิภพแห่งนี้ ไม่น่าจะมีพลังใดสามารถต่อต้านพลังจิติญญาระดับนางได้ ทว่าจิติญญาและพลังชีวิตของนางที่ส่งไปกระตุ้นหัวใจของชายหนุ่ม กลับถูกต่อต้านมิอาจสอดแทรก สิ่งนี้ผิดไปจากที่นางคาดไว้อย่างมหาศาล และหากผิดพลาดในขั้นตอนนี้ ชายหนุ่มที่เปรียบเสมือนความหวังเดียวของนางก็จะตายได้ในไม่ช้า!
จินเยว่ตื่นตระหนกขึ้นมาทันใด ยิ่งนางทุ่มพลังสุดชีวิต แรงต่อต้านยิ่งเพิ่มพูนมหาศาล และภายในห้วงมโนจิตของนางก็ยิ่งเห็นภาพสิ่งที่ขัดขวางอย่างแจ่มชัด
คลื่นมหานทีสีดำ มหานทีแห่งความมืดที่เคยคืบคลานสู่แดนดารา์ในอดีต บัดนี้กำลังถาโถมใส่ดวงจิตของนาง!
ราวกับว่ามีอัสนีบาตรผ่าฟาดกลางดวงจิตของจินเยว่ ทำให้พลังจิติญญาของนางได้รับการกระทบกระเทือนอย่างรุนแรง ลำพังฝืนใช้พลังจิติญญาภายใต้มิติที่ไม่สมบูรณ์นับว่าส่งผลร้ายแรงแล้ว นี่ยังถึงขั้นส่งผลร้ายไปถึงพลังแห่งชีวิต นางมิอาจถ่ายเทพลังไปยังเฉินซือหยางได้อีกต่อไป ลำพังนางเองก็าเ็สาหัสจนแทบเอาตัวไม่รอด ในใจทั้งเป็กังวลต่อชีวิตของเฉินซือหยาง อีกใจหนึ่งก็แตกตื่นแลแปลกใจถึงขีดสุด เหตุใดนางจึงเห็นมหานทีแห่งความมืดอันลึกล้ำแลน่าหวาดหวั่นในห้วงมโนจิตที่เชื่อมโยงระหว่างนางกับชายหนุ่มได้!
โดยไม่รู้ผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้น จินเยว่นางมิอาจฝืนทนต่ออาการาเ็ได้อีกต่อไป ระหว่างสติของนางกับสติของเฉินซือหยาง ใครจะสิ้นไปก่อนย่อมมิอาจทราบได้ แต่มีสิ่งหนึ่งที่เต้นอย่างรุนแรงราวกับได้เกิดใหม่และไม่มีทีท่าว่าจะดับสูญไป นั่นคือ
หัวใจของเฉินซือหยาง!
.
.
.
มหานทีสีดำมืดถาโถมกวาดม้วน ลุกโหมมาอย่างมืดฟ้ามัวดินในแต่ละทิศ สุรเสียงอันกึกก้องนำพาให้จิตใจคนต้องตื่นตระหนกแลหวาดหวั่น ครานี้มหานทีแห่งความมืดเคลื่อนตัวรวดเร็วมาก รุนแรงมาก และทรงอานุภาพไร้ขีดจำกัด พริบตาเดียวมันก็ถล่มกลืนกินร่างของเฉินซือหยางที่ลอยเคว้งอย่างไร้ต่อต้าน นำพาคนให้จมดิ่งสู่ความมืดราวกับห้วงแห่งอนันตกาลที่ไร้ขอบเขต!
เฮือก!
เป็อีกครั้งที่เฉินซือหยางสะดุ้งตื่นขึ้นมาจากฝันร้าย และเป็อีกครั้งที่มันฝันเห็นมหานทีสีดำมืดที่รายล้อม ครั้งนี้ฝันของมันแปลกไป มหานทีแห่งความมืดไม่เพียงแต่ซัดสาดเข้าใส่อย่างน่าหวาดหวั่น แต่บัดนี้มันได้กลืนกินตนราวกับมันได้กินไปถึงจิติญญาในกายของตนแล้ว
“ฝันนี้มันอะไรกัน นับแต่พลุไฟะเิครานั้น เหตุใดเราถึงต้องพานพบมหานทีแห่งความมืดในห้วงนิทราอยู่ร่ำไป”
“นี่เ้าเองก็เห็นมหานทีนั่น?"
