“โอ้โห ซื้ออะไรมาเยอะแยะมากมายเลยเล่า”แม่เฒ่ามู่อุทานเมื่อซินหยางเฟิ่งเปิดถุงผ้าแล้วข้าวของมากมายก็ปรากฏขึ้นบนพื้นบ้าน
เสียงอุทานของแม่เฒ่ามู่ทำให้สะใภ้จางอุ้มซินกุ้ยเดินเข้ามาไม่นานหลังจากนั้น เหล่าซินและซินฮุ่ยชิวก็เดินมาดูด้วยเช่นกันวันนี้พวกเขาไม่ได้ออกไปทำงานรับจ้างข้างนอกจึงสานปิ่นโตไม้ไผ่ตามคำอธิบายของซินหยางเฟิ่งนางบอกว่ามันสามารถใส่อาหารได้สะดวกและประหยัดพื้นที่ในการวางอาหารจากนั้นนางก็วาดภาพให้ดู เมื่อพวกเขาเห็นภาพก็กระตือรือร้นที่จะลองสาน
ในชิปมิติของซินหยางเฟิ่งไม่มีปิ่นโตมีเพียงกล่องพลาสติกสำหรับใส่อาหารเท่านั้นแต่นางไม่อยากให้คนอื่นนอกจากคนในครอบครัวเห็นของแปลกๆ เหล่านี้เพราะความโลภและความสงสัยของคนไม่มีที่สิ้นสุดนางคิดว่าหากพวกเขาเห็นประโยชน์จากสิ่งที่นางนำเสนอ พวกเขาก็อาจจะนำสิ่งนี้ไปเป็หนทางหนึ่งในการหารายได้
เมื่อเห็นสมาชิกทุกคนมาแล้วซินลี่ถังจึงเล่าให้ทุกคนฟัง
“วันนี้พี่สาวหยางเฟิ่งขายสูตรอาหารได้ยี่สิบห้าตำลึงเ้าค่ะ”
“หา! อะไรนะ! ยี่สิบห้าตำลึง ข้าฟังผิดไปหรือไม่”แม่เฒ่ามู่ตาโต ถามซ้ำด้วยความไม่แน่ใจ
คนอื่นๆ ก็เบิกตากว้าง ใจเต้นตึกตักด้วยความตื่นเต้นพวกเขาไม่ได้ได้ยินผิดไปใช่หรือไม่
ซินลี่ถังพยักหน้ายืนยัน “ใช่เ้าค่ะ ยี่สิบห้าตำลึงท่านย่าฟังไม่ผิดหรอก”
แม่เฒ่ามู่ยกสองมือขึ้นทาบอก ใจเต้นรัวคราวนี้นางแน่ใจแล้วว่านางไม่ได้ยินผิดจริงๆ
จากนั้นซินลี่ถังก็ทำหน้าที่เล่าเื่ที่เกิดขึ้นในตลาดให้ทุกคนฟังและแน่นอนว่านางจะเล่าเพียงเื่ดีๆส่วนเื่ที่ซินหยางเฟิ่งทะเลาะกับเสี่ยวเอ้อร์ที่โรงเตี๊ยมซุ่นหัวเื่ที่ไปช่วยคนถูกทำร้าย นางไม่ได้เล่าเพราะซินหยางเฟิ่งห้ามไว้ั้แ่ก่อนขึ้นเกวียนแล้วเหตุผลคือมันจะทำให้คนอื่นตื่นใกันเสียเปล่าๆ เื่มันผ่านไปแล้วไม่จำเป็ต้องทำให้พวกเขากลัว ซึ่งทั้งซินกังและซินลี่ถังก็ตกลง
ซินหยางเฟิ่งส่งถังหูลู่ให้ซินกุ้ยขณะที่ซินลี่ถังกำลังเล่าด้วยความเมามัน เด็กชายตัวเล็กรับถังหูลู่มาเลียแล้วฉีกยิ้มกว้างด้วยความดีใจจนน้ำลายไหลยืด
