เกิดใหม่มาเป็นองค์หญิงตัวน้อยของตระกูลซู

    เล่มที่ 4 บทที่ 93 ทำผิดอีกแล้ว

            เฉียวเยว่ประคองใบหน้าของหรงจ้านราวกับมีความรักลึกซึ้งดวงหน้าของนางยิ้มเริงร่า "ข้าจะเป็นเจ้าสาวให้พี่จ้านดังนั้นท่านจะสังหารข้าไม่ได้" 

            แม้ว่าคนผู้นี้จะดูเหมือนล้อเล่นแต่คนจิตผิดปรกติไม่อาจใช้มโนธรรมตัดสิน ใครจะรู้ว่าเขาจะอาละวาดขึ้นมาเมื่อไรหากเป็นเช่นนี้ ก็น่ากลัวเกินไป 

            หรงจ้านถูกพูดจนตะลึงลานเขานึกได้ว่าเด็กอาจมีความกลัว นึกได้ว่าเด็กอาจพยายามพูดสิ่งดีๆแต่ไม่เคยคาดคิดว่าเด็กน้อยคนนี้จะถึงกับใช้วิธีสารภาพรักขอแต่งงานเช่นนี้ 

            นี่มัน... น่าอายชะมัด!

            เขาจ้องเฉียวเยว่เฉียวเยว่ก็จ้องเขา ทั้งสองต่างสบตากันและกัน

            จู่ๆหรงจ้านก็มีท่าทีตอบสนอง เอ่ยขึ้นอย่างตระหนักได้ "เจ้ารู้ว่าโรงน้ำชาเจ็ดสมบัติเป็นของลุงเจ้า" 

            เฉียวเยว่ส่ายหน้า "ไม่รู้"

            "ตอนเจ้าโกหกช่วยระวังมากกว่านี้หน่อย ทำชุ่ยๆ ขอไปทีเช่นนี้ จะไม่มีปัญหาจริงหรือ? อีกอย่างเวลาเจ้าขอร้องคนช่วยเดินตามเส้นทางคนปรกติได้หรือไม่เจ้าทำเช่นนี้ ข้าวางตัวลำบาก ไม่รู้จะแสดงบทบาทต่อไปอย่างไร" หรงจ้านถอนหายใจ

            เฉียวเยว่หัวเราะคิกคักซบลงไปบนไหล่ของเขา กล่าวด้วยรอยยิ้ม "ข้าไม่รู้จริงๆแต่เคยคิดว่าโรงน้ำชาเจ็ดสมบัติจะมีความเกี่ยวข้องกับท่านตาและท่านลุงหรือไม่"

            เฉียวเยว่พูดความจริง

            "เหตุใดเล่าเพราะโคลงคู่หรือกลเก้าห่วงกับสลักไม้ขงเบ้ง?"

            เฉียวเยว่ส่ายหน้า "ล้วนไม่ใช่"

            นางประกบฝ่ามือน้อยๆเอ่ยอย่างจริงจัง "เพราะขนมข้ารู้สึกว่าขนมนั้นทำมาเพื่อข้า หากท่านตอบไม่ถูก ข้าคิดว่าเถ้าแก่จะต้องหาเหตุผลสักอย่างมอบขนมให้ข้าอยู่ดี"

            หรงจ้านนึกถึงกระต่ายทองคำในชั้นสุดท้ายพลันกระจ่าง "เจ้าเกิดปีเถาะ" 

            เฉียวเยว่พยักหน้า "อีกอย่างขนมเหล่านั้นเป็นแบบที่ข้าชอบทั้งสิ้นข้าเคยกล่าวไว้ แม้รสชาติจะสำคัญที่สุด แต่รูปลักษณ์ภายนอกก็สำคัญไม่แพ้กัน"

            หรงจ้านนึกไม่ถึงว่านางจะถึงกับอาศัยเรื่องนี้ในการตัดสินสมกับเป็นนักกินตัวน้อย นักกินย่อมจะเป็นนักกินวันยังค่ำ 

            "เรื่องวันนี้เฉียวเยว่อย่าบอกผู้อื่น" เขาพูดอย่างจริงจัง

            เฉียวเยว่กล้าพูดเสียที่ไหน!

            "ข้าจะช่วยเก็บความลับให้ท่านแต่ท่านต้องเตรียมของอร่อยให้ข้าด้วยล่ะ" นางตอบอย่างจริงจังเช่นกัน

            "เพราะเหตุใด?"