เสียงสตรีดังสอดแทรกขึ้นมาในหัว เฉินซือหยางก็พลางนึกถึงเหตุการณ์เป็ตายที่ตนประสบ มันจึงรีบคลำดูร่างกายของตนเอง พบว่านอกจากความรู้สึกเคล็ดขัดยอก ก็ไม่มีการแหลกละเอียดของกระดูกแต่อย่างใด กล้ามเนื้อที่สมควรจะฉีกขาดแหลกลานก็ไม่ปรากฏ มิหนำซ้ำมันยังมาปรากฏอยู่ที่ห้องนอนภายในตระกูลเฉินของตนอีก
“หรือเื่นั้นก็เป็ข้าที่ฝันไป”
คิดดังนี้ชายหนุ่มจึงเป่าปาก ‘ฝู่’ อย่างโล่งอก ก่อนพึมพำออกมา
“ใแทบตาย"
เสียงของจินเยว่ที่อิดโรยแหบพร่าจึงดังขึ้นในหัวของมันต่อ
“เ้าไม่ตายก็นับว่าปาฏิหาริย์มากแล้ว”
ทันทีที่ชายหนุ่มกำลังนึกฉงนในเสียงที่ถ่ายทอดประโยคนี้ของนาง มารดามันก็รีบปรี่เข้ามา
“ลูกแม่เ้าฟื้นแล้ว”
เห็นสีหน้าแตกตื่นใของมารดา กอปรกับกิริยาท่าทีของนาง มันก็ได้คิด
“หรือนั่นไม่ใช่ฝัน”
มารดามันยังคงกล่าวต่อ
“เ้าไปทำอะไรที่ใต้เขาสูงนั่น เ้าพึ่งหายตัวไปจากเหตุการณ์พลุไฟะเิมา เจ็ดวันมานี้ยังหายไปจากตระกูลอีก แม่ใแทบแย่ ยิ่งพบเ้านอนไม่ได้สติใต้เขาสูงที่มีดินถล่ม แม่เกือบจะใจสลายตกตายไปแล้วรู้หรือไม่”
เฉินซือหยางยิ่งได้ฟังก็ยิ่งครุ่นคิดขึ้นในใจ
“เป็ความจริงหรือนี่ เราตกจากเขาสูงนั่นจริงๆ แล้วเหตุใดร่างกายถึงไม่มีความเ็ปเลยซักนิด กระดูกไม่มีส่วนใดติดขัด กล้ามเนื้อก็ไม่มีที่ใดฉีกขาดหลุดลุ่ย”
แววตาของจินเยว่มองบุรุษผู้นี้ด้วยความแปลกใจละคนสงสัยนานแล้ว แต่เหมือนชายหนุ่มเองก็ไม่รู้สึกตัวถึงความแปลกประหลาดในตัวมันเองเช่นเดียวกัน จนกว่าจะมีความจริงที่กระจ่างแลชัดเจนกว่านี้ นางจึงเลือกที่จะไขข้อสงสัยแก่มันไปว่า
“เ้าได้ถือกำเนิดขึ้นใหม่แล้ว วิธีการนั้นของข้าถือว่าสัมฤทธิ์ผล ไขกระดูกของเ้ามีแก่นฐานแห่งไขกระดูกัาที่หายากเป็โครงสร้าง กระดูกรวมถึงเนื้อเยื่อต่างๆ ของเ้าจึงถูกเสริมสร้างและทดแทนส่วนที่เสียไปได้ด้วยความเร็วที่น่าใ ซึ่งต่อจากนี้ หากเ้าหมั่นฝึกฝนเพิ่มพูนความเข้มข้นและความเข้ากันระหว่างไขกระดูกักับมนุษย์ได้มากกว่านี้ อนาคตมีโอกาสที่ร่างกายเ้าจะแข็งดั่งเหล็ก แกร่งราวภูษายากทำลายลงอย่างแน่นอน”
