“ซื่อจื่อ ไม่ทราบว่าผู้ใดอยู่บนรถม้าของท่านหรือขอรับ” เป่ยมู่หานลืมไปหมดแล้วว่าเมื่อครู่เขากับบรรดาลูกน้องได้ล่วงเกินอีกฝ่าย เวลานี้จิตใจของเขาจดจ่อถึงบุคคลที่อยู่บนรถม้าเท่านั้น
“เจ้ายังอยากค้นรถม้าของข้าอยู่สินะ” เซวียนเฉินฮั่นขมวดคิ้วคิด ก่อนที่เขาจะลงจากรถม้า น้องเขยกับน้องสาวบอกเขาไว้แล้วว่าหากมีคนอยากค้นรถม้าก็ไม่ต้องไปขวาง ปล่อยให้คนพวกนั้นตรวจค้นได้อย่างเต็มที่ เพียงแค่ให้เขาทำตัวให้เป็นปกติ และไม่ต้องตกใจในสิ่งที่ได้พบเห็น
“ซื่อจื่ออย่าทำให้ข้าลำบากใจเลยขอรับ ไม่ว่าทหารปลดประจำการกลุ่มนั้นจะเคยเป็นทหารของผู้ใดมาก่อน ในเมื่อหน่วยองครักษ์พิทักษ์วังหลวงได้รับมอบหมายให้หาหลักฐานมาประกอบคดีเพื่อส่งต่อให้กับศาลต้าหลี่ ตัวข้าได้รับมอบหมายให้เป็นผู้นำในการหาหลักฐาน ข้าก็ต้องปฏิบัติตามหน้าที่อย่างเคร่งครัด หากซื่อจื่อไม่มีสิ่งใดปิดบังก็อย่าทำให้ข้าเสียเวลาเลยขอรับ” เป่ยมู่หานพยายามแสดงท่าทางองอาจให้สตรีที่ตนพึงใจได้เห็น เขาอยากทำให้หญิงสาวเกิดความประทับใจ และไม่อยากให้นางเห็นเขาเอาแต่ก้มหัวให้ผู้อื่น
“เจ้าจะตรวจค้นรถม้าของข้าก็ย่อมได้ แต่ข้าไม่ไว้ใจในตัวเจ้ากับลูกน้องเหล่านี้ของเจ้า รอสักหน่อยเถอะ ก่อนหน้านี้ข้าให้คนนำป้ายประจำจวนอ๋องไปเชิญหัวหน้าองรักษ์เป่ยมาดำเนินการเรื่องนี้ด้วยตัวเองแล้ว” เซวียนเฉินฮั่นเปลี่ยนจากท่าทางเคร่งขรึมแล้วยกพัดขึ้นมาโบกเบาๆ ด้วยท่าทางสบาย
“ท่านให้คนไปเชิญท่านพ่อของข้ามาหรือ!” เป่ยมู่หานตกใจจนแทบสิ้นสติเมื่อได้ยิน หากท่านพ่อมาถึงที่นี่ ท่านพ่อก็ต้องรู้เจตนาว่าเขาต้องการพาตัวทหารปลดประจำการในบ้านสวนแห่งนี้ไปเป็นแพะเพื่อปิดคดี “ท่านอย่ามาหลอกข้าเลย ข้า...ข้ายังไม่เห็นท่านส่งใครออกไปสักคน”
เซวียนเฉินฮั่นทำได้เพียงส่งยิ้มเล็กๆ ให้อีกฝ่าย เขาเป็นถึงซื่อจื่อของจวนอ๋องจะไม่มีองครักษ์เงาคอยติดตามได้อย่างไร ตั้งแต่เขาลงมาจากรถม้า เขาก็ส่งสัญญาณให้องครักษ์เงาผู้หนึ่งไปเชิญหัวหน้าองครักษ์เป่ยมาแล้ว
ไม่นานเสียงควบม้าก็ดังมาแต่ไกล เป่ยมู่หานแทบยืนไม่อยู่แล้ว ท่านพ่อขึ้นชื่อว่าเป็นเจ้าหน้าที่มือสะอาด ทั้งยังทำงานโดยไม่เกรงกลัวอำนาจของผู้ใด คิดว่าคราวนี้ตำแหน่งรองหัวหน้าองครักษ์หน่วยพิทักษ์เมืองหลวงของเขาคงเก็บไว้ไม่อยู่แล้ว
เป่ยเหวินฉานลงจากหลังม้าอย่างสง่างาม “คารวะเซวียนอ๋องซื่อจื่อ ไม่ทราบว่าซื่อจื่อให้คนไปตามข้ามาด้วยเรื่องใด”
“มิได้ๆ ข้าคงไม่กล้ารับการคารวะจากท่านหัวหน้าองครักษ์หรอกขอรับ” เซวียนเฉินฮั่นรีบโบกมือปฏิเสธ “ข้าเป็นเพียงแค่ซื่อจื่อของจวนอ๋องที่กำลังจะถูกส่งไปยังพื้นที่ศักดินาที่อยู่ห่างไกล ข้ารับการคารวะจากท่านไม่ได้จริงๆ ดูอย่างลูกน้องของท่านอย่างไร ก่อนหน้านี้แทบจะกระชากข้าลงมาจากรถม้าอยู่แล้ว”
เป่ยเหวินฉานหันไปมองตามทิศทางที่เซวียนเฉินฮั่นชี้ไปก็มองเห็นบุตรชายและลูกน้องคนสนิทของบุตรชายยืนก้มหน้าอยู่ เขาขมวดคิ้วขึ้นทันที “พวกเจ้ามาก่อเรื่องอะไรอยู่ที่นี่?”
