หลังจากที่ตกลงกันเรียบร้อย โจวเหมาก็เริ่มสอนหนังสือให้กับจางเป่าจินทุกวันหลังจากจางเป่าจินเลิกจากงานในไร่ และโจวเหมาก็พบว่าสหายของเขาคนนี้มีความจำดีเป็เลิศ
โจวเหมาลองให้จางเป่าจิ่นท่องอักษรวันละหลายตัว ทั้งยังเริ่มให้จางเป่าจินเขียนเรียงความสั้นๆ ซึ่งจางเป่าจินก็ไม่ทำให้เพื่อนผิดหวัง เขาเขียนเรียงความออกมาได้อย่างดี จนกระดาษเก่าที่โจวเหมาเตรียมไว้ให้เริ่มไม่พอ
“วันพรุ่งนี้เป็วันหยุดของนายใช่ไหมเป่าจิน” โจวเหมาถามทั้งที่ตรวจการบ้านให้เพื่อนไปด้วย
“อืม...ฉันตั้งใจว่าจะมาทำความสะอาดที่ลานหน้าบ้าน แล้วก็จะตักน้ำมาใส่ถังไว้ให้นายใช้เพื่อตอบแทนค่าสอนหนังสือน่ะ”
“ถ้างั้นก็ไม่ต้องหรอก พรุ่งนี้นายเข้าไปซื้อของในตำบลกับฉันก็แล้วกัน”
“ก็ดีสิ ฉันกำลังอยากรู้อยู่เหมือนกันว่าในตำบลของเรามีอะไรน่าสนใจบ้าง ใช้โอกาสนี้ออกไปเปิดหูเปิดตาสักหน่อย ว่าแต่นายจะเข้าเมืองไปซื้ออะไรล่ะ”
“ซื้อข้าว แป้ง เครื่องปรุง เนื้อหมู แล้วก็สมุดเอามาไว้ทำแบบฝึกหัดน่ะ ตั้งใจว่าจะหาซื้อหนังสือพิมพ์เก่ากับสมุดไว้ให้นายใช้คัดลายมือด้วย เรียนเก่งอย่างเดียวไม่ได้หรอกนะ นายต้องคัดลายมือให้ออกมาสวยด้วย ลายมือนายตอนนี้มันใช้ไม่ได้จริงๆ”
“ไม่ต้องหรอก ฉันเข้าเมืองไปเพื่อนนายเฉยๆ ก็พอ นายก็รู้ว่าฉันไม่มีเงินเลยสักเหรียญ จะให้ไปขอพ่อกับแม่อีกฉันก็เกรงใจ ตอนนี้พวกเขากำลังเก็บเงินไว้ซื้อหม้ออีกใบไว้ให้ฉันกับพี่ชายตอนแยกบ้านน่ะ”
“เป่าจิน” โจวเหมาเงยหน้าขึ้นจากการบ้านในมือ “ฉันให้นายยืมเงินฉันก่อนได้นะ ฉันรู้ว่านายไม่มีทางโกงฉันแน่”
“ไม่เอา! แค่นายสอนหนังสือให้ฉันโดยไม่คิดเงิน ทั้งยังเตรียมอาหารเย็นไว้ให้ฉันทุกวันอีก แค่นี้ฉันก็ไม่รู้จะตอบแทนบุญคุณนายยังไงไหวแล้ว” จางเป่าจินรีบปฏิเสธ
“ฉันกำลังคิดว่าถ้าฉันได้เข้าไปเรียนในเมืองหลวงฉันจะเรียนสาขาไหนต่อดี เมื่อก่อนฉันคิดว่าฉันอยากเป็คุณครูคอยสอนหนังสือให้เด็กๆ แต่ตอนนี้ได้ยินที่นายพูดเื่ค้าขายขึ้นมา ฉันก็เริ่มสนใจทางนี้แล้ว เอาอย่างนี้ดีไหม ฉันจะเลือกเรียนสายบริหารหรือไม่ก็วิชาเศรษฐศาสตร์ ส่วนนายก็ทำการเกษตร เพาะปลูก เลี้ยงสัตว์ หรืออะไรก็ได้ที่นายอยากทำ จากนั้นเราก็มาทำธุรกิจร่วมกัน หรือไม่นายก็เป็คนผลิต ส่วนฉันจะเป็คนหาตลาดเอง” โจวเหมาพูดเสนอความคิด
“ถ้านายแค่คิดที่จะค้าขาย แล้วทำไมนายต้องลำบากสอบเข้ามหาวิทยาลัยให้ได้ด้วยล่ะ”
“คนเราเมื่อมีโอกาสก็ต้องเรียนสิ เพราะเราไม่รู้หรอกว่าในอนาคตเราจะต้องเจอกับอะไรบ้าง อีกอย่างฉันก็มีกำลังและความพร้อม เรียนให้ได้วุฒิก่อน หลังจากนั้นก็ค่อยว่ากันอีกที”