จินเยว่บอกกล่าวข้อมูลประการแรกล้วนเป็ไปตามความจริงมิขาดตก ร่างกายใหม่นี้ของชายหนุ่ม เป็นางที่สละทรัพยากรสำคัญพร้อมปลูกถ่ายด้วยวิธีการรูปแบบพิเศษขึ้นมาให้ แต่วิธีการเพาะบ่มพลังจิติญญาซึ่งเป็ขั้นตอนสำคัญ สิ่งนี้เกิดเื่ไม่คาดฝัน แม้แต่นางเองก็าเ็สาหัสจากเหตุการณ์นี้ นางกระทำไม่สำเร็จซ้ำยังสิ้นสติไป แรกตื่นมานางร้อนใจยิ่ง เกรงว่าชายหนุ่มที่เป็ความหวังเดียวจะตกตายก่อน ทว่ามันกลับไม่ตาย อีกทั้งในหัวใจของมัน ในพลังชีวิตและต้นกำเนิดแห่งพลังจิติญญาของมัน ได้มีสิ่งหนึ่งที่ผุดแทรกและเพาะบ่มขึ้นมาแล้ว ชายหนุ่มในตอนนี้เริ่มมีการเพาะบ่มแก่นฐานหรือแก่นกำเนิดพลังแห่งจิติญญาอย่างเบาบาง
คราแรกจินเยว่ก็คลายใจที่ชายหนุ่มปลอดภัย แต่ต่อมาเริ่มรู้สึกแปลกใจ สงสัย และตรึงเครียด พลังจิติญญาจุดเล็กๆ ที่ถูกจุดประกายให้เริ่มลุกโชนขึ้นมานั้น มิได้เกิดจากพลังชีวิตและพลังจิติญญาของตนที่สละออกไป แต่มันเกิดจากของสิ่งหนึ่ง ซึ่งของที่ว่าก็คือหนึ่งในสองสิ่งของที่มารดานางได้มอบให้ และนั่นยังเป็สิ่งของสำคัญที่สุด อาจสำคัญกว่ามรกตแปดเหลี่ยม ซึ่งของสิ่งนี้หายไปนับแต่นางมาปรากฏที่แดนดาราพิภพ
ใครจะคิด ของที่ว่านั้น วัตถุนูนรีสีดำสนิทราวกับถ่านอเวจีก้อนหนึ่ง แท้จริงกลับประสานอยู่ในหัวใจของเฉินซือหยางมาั้แ่ต้น พอถูกกระตุ้นด้วยพลังชีวิตและพลังจิติญญาของนาง มันถึงได้สำแดงบางสิ่งออกมา
ของสำคัญยิ่งยวดสิ่งนี้ที่มารดานางตกทอด ไม่รู้ไปอยู่ในหัวใจของชายหนุ่มั้แ่เมื่อไหร่ พอคิดแลตรึกตรองดู หรือเป็ตอนที่ชายหนุ่มเคยบอกว่าผ่านห้วงชีวิตที่อยู่ระหว่างความเป็ความตายมา และเป็ผลให้มันบังเอิญเข้าสู่มิติแห่งคันฉ่องมรกตของตนได้ในครานั้น
หรือนี่จะเป็สิ่งที่เรียกว่าโชคชะตาจริงๆ
ความจริงบางอย่างเมื่อไม่ถึงเวลาย่อมไม่สมควรจะเอ่ย นางจึงถ่ายทอดกระแสเสียงไปว่า
“ส่วนพลังจิติญญาของเ้า ข้าได้จุดประกายมันให้เพาะบ่มขึ้นมาบ้างแล้ว แม้จะน้อยนิด น้อยนิดซะจนหากไม่ตรวจสอบอย่างจริงจังหรือทดสอบร่างกายเ้าอย่างถี่ถ้วนด้วยตัวตนระดับเทวะ ผู้คนล้วนไม่อาจััถึงการมีอยู่ของพลังจิติญญาเ้าได้ แต่ถึงจะน้อยนิดทว่าก็นับเป็จุดเริ่มต้นที่ดี เพราะเมื่อมีแล้วย่อมเปิดโอกาสที่จะฝึกฝนให้เพิ่มพูนได้ในอนาคต… ตอนนี้ข้าได้มอบชีวิตใหม่แก่เ้าตามสัญญา ที่เหลือก็ขึ้นอยู่กับความสามารถ สติปัญญา และความมุมานะของเ้าแล้ว"