“อ้าว...ไม่ใช่ว่าท่านเป็นคนสั่งให้พวกเขามาตรวจสอบทหารปลดประจำการในบ้านสวนแห่งนี้หรือขอรับ” เซวียนเฉินฮั่นทำท่าทางตกใจ “ก่อนหน้านั้นพวกเขายังคิดจะตรวจค้นรถม้าของข้าด้วย”
เป่ยมู่หานเห็นสายตาของบิดาก็รู้แล้วว่าก่อนที่เขาจะโดนปลดจากตำแหน่ง เขาคงถูกบิดาเฆี่ยนไม่ต่ำกว่าห้าสิบไม้เป็นแน่ “เป็นแค่...เป็นแค่เรื่องเข้าใจผิดเท่านั้นขอรับ”
“ข้าถามว่าเจ้ามาทำอะไรที่นี่!” เป่ยเหวินฉานถามเสียงเข้ม
“ข้า...ข้าได้รับเบาะแสมาว่าคนร้ายที่ไปรีดไถเงินและทำร้ายชาวบ้านหนีมาซ่อนตัวอยู่ที่นี่ขอรับ ข้ามาตรวจสอบตามหน้าที่เท่านั้น” เป่ยมู่หานตอบ ทั้งยังไม่กล้าเงยหน้าขึ้นมองบิดา
เป่ยเหวินฉานรู้ได้ทันทีว่าบุตรชายกำลังโกหก ถึงแม้เขาอยากจะลงโทษบุตรชายมากเพียงใด แต่ด้วยหน้าตาและความน่าเชื่อถือของหน่วยองครักษ์พิทักษ์เมืองหลวง เขาได้แต่เก็บความไม่พอใจนั้นไว้ “เป็นเพราะคดีนี้มีส่วนเกี่ยวข้องกับอดีตทหารปลดประจำการมาสร้างความเดือดร้อนให้ชาวบ้าน หน่วยของเราจึงถูกเร่งรัดให้หาหลักฐานเพื่อปิดคดีและหาตัวคนผิดมาลงโทษให้เร็วที่สุด ดังนั้นเจ้าหน้าที่ในบังคับบัญชาของข้าจึงอาจทำงานหละหลวมไปบ้าง ขอซื่อจื่อโปรดให้อภัย”
เซวียนเฉินฮั่นไม่ได้แปลกใจกับคำตอบที่ได้รับ ไม่ว่าอีกฝ่ายต้องการปกป้องบุตรชายหรืออยากรักษาชื่อเสียงให้หน่วยงาน แต่เมื่อนึกถึงว่าเวลานี้เขาถ่วงเวลาให้น้องสาวกับน้องเขยมานานพอสมควรแล้ว เขาจึงไม่ยื้อเวลาอีกต่อไป “ในเมื่อหัวหน้าองครักษ์เป่ยพูดมาถึงขนาดนี้ ข้าที่เป็นผู้เยาว์ก็คงต้องรับฟัง แต่ถึงอย่างนั้นข้าก็ยังอยากแสดงความบริสุทธิ์ใจให้พวกท่านเห็นอยู่ดี เช่นนั้นก็ให้คนของท่านตรวจค้นรถม้าของข้าได้ตามสบายขอรับ”
เป่ยเหวินฉานมองซื่อจื่อน้อยแว่บหนึ่ง เหตุใดถึงยอมง่ายๆ
“ในเมื่อซื่อจื่ออนุญาตแล้ว พวกเจ้าก็ไปตรวจค้นรถม้าให้เรียบร้อย จากนั้นพวกเจ้าก็ตามข้ากลับไปที่หน่วย” เป่ยเหวินฉานพูดพร้อมกับกวาดตามองบุตรชายและลูกน้องเขม็ง
เป่ยมู่หานไม่ได้สังเกตเห็นสายตาของบิดา เพราะทันทีที่เขาได้ยินว่าบิดาอนุญาตให้พวกเขาไปตรวจค้นรถม้าของเซวียนเฉินฮั่นได้ ภาพใบหน้าอันงดงามของหญิงสาวผู้นั้นก็ปรากฏขึ้นในหัวของเขาอีกรอบ “ข้าจะเป็นผู้ไปตรวจค้นรถม้าเองขอรับ”