หลังจากเล่าจบซินลี่ถังส่งเงินค่าปักผ้าให้มารดาของตนเองเจ็ดร้อยอีแปะ“ค่าปักผ้าของท่านแม่ได้สี่ร้อยอีแปะ ส่วนของข้าสามร้อยอีแปะเ้าค่ะ”
“ดีจริงๆ ฝีมือของเ้าดีขึ้นนะปักผ้าทำเงินได้เกือบเท่าข้าแล้ว” สะใภ้จางชมเชยลูกสาวทำให้ซินลี่ถังรู้สึกภาคภูมิใจ
ซินหยางเฟิ่งส่งเงินให้นางซินฟาง“วันนี้ใช้เงินหมดไปสามตำลึงสองร้อยสามสิบหกอีแปะ ข้าให้ท่านแม่ยี่สิบตำลึงที่เหลือข้าขอไว้ใช้นะเ้าคะ”
นางซินฟางยิ้มแล้วถาม “ทำไมเ้าไม่เก็บไว้อีกล่ะเ้าให้มากเกินไปแล้ว”
“แค่นี้ก็พอแล้วเ้าค่ะ”
สะใภ้จางขมวดคิ้วเล็กน้อยเพราะซินหยางเฟิ่งไม่ส่งเงินเข้ากองกลางทั้งหมด เงินเหล่านี้ไม่ว่าจะส่งให้ใครคนสุดท้ายที่รับมาเก็บไว้ ก็คือแม่เฒ่ามู่ส่วนแม่เฒ่ามู่จะแจกจ่ายอย่างไรก็ว่ากันอีกที
ซินฮุ่ยชิวเห็นแววตาของภรรยาตนเองแล้วเขารีบปรามด้วยสายตา ทำให้สะใภ้จางที่อ้าปากเตรียมจะพูดต้องหุบปากลงแล้วเปลี่ยนเป็เม้มปากแน่น สายตาขุ่นมัวเล็กน้อยด้วยความไม่พอใจ
“ทำไมเ้าไม่เก็บสูตรเอาไว้ทำอาหารขายเองเล่าเ้าไม่เสียดายสูตรหรือ ถ้าเ้าทำขายเอง ในระยะยาวเ้าจะได้รับเงินมากกว่านี้นะ”นางซินฟางถามด้วยความสงสัย
“เรามีทุนทำอาหารขายหรือเ้าคะ”
คำพูดของซินหยางเฟิ่งราวกับสาดน้ำเย็นใส่หน้าของทุกคน
‘อ๋า เหมือนว่าข้าจะพูดแรงเกินไป’ซินหยางเฟิ่งอุทานในใจ เมื่อเห็นสีหน้าของทุกคนหลังจากฟังการย้อนถามของนางนางจึงพูดใหม่
“การขายสูตรอาหารทำให้ได้เป็เงินก้อนถ้าเราจะทำอาหารขายเอง แต่ไม่มีเงินทุนในมือเลยแล้วจะเปิดร้านขายได้อย่างไรเล่าเ้าคะ”
คนฟังคิดตาม จากนั้นก็พยักหน้าเห็นด้วย
‘ก็แค่ขายสูตรอาหารไม่กี่สูตรข้ายังมีสูตรอาหารอีกตั้งเยอะ ไม่เห็นต้องเสียดายเลย’ ซินหยางเฟิ่งคิดในใจแต่นางจะไม่พูดออกมา ประเดี๋ยวจะถูกหมั่นไส้เอา
เมื่อสะใภ้จางกลับถึงบ้านของตนเอง นางบ่นกับสามี
“ท่านพี่ หยางเฟิ่งทำไม่ถูกนะเ้าคะทำไมเงินที่นางหามาได้ถึงไม่ส่งเข้ากองกลางทั้งหมดล่ะมีอย่างที่ไหนเก็บไว้ใช้เองโดยไม่ขออนุญาตก่อน ท่านดูข้ากับลี่ถังสิวันนี้ได้เงินมาเจ็ดร้อยอีแปะ ข้ายังมอบให้ท่านแม่ทั้งหมดเลย”