            "นี่เรียกว่าวิธีปิดปากข้ามิเช่นนั้นข้าก็จะพูดไปเรื่อยเปื่อย ท่านควรรู้ ข้าผู้นี้ไม่มีคุณธรรมอันใดเรื่องของตนเองยังปากสว่างได้ นับประสาอันใดกับเรื่องของคนนอก ท่านว่าจริงหรือไม่ท่านพี่จ้าน ท่านพี่จ้าน ท่านมองข้าสิ"

            หรงจ้านไม่สนใจนางแล้วเขาลุกขึ้นเริ่มชมทิวทัศน์ 

            เฉียวเยว่จับขากางเกงเขา "ท่านบอกว่าจะฆ่าคนปิดปากมิใช่หรือ?"

            หรงจ้าน "จู่ๆ ข้าก็เกิดเบื่อ ไม่อยากเปลืองแรงกำจัดเจ้าทิ้งแล้ว"

            เฉียวเยว่ "ท่านดูแคลนข้า"

            หรงจ้านยิ้ม "ใช่แล้ว เจ้าตอบถูก"

            เฉียวเยว่ "พี่จ้าน พี่จ้านท่านพูดถึงความลับอันใด โรงน้ำชาเจ็ดสมบัติเป็นสถานที่แลกเปลี่ยนอันใดพี่จ้าน..."

            หรงจ้านมองนางล้วงดอกฝ้ายออกมาแล้วแบ่งเป็นสองส่วนอุดหูทั้งสองข้าง 

            เฉียวเยว่ "..."

            เคยเห็นหรือไม่ว่าคนแปลกประหลาดที่สุดหน้าตาเป็นอย่างไรเฉียวเยว่ก็ไม่รู้ แต่คิดว่าต้องเป็นคนที่อยู่ตรงหน้าผู้นี้แน่นอนไม่ว่าสิ่งใดเขาล้วนพกติดตัวออกมาจากบ้าน 

            เดิมทีนางนึกว่าตนเองมีความรู้เห็นอะไรมามาก แต่คนผู้นี้สุดจะเหนี่ยวรั้งจริงๆ

            นางถอนหายใจ "ท่าน ท่าน..."

            ช่างเถอะพูดไปผู้อื่นก็ไม่ได้ยิน และผู้อื่นก็ไม่อยากฟังนางพูดด้วย

            เฉียวเยว่นั่งขัดสมาธิบนเบาะรองนั่งสายลมโชยมาหนึ่งระลอก นางเอียงคอมองหรงจ้าน อาภรณ์ของเขาพลิ้วไสวทั่วร่างดูราวกับชายหนุ่มท่ามกลางขุนเขาบริสุทธิ์สูงส่งปราศจากกลิ่นอายควันไฟของแดนโลกีย์

            นางถึงกับมองตาค้าง

            พูดตามตรงหรงจ้านก็ไม่นึกว่าเมื่อตนเองหันกลับมาจะเห็นภาพฉากนี้ เขาชื่นชมทิวทัศน์งดงามแต่เด็กน้อยคนนี้กลับเอาแต่จ้องมองเขา 

            มองเขาก็แล้วไปเถอะที่น่ากลัวก็คือ... นางยังน้ำลายไหลราวกับหมาป่าบ้าตัณหา

            ทำให้คนสุดจะทนจริงๆ 

            มุมปากของเขากระตุกอีกครา "น่ามองหรือไม่?"

            เฉียวเยว่พยักหน้าอย่างเคลิบเคลิ้ม "น่ามอง น่ามองอย่างยิ่ง" 

            หรงจ้าน "..." 

            พูดตามตรงเขารู้สึกว่าทุกครั้งที่ตนเองอยู่กับนางมักมีเรื่องให้ตกใจอยู่เสมอ

            "ห้ามมอง"

            เฉียวเยว่ไหนเลยสนใจ "ทำไมไม่ให้มองล่ะ อีกอย่างหากท่านไม่มองข้า จะรู้ได้อย่างไรว่าข้ามองท่านอยู่"

            ความเจ้าเล่ห์ไม่มีใครเกิน!

            "คอยดูต่อไปจะไม่มีขนมให้กินแล้ว" หรงจ้านเอ่ยอย่างจนปัญญา

            เฉียวเยว่รีบปิดตาทันควัน "ข้าไม่มอง ข้าไม่เห็นอะไรเลย"

            ทีอย่างนี้ล่ะเป็นเด็กดีแล้วความร้ายกาจเมื่อครู่นี้คืออะไร!  