เซวียนเฉินฮั่นมองไปที่รถม้าของตนอย่างอยากรู้ว่าน้องสาวกับน้องเขยของเขาจะทำอย่างไรต่อไป เพียงแต่เมื่อประตูรถม้าเปิดออก และม่านหน้าต่างรถม้าถูกยกขึ้น ภายในรถม้ากลับมีแต่ความว่างเปล่า แม้เซวียนเฉินฮั่นจะตกใจ แต่เขาก็ต้องเก็บอารมณ์เอาไว้
“เป็นไปไม่ได้! เมื่อกี้ข้ายังเห็นนางนั่งอยู่บนรถม้าอยู่เลย ตอนนี้นางหายไปไหนเสียแล้ว” เป่ยมู่หานร้องเสียงดัง เขามั่นใจว่าเขาไม่ได้ตาฝาด เขาเห็นนางจริงๆ
“หัวหน้าองครักษ์เป่ย บุตรชายของท่านคงไม่ได้ดื่มเหล้าจนเมาก่อนที่จะออกมาปฏิบัติงานกระมัง” เซวียนเฉินฮั่นหันไปพูดกับเป่ยเหวินฉานด้วยความสงสัย “คุณชายใหญ่เป่ยเป็นถึงรองหัวหน้าหน่วยแต่กลับดื่มสุราในเวลางาน หน่วยงานของท่านช่างน่าสนใจจริงๆ”
เส้นเลือดบนขมับของเป่ยเหวินฉานเวลานี้แทบจะทะลุออกมาแล้ว นี่คือบุตรชายที่จะสืบทอดตำแหน่งของเขาจริงหรือ เป่ยเหวินฉานอดที่จะนึกไปถึงบุตรชายอีกคนไม่ได้ แต่เขาก็ต้องรีบสลัดความคิดนั้นออกไป เด็กคนนั้นไม่ใช่บุตรชายของเขา เขาไม่ควรไปคิดถึงลูกของหญิงแพศยากับชายชู้คนนั้น “เป่ยมู่หาน! เจ้าหยุดสร้างปัญหาเดี๋ยวนี้!”
“แต่ว่าท่านพ่อ ก่อนหน้านี้ข้าเห็นคนนั่งอยู่บนรถม้าคันนี้จริงๆ นะขอรับ” เป่ยมู่หานหันไปบอกบิดา
“หากคุณชายใหญ่เป่ยไม่มั่นใจ เจ้าก็ตรวจค้นรถม้าของข้าอีกสักรอบเถอะ” เซวียนเฉินฮั่นทำท่าชี้ไปบนรถม้า “บางทีในช่องเก็บของเล็กๆ นั่นอาจจะมีคนที่เจ้ากำลังตามหาตัวอยู่ก็ได้ หรือไม่ในช่องเก็บเครื่องดื่มยังมีสุราอย่างดีที่ข้าดื่มยังไม่หมดเหลืออยู่ เจ้าอาจจะตาลายเพราะฤทธิ์สุรากำลังจะหมดกระมัง ข้าเคยได้ยินมาว่าคนติดสุรามักจะดื่มสุราเพื่อให้สมองทำงานได้ดีขึ้น”
“ข้าไม่ได้เมา” เป่ยมู่หานเพิ่งตั้งสติได้ เขารีบหันไปมองบิดา “ข้าไม่ได้ดื่มเหล้าในเวลางานนะขอรับ ท่านพ่อ...ข้าไม่ได้เมา”
“ไม่เมาก็ไม่เมา เช่นนั้นข้าขอถามเจ้าว่าหากบนรถม้าของข้ามีสตรีอยู่จริง แล้วมันเกี่ยวอะไรกับที่พวกเจ้ากำลังตามสืบคดี ก่อนหน้านี้เจ้าบอกว่าคนร้ายเป็นทหารปลดประจำการไม่ใช่หรือ”