“แล้วมันเทียบกันได้หรือ เฮ้อ”ซินฮุ่ยชิวขมวดคิ้วไม่พอใจต่อความงกของสะใภ้จาง จนต้องถอนหายใจเสียงดัง แล้วพูดต่อ
“ถึงนางจะเก็บไว้ใช้เองบ้าง ก็ไม่เห็นจะเป็ไรเลยไยเ้าต้องคิดมากด้วยเล่า แม้นางจะส่งให้ไม่หมดแต่เงินที่นางส่งเข้ากองกลางก็เป็เงินจำนวนมากเ้าเคยหาเงินได้ถึงยี่สิบตำลึงในคราเดียวหรือ หากเ้าทำได้เ้าจะเก็บไว้ใช้เองบ้างสักสิบตำลึงท่านแม่ก็คงไม่ว่าอะไรหรอก”
“ฮึ” สะใภ้จางไม่พอใจ ส่งค้อนไปให้สามีแต่ก็พอจะหุบปากได้
ยามห้าย เป็เวลาที่ทุกคนหลับสนิทแล้วแต่ซินหยางเฟิ่งกลับต้องสะดุ้งตื่นเพราะอาการเ็ปและแสบร้อนที่ตำหนิน่าเกลียดบนใบหน้า
เมื่ออาการดีขึ้นแล้วหญิงสาวนำน้ำยาวิวัฒนาการพันธุกรรมจากชิปมิติออกมา
ไม่ใช่ว่านางไม่เคยนำน้ำยานี้ออกมาดูั้แ่มาอยู่ที่โลกนี้ นางนำมันออกมาดูไม่น้อยกว่าสี่ครั้งแล้วอยากลองกินดูให้รู้แล้วรู้รอด โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนที่นางเ็ปจากพิษ
ในชาติที่แล้ว นางเคยพูดเปรยๆ กับน้องชายว่า
"หากนายสามารถสร้างนวัตกรรมอะไรสักอย่างขึ้นมาเพื่อเปลี่ยนแปลงพันธุกรรมมนุษย์ได้ก็ดีสิสมาชิกทีมของฉันจะได้เป็ยอดมนุษย์ เหมือนซูเปอร์ฮีโร่ในหนังไงพวกเขาจะได้สามารถช่วยจัดการผู้ร้ายได้มากขึ้น โดยที่ฝ่ายของฉันสูญเสียน้อยลงหรือไม่สูญเสียเลย"
นี่คือคำพูดที่นางพูดเล่นๆ กับน้องชายแต่เขากลับเอาไปคิดเป็จริงเป็จังต่อมาเขาก็ได้สร้างน้ำยาวิวัฒนาการพันธุกรรมขึ้นมาจริงๆ และเพราะแิมาจากนางน้องชายจึงเคยพูดให้ฟังเกี่ยวกับผลงานตัวนี้ของเขา เขาบอกว่า"การทำงานของมันอันดับแรกคือ กำจัดสารพิษ และสิ่งแปลกปลอม ชำระล้างเื เอ็นกระดูก และอวัยวะภายในทุกส่วนของร่างกาย จากนั้นก็จะปรับสมดุลทางร่างกายแล้ววิวัฒนาการพันธุกรรมมนุษย์สู่ความเป็เลิศ"
คุณสมบัติอย่างหนึ่งของน้ำยานี้คือการกำจัดสารพิษหากนางดื่มน้ำยานี้เข้าไป มันจะช่วยนางได้หรือไม่นางคิดกลับไปกลับมาหลายครั้งขณะที่ถือหลอดน้ำยาอยู่ในมือ แต่เพราะประโยคที่ว่า‘ทดลองกับสัตว์แล้ว แต่ยังไม่ได้ทดลองกับคน’ นี่แหละถึงได้ทำให้นางไม่กล้าดื่มมันลงไปเสียที เพราะไม่รู้ว่าผลข้างเคียงจะเป็อย่างไรอีกทั้งนางยังเคยเห็นตอนที่น้องชายทดลองกับสัตว์ด้วย ผลคือ สัตว์ทดลองของเขาตายแต่นั่นมันก็ั้แ่่แรกของการทดลองละนะ แต่มันช่างฝังใจนางจริงๆ