“เฮ้อ...พูดกับคนมีเงินนี่ก็อดที่จะอิจฉาไม่ได้จริงๆ นะ” จางเป่าจินแสร้งตีหน้าเศร้า
“พอเลยพอ ไม่ต้องมาเสแสร้งต่อหน้าฉันเลย ตกลงว่าจะเอายังไง ฉันให้นายยืมได้ห้าร้อยเหรียญเลยนะ หรือจะมากกว่านั้นก็ได้”
“เอาไว้ค่อยว่ากันอีกทีก็แล้วกัน แต่ตอนนี้ฉันจะยังไม่ยืมเงินนายหรอกนะ รอให้ฉันมีธุระที่ต้องใช้ก่อนแล้วฉันจะมารบกวน”
“ถ้างั้นค่าซื้อกระดาษกับสมุดพรุ่งนี้ฉันจะออกเงินให้ นายก็มาช่วยฉันทำงานบ้านเป็ค่าตอบแทนก็แล้วกัน”
“ขอบใจนะอาเหมา” จางเป่าจินยิ้มอย่างซาบซึ้งใจ
“จะต้องขอบใจฉันทำไม เมื่อก่อนตอนที่ฉันต้องอยู่คนเดียวและถูกคนเกเรพวกนั้นรังแก ก็มีแค่นายที่มาคอยปกป้องฉัน ทั้งๆ ที่นายยังช่วยเหลือตัวเองไม่ได้เลยด้วยซ้ำ” โจวเหมาพูดยิ้ม “เงินทองพวกนี้เป็ของนอกกาย อย่าเอามาตีราคากับมิตรภาพที่เรามีให้กันเลยนะ และฉันก็เชื่อว่าในอนาคตนายต้องประสบความสำเร็จในชีวิตอย่างแน่นอน”
“ต้องไม่ใช่ฉันที่ประสบความสำเร็จคนเดียวสิ แต่เป็พวกเราต่างหากที่ต้องประสบความสำเร็จด้วยกัน”
ตลาดในตำบลคึกคักพอสมควร เพราะมีสถานที่ที่ทางการจัดบริเวณไว้ให้ชาวไร่ทดลองนำสินค้าของตัวเองมาวางขายได้ แต่จะค้าขายกันได้เฉพาะในบริเวณนี้ และสินค้าที่นำมาขายจะต้องเป็สินค้าทางการเกษตรเท่านั้น ถ้าเป็ประเภทของใช้จะต้องไปซื้อที่ร้านค้าสหกรณ์ของรัฐ เพราะเวลานี้ยังไม่มีการเปิดเสรีทางเศรษฐกิจ ผู้คนจะยังไม่ได้รับอนุญาตให้ค้าขายกันได้อย่างเสรี
ถึงแม้จะเป็แค่บริเวณเล็กๆ ที่ทางการจัดไว้ แต่ชาวไร่บางคนก็พอใจที่จะนำผักของตัวเองออกมาขาย เพราะนั่นหมายความว่าถ้าพวกเราขายพืชผักของตัวเองออกไปได้ พวกเขาก็จะมีเงินเก็บมากขึ้นและยังจะมีเงินไปซื้ออาหารดีๆ มาบำรุงให้กับคนในครอบครัวได้มากขึ้นด้วย ก็เหมือนกับผู้คนที่อาศัยอยู่ในเมือง เมื่อมีชาวไร่นำพืชผักมาขาย พวกเขาก็จะมีสถานที่ซื้ออาหารมากขึ้นด้วยเหมือนกัน ต่างคนต่างก็ได้ประโยชน์ ผู้ประกอบการบางคนถึงกับภาวนาให้มีการเปิดเสรีทางเศรษฐกิจเร็วๆ แผนการค้าขายของพวกเขาอัดแน่นอยู่เต็มหัวไปหมดแล้ว
“นายจะไปเดินเล่นรอบๆ ดูก็ได้นะ อีกสองชั่วโมงมาเจอกันที่นี่ ฉันชอบใช้เวลาอยู่ในร้านหนังสือทีละนานๆ กลัวว่าถ้าชวนนายไปด้วยแล้วนายจะเบื่อ” โจวเหมาบอกเมื่อพวกเขาปั่นจักรยานมาถึงตัวตำบลแล้ว ต้องบอกว่าพ่อแม่ของโจวเหมานั้นไม่ธรรมดา นอกจากจะทิ้งเงินไว้ให้ลูกชายคนเดียวไว้ใช้แล้ว พวกเขายังมีรถจักรยานคันใหญ่ไว้ให้ลูกชายไว้ใช้อีก
“ได้ อีกสองชั่วโมงฉันจะมาเจอนายที่นี่ แต่ถ้านายยังอยากอยู่ในร้านหนังสือต่อก็บอกฉันนะ ยังไงพวกเราก็มีจักรยาน ถ้าจะปั่นจักรยานกลับบ้านเย็นหน่อยก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร”