            หรงจ้านเห็นนางทำท่าทางเช่นนี้ก็อดขำไม่ได้ 

            พอได้ยินเสียงหัวเราะของเขานางก็หัวเราะตาม

            ช่วงเวลาบนภูเขาผ่านไปโดยไม่รู้สึกตัวเร็วยิ่งกว่าสายน้ำไหล

            จนกระทั่งถึงยามโพล้เพล้ท้องฟ้าเริ่มมืดหรงจ้านจึงแบกเด็กน้อยขึ้นหลังลงจากเขา เสียงหนูน้อยดังเจื้อยแจ้วไม่หยุดปาก "ท่านส่งข้ากลับบ้านมืดเช่นนี้บิดาข้าต้องไม่พอใจแน่เลย"

            "เจ้าคิดว่าข้ากลัวบิดามารดาเจ้าหรือ?"หรงจ้านตอบอย่างไม่นำพา

            เฉียวเยว่นึกดูแล้วก็จริงดังว่าเขาไม่ต้องกลัวอยู่แล้ว

            "เช่นนั้นท่านแบกหม้อ[1] ดีหรือไม่?" นางกล่าวด้วยความดีใจ

            "แบกหม้อ?"

            "ถึงอย่างไรท่านก็ไม่กลัวบิดามารดาข้าท่านแค่บอกว่าท่านเป็นคนช้าเอง เช่นนี้พวกเขาก็จะไม่ทำโทษข้าแล้ว"

            เฉียวเยว่นึกแล้วก็รู้สึกว่าดีที่สุด

            "เจ้าบอกว่าการโกหกไม่ใช่เด็กดีมิใช่หรือ"

            "แต่ข้าไม่ได้โกหกนี่นาเดิมทีท่านก็นั่งชมทิวทัศน์อยู่ตลอดตั้งนาน ไม่รู้คิดอะไรบ้างถึงทำให้พวกเรากลับมืด หากตามความต้องการของข้าป่านนี้ลงจากเขานานแล้ว"เฉียวเยว่พูดตรงๆ 

            เฉียวเยว่แสดงท่าทีเช่นนี้หรงจ้านก็จนปัญญาจะหาถ้อยคำมาตอบโต้

            "เจ้าแสบขนาดนี้ไม่รู้โตไปจะเป็นอย่างไรบิดามารดาไม่ตีเจ้าให้ตายก็เพราะพวกเขานิสัยดีเกินไป"

            เฉียวเยว่ยิ้มร่า "ต่อไปภายหน้าบุตรของท่านอาจแสบยิ่งกว่าข้าก็ได้"

            หรงจ้าน "เหอะๆ ไม่มีทาง"

            "คนเราอย่ามั่นใจเกินไป"

            "ไม่มีทางแย่กว่าเจ้าแน่นอน"

            ...

            ผลเป็นไปตามคาดเมื่อเฉียวเยว่กลับมาถึงก็เห็นไท่ไท่สามรออยู่หน้าประตู นางรีบโผเข้าไปหา "ท่านแม่ ข้าคิดถึงท่านข้าคิดถึงท่านมากเลยเจ้าค่ะ"

            อวี้อ๋องมิได้เข้าไปใกล้เพียงกล่าวเสียงเรียบ "ข้าล่าช้าเอง"

            เฉียวเยว่ไม่นึกว่าเขาจะแบกหม้อไว้เองจริงๆก็ถอนหายใจอีกครา คนผู้นี้ปากมีดใจเต้าหู้แท้ๆ

            "ข้าขาสั้นก็เลยช้า" เฉียวเยว่พูดแทรกขึ้นมา

            อวี้อ๋องหัวเราะเบาๆ "ข้าแบกเจ้าลงภูเขาเจ้าไม่ได้เดินเองเสียหน่อย"

            เฉียวเยว่ "..."  

            เขาก็เป็นเช่นนี้เองทันทีที่รู้สึกซาบซึ้งเขาก็จะทำให้เจ้ารู้ทันทีว่าการซาบซึ้งใจในตัวเขาเป็นความโง่งมอย่างใหญ่หลวง! 