ซินหยางเฟิ่งส่ายหน้าเมื่อนึกถึงความหลังจากนั้นนางก็เก็บหลอดน้ำยาใส่กล่องดังเดิม เป็อีกครั้งที่นางยังทำใจดื่มไม่ลง
ในขณะที่ใครหลายๆคนกำลังหลับสบาย แต่ภายในห้องหนังสือ ณจวนแห่งหนึ่ง ในเมืองฉูเฉิง
“นางชื่อซินหยางเฟิ่ง เป็หญิงชาวบ้านธรรมดาที่เคยถูกอุ้มสลับตัวกับคุณหนูของซูหลี่จิ้ง โหวคนหนึ่งแห่งแคว้นต้าเหนิงขอรับ”องครักษ์ชุดดำคนหนึ่งกล่าวรายงานต่อบุรุษหนุ่มผู้หนึ่งที่มีใบหน้างดงามเปี่ยมเสน่ห์
หากซินหยางเฟิ่งเห็นบุรุษผู้นี้นางต้องจำได้อย่างแน่นอนว่าเขาคือบุรุษในชุดสีแดงเพลิงที่นางได้สบตาวันนี้ที่โรงเตี๊ยมซุ่นหัว
ชายหนุ่มไม่กล่าวสิ่งใด เพียงสบตาองครักษ์ให้เขาพูดต่อ
“นางกลับมาอยู่กับครอบครัวที่แท้จริงของนางเมื่อประมาณสองเดือนที่แล้วมารดาของนางก็เป็เพียงหญิงชาวบ้านธรรมดา ไร้บิดาั้แ่เกิดนางถูกวางยาพิษตอนอายุแปดปีโดยอนุนางหนึ่งของซูหลี่จิ้งตอนนี้อนุนางนั้นถูกปลดและกลับไปอยู่บ้านเกิดของนางแล้ว บนใบหน้าของนางก็เกิดจากพิษนั้นขอรับซูหลี่จิ้งได้พยายามหาหมอมารักษานางหลายคนแล้ว แต่ก็ไม่สามารถถอนพิษได้ขอรับ”
ชายหนุ่มผู้กำลังรับฟังรายงานยกมือขึ้นลูบคางตนเองใช้ความคิด
องครักษ์พูดต่อ อดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้วเล็กน้อย“นางแปลกยิ่งนักขอรับ”
ชายหนุ่มชะงักมือที่กำลังลูบคางแล้วเลิกคิ้วรอฟังองครักษ์พูด
“จากที่ข้าน้อยสืบมา นางเป็คนอารมณ์ร้อน โมโหง่ายเย่อหยิ่ง เห็นแก่ตัว และชอบทำร้ายบ่าวรอบตัวเป็ประจำ ไม่เคยฝึกวรยุทธ์แบบจริงๆจังๆ แต่วันนี้ก่อนที่นางจะกลับบ้านนางได้ช่วยบัณฑิตหนุ่มคนหนึ่งที่กำลังถูกอันธพาลรุมทำร้ายนางใช้เวลาเพียงไม่นานในการจัดการคนร้าย สิ่งสำคัญยิ่งกว่านั้น ทั้งๆที่นางเป็เพียงคนธรรมดา ร่างกายนางไม่มีความผกผันใดๆแต่นางมีถุงมิติเก็บของด้วยขอรับ ข้าน้อยเห็นนางเก็บของเองกับตา”
ชายหนุ่มค่อยๆ เอนพิงพนักหลัง ยกสองมือขึ้นกอดอกพูดพึมพำกับตัวเองเบาๆ “อืม น่าสนใจ น่าสนใจ”