เป่ยเหวินฉานได้ยินคำถามของเซวียนเฉินฮั่น เขาก็หันไปมองบุตรชายทันที ก่อนหน้านี้เขาคิดว่าบุตรชายอาจจะกำลังหาแพะเพื่อไปรับผิดในคดี จึงได้ล่วงเกินเซวียนอ๋องซื่อจื่อเข้า เพราะใครๆ ต่างก็รู้ดีว่าทหารปลดประจำการของกองทัพตระกูลเสิ่นเหล่านี้อยู่ในความดูแลของเซวียนอ๋องมาก่อน
ในขณะที่กำลังจะได้ข้อสรุป บุตรชายกลับพูดถึงสตรีนางหนึ่งขึ้นมา เป่ยเหวินฉานมองสำรวจไปที่รถม้าอีกครั้งก็พบว่ารถม้าคันนี้ทั้งเก่าและไม่มีตราประจำจวนอ๋อง หรือว่าบุตรชายต้องการแย่งชิงสตรีของอีกฝ่ายและคิดที่จะใช้อำนาจข่มขู่ เพียงแต่เจ้าลูกโง่นั่นกลับไม่คิดว่าเจ้าของรถม้าคันนี้จะเป็นเซวียนอ๋องซื่อจื่อ
ยังไม่ทันที่เป่ยเหวินฉานจะต่อว่าบุตรชาย เขาก็ได้ยินเสียงบุรุษและสตรีคู่หนึ่งดังมาจากรถม้า แม้เสียงพูดนั้นจะเบามาก แต่คนฝึกยุทธ์เช่นเขาก็ได้ยินมันอย่างชัดเจน เขาตั้งใจจะเดินไปเปิดม่านรถม้าเพื่อสำรวจอีกครั้ง แต่บทสนทนาของคนทั้งคู่กลับทำให้เขาต้องหยุดฟัง
‘ภรรยา...คนผู้นี้คงเป็นหัวหน้าองครักษ์เป่ยกับคุณชายใหญ่เป่ย บิดาและพี่ชายของอู๋หลางกระมัง’
‘อู๋หลางหน้าตาเหมือนบิดาอยู่หลายส่วน แต่พี่ชายของเขากลับไม่เหมือน บางทีเป่ยมู่หานผู้นี้อาจมีใบหน้าคล้ายมารดาก็ได้เจ้าค่ะ’
‘หรือว่าเป่ยมู่หานจะไม่ใช่บุตรชายของหัวหน้าองครักษ์เป่ย’
‘หากเป็นเช่นนั้นก็สมน้ำหน้าเขาไปเลยเถอะ ขับบุตรชายที่แท้จริงออกจากจวน แต่กลับเลี้ยงดูบุตรของชายชู้ ทั้งบุตรของชายชู้ผู้นี้ยังลอบสังหารบุตรชายตนเอง นึกไม่ถึงจริงๆ ว่าหัวหน้าองครักษ์เป่ยจะโง่งมเพียงนี้ สามี...ท่านอย่าเป็นคนหูเบาเช่นเขาเป็นอันขาดนะเจ้าคะ’
‘จะเป็นเช่นนั้นได้อย่างไร ข้ายังจำคำมั่นที่เคยให้ไว้กับเจ้าอยู่ในใจตลอด ขอแค่เราสองคนเชื่อใจกัน มีอุปสรรคใดที่เราจะผ่านมันไปไม่ได้เล่า ส่วนหัวหน้าองครักษ์เป่ยผู้นี้ก็ปล่อยให้เขาโง่เลี้ยงดูบุตรของชายชู้ไปเช่นนี้ถึงจะดี เมื่อเขาได้รู้ความจริง ทั้งบุตรชายทั้งภรรยาก็ไม่มีใครอยู่ข้างกายเขาแล้ว นับว่าเป็นการแก้แค้นที่ดีที่สุดของอู๋หลางกับวิญญาณของท่านน้าซู’
เป่ยเหวินฉานขมวดคิ้วแน่น บุคคลที่ชายหญิงที่อยู่บนรถม้าพูดถึงย่อมหมายถึงเขาอย่างแน่นอน แต่อู๋หลางคือผู้ใด? บุตรของชายชู้คือผู้ใด? แล้วใครลอบสังหารใคร? ยังมีวิญญาณของท่านน้าซู อย่าบอกนะว่าชย่าเอ๋อของเขาได้จากไปแล้ว ซูชย่าจากเขาไปแล้วจริงๆ หรือ?