            ริมฝีปากน้อยๆของเฉียวเยว่ยื่นออกมาปานจะแขวนขวดซีอิ๊วได้

            "เมื่อส่งนางกลับเรียบร้อยแล้วข้าก็ขออำลา" อวี้อ๋องยิ้มเล็กน้อย

            หลังจากนั้นก็ก้าวเข้ามาลูบศีรษะของเฉียวเยว่พูดด้วยความ 'ใจดี'อย่างยิ่ง "ต้องเป็นเด็กดีหากเจ้าพูดเหลวไหลไร้สาระ ข้าจะส่งเจ้าไปเป็นอาหารหมาป่า" 

            เฉียวเยว่ไหนเลยจะกลัวนี่เป็นหน้าบ้านของนางแล้ว หากยังกลัวหงอก็โง่เต็มที 

            "แต่ข้ารู้ท่านทำข้าไม่ลงหรอก เพราะข้าเป็นเจ้าสาวของท่าน" เฉียวเยว่พูดอย่างมั่นใจ 

            ไท่ไท่สามแทบจะหงายหลังไปตรงนั้นใช้เสียงดุทันควัน ไม่สนใจแล้วว่ามีคนอยู่ "เฉียวเยว่ อย่าพูดเหลวไหลข้าว่าเจ้าอยากจะโดนตีใช่หรือไม่?"

            เฉียวเยว่สะดุ้งโหยงเอานิ้วชนกัน "เจ้าค่ะ"

            นางหันมายิ้มกล่าวกับอวี้อ๋อง "บุตรสาวอายุน้อยไม่รู้ความหวังว่าท่านอ๋องจะไม่เก็บมาใส่ใจ นาง..."

            อวี้อ๋องยกมือขึ้นโบกใบหน้าคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้มน้ำเสียงแกมเยาะหยัน "นางโง่ ข้ามิได้ตาบอด"

            หลังจากนั้นก็หมุนตัวจากไปอย่างเอ้อระเหย

            ไท่ไท่สามค่อยสงบลง หันไปถามหลันหมัวมัวข้างกายด้วยความงุนงง "เขาหมายความว่าอย่างไร?"

            เห็นได้ชัดว่าตื่นตระหนกจนแม้แต่คำพูดก็ฟังไม่รู้เรื่องแล้ว

            หลันหมัวมัวลังเลไปชั่วขณะหลังจากนั้นก็เอ่ยว่า "หมายความว่า...หมายความว่าไม่ยินดี?"

            เฉียวเยว่แค่นเสียงหึ "คนบัดซบ ทำเป็นมารังเกียจข้าคุณหนูเช่นข้ายังไม่รังเกียจเขาเลย" 

            เห็นรถม้ากำลังจะออกไปเฉียวเยว่ก็โบกมือ "แล้วพบกันเจ้าค่ะพี่ชายจ้าน อย่าลืมซื้อขนมจากโรงน้ำชาเจ็ดสมบัติมาฝากข้าด้วยนะเจ้าคะ" 

            "จะซื้อกลับมาให้เจ้าทั้งหมดเลย"หรงจ้านพูดอย่างมีความหมายแอบแฝง

            หลังจากนั้นรถม้าก็เริ่มเร็วขึ้น "ได้ยินแล้วจะแสดงความกลัวบ้างไม่ได้เลยหรือจำได้แต่เรื่องกิน"

            แต่พอใคร่ครวญอย่างละเอียดก็ส่ายหน้าหัวเราะออกมา

            ความไร้เดียงสาไร้ทุกข์ไร้กังวลเช่นนี้เขาไม่เคยมีมานานมากแล้ว 

            นึกมาถึงตรงนี้หรงจ้านก็เลิกม่านหน้าต่างมองออกไปข้างนอก "ชีวิตที่เต็มไปด้วยความสุขสดใสไร้เดียงสาเช่นนี้ทำให้นึกอยากจะปกป้องคุ้มครองไปชั่วชีวิตจริงๆ"

            "นายท่านถึงโรงน้ำชาเจ็ดสมบัติแล้วพ่ะย่ะค่ะ"

            "ซื้อขนมทั้งหมดส่งไปให้คุณหนูเจ็ด" 

            "พ่ะย่ะค่ะ"

            แต่ยามนี้เฉียวเยว่ถูกอุ้มเข้าห้อง 

            ไท่ไท่สามลากนางมาถาม "เจ้าบอกข้ามาดีๆ วันนี้เกิดอะไรขึ้นบ้างคำพูดที่ว่าจะแต่งงานกับผู้อื่นใช่สิ่งที่จะพูดส่งเดชได้หรือ?"