“มีอย่างอื่นอีกหรือไม่” ชายหนุ่มถามหลังจากในสมองครุ่นคิดอะไรบางอย่าง
“ตอนนี้สืบได้เพียงเท่านี้ขอรับ” องครักษ์ตอบ
“ถ้าเช่นนั้น เ้าไปสืบต่อเกี่ยวกับอนุนางนั้นดูด้วยว่านางได้ยาพิษมาอย่างไร นางติดต่อกับใครบ้าง” ชายหนุ่มออกคำสั่งเสียงเรียบ
“ขอรับนายท่าน” กล่าวจบเขาก็เดินออกจากห้องไป
เช้าวันต่อมาซินหยางเฟิ่งตื่นยามเหม่าแล้วออกกำลังกายด้วยการวิ่งตามปกติ หลังจากนั้นก็มายืนม้าเพื่อฝึกความแข็งแกร่งของตนเองต่อไป
“มองข้าทำไม ยังไม่ชินอีกหรือ” ซินหยางเฟิ่งถามเมื่อซินกังมายืนนิ่งตรงหน้านาง
เด็กหนุ่มเม้มปาก นิ่งคิดอะไรครู่หนึ่งแล้วเอ่ยปาก“ข้าฝึกด้วยได้หรือไม่”
“หือ?” ซินหยางเฟิ่งไม่แน่ใจว่านางเข้าใจถูกต้องหรือไม่
“ข้า..ข้าอยากฝึกศิลปะการต่อสู้บ้างเ้าสอนข้าได้หรือไม่” ซินกังใบหน้าซับสี รู้สึกแปลกๆ ที่มาขอให้ผู้หญิงและยังมีอายุน้อยกว่าเขามาสอนอะไรแบบนี้
ซินหยางเฟิ่งไม่ตอบรับหรือปฏิเสธในทันที แต่ถามต่อ“ทำไมเ้าถึงอยากฝึกล่ะ”
“ในฐานะที่ข้าเป็ผู้ชาย และเป็ลูกพี่ลูกน้องของเ้าแต่เมื่อวานในขณะที่เ้ากำลังต่อสู้ต่อยตีกับผู้อื่นแต่ข้าไม่สามารถช่วยเ้าได้เลย ข้ารู้สึกละอายใจนักข้าจึงอยากฝึกศิลปะการต่อสู้บ้าง” ซินกังบอกถึงความคิดของเขา
“เ้าคิดว่า หากเ้าฝึกแล้วเ้าจะสามารถช่วยข้าได้หรือ” ซินหยางเฟิ่งยังคงถามต่อ
ซินกังนิ่งคิด ใช่ คนอย่างเขาจะช่วยนางได้หรือนางเก่งมาก จากที่เห็นเมื่อวาน และดูจากการฝึกฝนทุกวันของนางเด็กหนุ่มสูดลมหายใจเข้าลึกแล้วพูด “แม้ว่าข้าจะไม่สามารถช่วยเ้าได้แต่อย่างน้อยข้าก็ช่วยเหลือตัวเองได้ และจะไม่เป็ตัวถ่วงเ้า”
“การฝึกกับข้าค่อนข้างหนักและเหนื่อย เมื่อเริ่มฝึกแล้วห้ามเลิกกลางคัน เ้ายังเต็มใจจะฝึกหรือไม่เล่า”
“แน่นอน ข้าเต็มใจ”
ซินหยางเฟิ่งยิ้ม พอใจกับคำตอบของเขา “ดีถ้าเช่นนั้นก็ตกลง เ้าเริ่มได้เลยั้แ่วันนี้อันดับแรกวิ่งรอบบ้านก่อนยี่สิบรอบ จากนั้นให้มายืนม้าแบบข้าครึ่งชั่วยาม”
ซินกังพยักหน้ารับโดยไม่อิดออดจากนั้นก็เริ่มออกวิ่งตามคำสั่งของนางทันที