“อืม...นายไปเถอะ เผื่อเห็นช่องทางดีๆ นายจะได้มีวิธีหาเงินเพิ่ม” โจวเหมายื่นเงินให้จางเป่าจินยี่สิบเหรียญ พร้อมใช้มือป้องปากกระซิบ “นายลองไปเดินดูที่ตลาดมืดสิ เผื่อว่ามีอะไรที่นายสนใจนายก็ซื้อกลับมา หรือไม่งั้นเข้าไปดูในนั้นว่าพวกเขาค้าขายกันแบบไหน ถึงเวลาที่นายอยากทำธุรกิจของตัวเอง นายจะได้นึกภาพออกไง”
“ยี่สิบเหรียญมันเยอะไป” จางเป่าจินผลักมือโจวเหมาออกเหมือนกับกลัวว่าเงินก้อนนั้นจะลวกมือเอา
“ฉันยังเชื่อในตัวนายเลย แล้วทำไมนายถึงไม่เชื่อมั่นในตัวเอง” โจวเหมาเริ่มหงุดหงิด
จางเป่าจินนิ่งสักพักก่อนที่จะยื่นมือไปรับเงินจำนวนนั้น “ฉันขอบใจนายมากนะ ถือว่าฉันยืมนายก่อน เดี๋ยวตอนคืนฉันจะจ่ายดอกเบี้ยให้นายด้วย”
“เื่นั้นค่อยว่ากันอีกที นายนี่ทำฉันเสียเวลาจริงๆ” โจวเหมาแสร้งบ่นเพื่อนไปอย่างนั้น เขาก็บอกไม่ถูกเหมือนกันว่าทำไมเขาถึงกล้าเอาเงินให้จางเป่าจินยืม แต่ความรู้สึกลึกๆ ของเขามันบอกว่าสหายคนนี้เชื่อถือได้
จางเป่าจินเดินไปรอบๆ ตำบลกว่าจะรู้ว่าตลาดมืดอยู่ที่ไหนก็เสียเวลาไปเกือบครึ่งชั่วโมง แต่พอเขาเดินมาถึงปากทางเข้าตลาด เขาก็เห็นชายชราคนหนึ่งนั่งอยู่ข้างถนนคล้ายกับคนไม่สบาย ทั้งในมือของชายชรายังกอดถุงผ้าไว้แน่นเหมือนกลัวว่าจะถูกใครมาขโมย จางเป่าจินคิดที่จะเดินผ่านไปแต่ก็ทำใจไม่ได้
“คุณลุงครับ คุณลุงไม่สบายหรือครับ หรือว่าคุณลุงกำลังรอใครอยู่ ให้ผมไปตามคนมาช่วยไหม” จางเป่าจินเดินเข้าไปถามอย่างเป็ห่วง ทั้งยังยื่นกระติกน้ำของตัวเองให้ชายชรา “คุณลุงจิบน้ำสักหน่อยนะครับเผื่อจะดีขึ้น”
ชายชรามองดูจางเป่าจินอย่างระวัง ทั้งยังกอดถุงผ้าแน่นกว่าเดิม “เธอไม่ต้องมาสนใจฉันหรอก จะไปไหนก็ไป”
“งั้นผมไปก่อนนะ” จางเป่าจินไม่ได้หงุดหงิด ในเมื่ออีกฝ่ายไม่อยากให้ช่วยเขาก็ไม่ดึงดัน อีกอย่างเขาก็กำลังรีบเสียด้วย ถ้าวันนี้เขาเข้าไปดูสินค้าในตลาดมืดไม่ทัน คงต้องรอสัปดาห์หน้ากว่าจะได้เข้าเมืองมาอีก เขาไม่อยากเสียเวลาจึงเดินไปตลาดมืดโดยไม่สนใจชายชราอีก
ชายชรามองตามหลังจางเป่าจินก็นึกเสียใจ คนเขาอุตส่าห์หวังดีเข้ามาช่วย แต่เป็เพราะความระแวงทำให้ตนเผลอพูดไม่ดีกับเด็กหนุ่มไป อีกอย่างตอนนี้เขาเองก็เข้าไปขายของในตลาดมืดไม่ไหวแล้ว ถ้าตลาดวายไปก่อนเขาจะเอาเงินที่ไหนไปซื้ออาหารกลับไปให้คนที่บ้านกันล่ะ นึกถึงลูกสาวที่ป่านนี้คงยืนรอตัวเองอยู่ที่หน้าบ้านแล้วชายชราจึงต้องตัดสินใจ
“พ่อหนุ่ม!” ชายชราเรียก
จางเป่าจินหันกลับมามอง “คุณลุงมีอะไรให้ผมช่วยหรือครับ เอ่อ...พอดีผมจะไปทำธุระที่หนึ่งน่ะ ผมค่อนข้างรีบ ถ้ามีอะไรให้ช่วยคุณลุงก็รีบพูดมาเถอะครับ”
“ฉันอยากตกลงธุรกิจกับเธอ”