            นึกถึงตรงนี้ ก็ยิ่งโมโหตบก้นน้อยๆ ของนางไปหนึ่งที"จะพูดล้อเล่นก็ต้องมีขอบเขต เจ้าดู เจ้าดู ตนเองทำอะไรลงไป" 

            เฉียวเยว่หน้าม่อยคอตกเอ่ยเสียงเบา "ข้าแค่พูดล้อเล่นกับพี่จ้านแล้วเขาก็ไม่ยินดีด้วย"

            "ไม่เกี่ยวว่าเขายินดีหรือเปล่าแต่เจ้ามิควรพูดออกไปตรงๆ เช่นนี้ เข้าใจหรือไม่?" ไท่ไท่สามกล่าว

            เฉียวเยว่ส่ายหน้าไม่ค่อยเข้าใจนัก แต่ยังพูดว่า"ท่านแม่ไม่ต้องเป็นห่วง ข้าเอาอยู่ เขาเป็นสิงโตดุร้ายส่วนข้าเป็นครูฝึกสัตว์ ครูฝึกสัตว์ย่อมไม่มีปัญหาในการควบคุม"

            ไท่ไท่สามโกรธจัดอยากตีเด็กน้อยเสียให้ตาย "วันๆเจ้าพูดแต่เรื่องไร้ประโยชน์ ทำสิ่งใดให้รู้จักขอบเขตบ้างมิได้เลยหรือ?"

             เฉียวเยว่เอานิ้วชนกัน

            "ตอนนี้เจ้าเหิมเกริมมากขึ้นทุกวันผู้อื่นศึกษาเล่าเรียนกันหมด เจ้าออกไปเที่ยวก็ช่าง ยังกลับมามืดเพียงนี้เรื่องกลับมืดแม่จะไม่เอาความเจ้า แต่เจ้าดู เจ้าพูดอะไรออกไป? หากถูกคนเอาไปปล่อยข่าวลือ วันหน้าเจ้ายังจะแต่งงานได้อีกหรือ? อย่าคิดว่าตนเองอายุน้อยจะพูดเหลวไหลอะไรก็ได้ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องมีขอบเขตบ้าง แต่เจ้ากลับไม่มีแม้แต่น้อย เจ้ารู้ตัวหรือไม่?"

            "จากนี้ไปให้เจ้าอยู่แต่ในห้องห้ามออกไปไหนจนกว่าจะสำนึกความผิดของตนเองได้ค่อยออกมา" 

            "ท่านแม่..."เฉียวเยว่ใช้น้ำเสียงฉอเลาะ

            "อย่ามาเรียกข้าเจ้าไม่รู้ความเช่นนี้ อย่ามาเรียกข้าว่าแม่ ข้าไม่มีบุตรไม่ดีอย่างเจ้า" 

            ไท่ไท่สามโกรธมากจริงๆมิเช่นนั้นก็คงไม่ใช้คำพูดรุนแรงเหล่านี้ 

            เฉียวเยว่ตาแดงร้องสะอึกสะอื้น มือขยำชายเสื้อของตนเองอย่างน่าสงสาร

            "เรียนไท่ไท่อวี้อ๋องส่งขนมมาให้คุณหนูเจ็ดเจ้าค่ะ"

            ไท่ไท่สามตวัดสายตามาที่นาง "รู้จักแต่กินเจ้าดูสภาพตนเองซิ ว่าอ้วนแค่ไหนแล้ว"

            พูดจบก็สะบัดแขนเสื้อเดินไปทันที

            เฉียวเยว่ขยำชายเสื้อจนยับถามอวิ๋นเอ๋อร์อย่างพะว้าพะวัง"อวิ๋นเอ๋อร์ ท่านแม่โกรธแล้ว ทำอย่างไรดี?"

            ...

            [1] มาจากสำนวนแบกหม้อดำหมายถึงการรับผิดแทนผู้อื่น

    คล้ายกับเรื่องเกิดใหม่มาเป็นองค์หญิงตัวน้อยของตระกูลซู ที่คุณอ่าน

    ยามสกุณาหวนคืนขับขาน โผทะยานสู่ยุค 80

    ยามสกุณาหวนคืนขับขาน โผทะยานสู่ยุค 80

    นิยาย รัก
    627K 1276
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    เกิดใหม่ชาตินี้ ขอเป็นเศรษฐีนีในยุค 80 [แปลจบแล้ว]

    เกิดใหม่ชาตินี้ ขอเป็นเศรษฐีนีในยุค 80 [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    2.27M 2359
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชนบทตัวน้อยๆ [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชนบทตัวน้อยๆ [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    862K 774
    [จบ] แม่ปากร้ายยุค​ 80

    [จบ] แม่ปากร้ายยุค​ 80

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    94K 1199
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    นายน้อยเจ้าสำราญ **จบแล้ว**

    นายน้อยเจ้าสำราญ **จบแล้ว**

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    489K 1390
    เกิดใหม่มั่งคั่ง ทำฟาร์มกลางหุบเขาลึก [จบ]

    เกิดใหม่มั่งคั่ง ทำฟาร์มกลางหุบเขาลึก [จบ]

    นิยาย รัก
    399K 392
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730