ได้ยินเื่ราวที่เหนือปาฏิหาริย์เช่นนั้น เฉินซือหยางก็ยินดีจนอดกลั้นมิไหว เสมอมาชีวิตมันถูกข่มเหงมามาก ถูกกดขี่จนมิอาจใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุข และเช่นนี้เองก็พลอยทำให้มารดาต้องเป็ทุกข์ไปด้วย หากมันทำอะไรได้บ้าง อย่างน้อยคนที่รักมันคงไม่ต้องเป็ทุกข์มากมายเพียงนี้
ด้วยความดีใจ เฉินซือหยางจึงสวมกอดมารดาทั้งน้ำตา พลางกล่าวว่า
“ต่อจากนี้ข้าจะไม่ทำให้ท่านแม่ต้องเป็ห่วง ต่อจากนี้ข้าจะทำให้ท่านมิต้องเสียน้ำตาแลทุกข์ใจอีกต่อไป”
“เพียงเห็นเ้ามีความสุข มีชีวิตที่ปลอดภัยเป็ปกติอย่างคนทั่วไป เท่านี้แม่ก็พลอยมีความสุขแล้ว”
เฉินซือหยางสวมกอดมารดาไว้แน่น ั์ตาฉายแววแห่งความยินดีและความหวังออกมา ต่อจากนี้มันจะไม่ใช่ตัวตนที่คอยถูกควบคุมภายใต้เงื้อมมือของผู้อื่นอีกต่อไป
“หากเ้าไม่อยากไปเหมืองแห่งภูพยัคฆ์นั่นแม่จะไปอ้อนวอนต่อบิดาอีกครั้ง หากบิดาเ้าไม่ยอม พวกเราก็จะหนีออกจากตระกูลแห่งนี้”
เฉินซือหยางละออกจากอ้อมแขนแล้วมองมารดา
“เสมอมาข้าอาจจะหลบอยู่แต่ด้านหลังของท่าน อ้อนวอนขอให้ท่านช่วยมากมาย ทว่าครั้งนี้จะเป็การขอครั้งสุดท้าย"
เฉินจื่อรั่วมองหน้าบุตรชาย
เป็เฉินซือหยางที่กล่าวด้วยั์ตาที่หนักแน่น
“ขอให้ท่านเชื่อใจลูกที่ไม่ได้เื่ผู้นี้ดูซักครั้ง”
เสมอมาเด็กชายที่เอาแต่หลบอยู่ด้านหลังของมารดา ผู้ที่มิกล้าแม้แต่จะสู้สายตากับคนรับใช้ วันนี้มันมีั์ตาที่ดูหนักแน่นเปล่งประกาย มีแววความมั่นใจในตนเองเสมือนกับผู้ที่มากด้วยพร์ก็ปาน
“ลูกแม่ เ้าโตขึ้นมากแล้ว”
สองแม่ลูกสวมกอดกันอีกครา ก่อนที่เฉินจื่อรั่วจะออกจากห้องไปเพื่อให้บุตรชายได้พักผ่อนต่อ แต่เฉินซือหยางกลับดีดตัวลุกขึ้นจากเตียงด้วยความกระปี้กระเป่า มันรู้สึกถึงพลังร่างกายที่เหลือล้นไม่เหมือนเดิม อาการหนาวเย็นที่มักเป็ตอนกลางคืนบัดนี้เลือนหายเป็ปลิดทิ้ง ร่างกายเหมือนอัดแน่นไปด้วยพลังงานบางอย่างจนมันก็ต้องรู้สึกแปลกไป มันจึงกล่าวกับจินเยว่ว่า
“ได้โปรดถ่ายทอดเคล็ดวิชาฝีมือแก่ข้าได้หรือไม่"
จินเยว่แม้ยังมีอาการสาหัสไม่ฟื้นตัว แต่นางก็ตอบออกมาว่า
“นี่คือสิ่งที่เ้าจะต้องถูกเคี่ยวกรำจากข้าอยู่แล้ว ข้าไม่ปล่อยให้ความหวังเดียวที่จะช่วยข้าออกจากที่นี่ อยู่ในสภาพอ่อนปลวกเปียกเพื่อไปตามหามรกตที่ถูกขโมยไปหรอกนะ"
“เช่นนั้นก็เริ่มเลย ข้าพร้อมแล้ว"
“เตรียมใจเอาไว้ให้ดี การฝึกของข้าไม่เหมือนกับการฝึกที่ธรรมดาของคนบนแดนดาราแห่งนี้อย่างแน่นอน"