“อาจารย์เฟิ่งครับ ผมกับลี่ลี่มาสวัสดีปีใหม่ แล้วเราก็อยากมาขอบคุณอาจารย์ที่ช่วยพูดกับคุณน้าเจี่ยซีให้รับซื้อขนมจากเราด้วยครับ” ซ่งหย่วนพาจูเสี่ยวลี่มาสวัสดีปีใหม่เฟิ่งฟาน
“วันนี้พวกเธอไม่ยุ่งทำขนมกันแล้วเหรอ” เฟิ่งฟานออกมาต้อนรับ “คงหาเงินได้เป็กอบเป็กำเลยสิท่า รอยยิ้มของพวกเธอมันสว่างจนฉันแสบตาไปหมดแล้ว”
“รายได้เยอะเกินความคาดหมายมากเลยค่ะอาจารย์” จูเสี่ยวลี่ยิ้มกว้าง “อย่างที่อาหย่วนบอกนั่นล่ะค่ะ ถ้าไม่ได้อาจารย์ช่วยพูดกับคุณน้าเจี่ยให้ เธอคงไม่รับขนมจากเราไปขายต่อแน่”
“ไม่ใช่ว่ามีพี่สะใภ้หวงอีกคนเหรอที่ช่วยพูดให้พวกเธอ” เฟิ่งฟานมองตะกร้าที่ซ่งหย่วนถืออยู่ “แค่มาสวัสดีปีใหม่ก็พอแล้ว ทำไมต้องเอาของมาด้วยเล่า ทำเป็คนอื่นคนไกลไปได้”
“ไม่มีของสวัสดีแล้วเราจะกล้ามาขอพรจากอาจารย์ได้ยังไงล่ะครับ” ซ่งหย่วนเปิดตะกร้าแล้วหยิบกล่องใส่อาหารและส้มสี่ลูกที่ใส่อยู่ในถุงสีแดงสวยงามออกมาวาง “เทศกาลปีใหม่เราต้องเอาส้มมาไหว้ขอพร แต่ลี่ลี่บอกว่าต้องทำของโปรดอาจารย์มาด้วย เราก็เลยทำสามชั้นตุ๋นซีอิ๊วมาให้อาจารย์ด้วยครับ”
“ดี! ถ้างั้นก็ถือโอกาสดีมาดื่มเหล้าฉลองปีใหม่กันสักหน่อย” เฟิ่งฟานชวนลูกศิษย์อย่างอารมณ์ดี
ซ่งหย่วนกับจูเสี่ยวลี่ไม่มีแม้แต่โอกาสจะปฏิเสธ พวกเขาทำได้แค่เดินตามเฟิ่งฟานไปนั่งดื่มด้วยกัน
“เดี๋ยวผมรินเหล้าให้อาจารย์เองครับ”
ทั้งสามนั่งดื่มเหล้าด้วยกันจนถึง่บ่าย บทสนทนาไม่พ้นตอนที่ซ่งหย่วนกับจูเสี่ยวลี่ยังเรียนอยู่ชั้นมัธยมและเฟิ่งฟานช่วยเหลือพวกเขาไว้มากขนาดไหน
“พูดถึงตรงนี้ ถ้าเมื่อก่อนผมกับลี่ลี่ไม่ได้อาจารย์ช่วยจ่ายค่าลงทะเบียนให้ พวกผมคงเรียนไม่จบชั้นมัธยมปลายแน่ครับ” ซ่งหย่วนยกแก้เหล้า “ผมขอดื่มเพื่อขอบคุณอาจารย์อีกครั้งนะครับ”
จูเสี่ยวลี่ยกแก้วเหล้า “ฉันก็ขอบคุณอาจารย์อีกครั้งนะคะ”
เฟิ่งฟานโบกมือ “ขอบคุณอะไรกัน สิ่งที่ฉันทำให้พวกเธอยังน้อยเกินไปถ้าเทียบกับที่ฉันเคยได้รับความช่วยเหลือจากพี่ซ่ง”
“พี่ซ่งหรือครับ?”
“ก็พี่ซ่งเฉียง คุณพ่อของเธอนั่นล่ะ เมื่อก่อนเขาเคยช่วยชีวิตฉันไว้ ฉันก็เลยคิดว่าต้องตอบแทนบุญคุณเขา แต่ตอนนี้เขาจากไปแล้ว ฉันก็เลยต้องหันมาทำดีกับพวกเธอแทนยังไงล่ะ”
“อาจารย์ครับ อาจารย์กับคุณน้าเจี่ยซีรู้จักคุณพ่อของผมได้ยังไงครับ” ซ่งหย่วนถาม
แม้เฟิ่งฟานจะดื่มเหล้าเข้าไปมาก แต่เขาก็ไม่ได้เมาจนขาดสติ ในเมื่อเวลานี้ซ่งหย่วนโตแล้ว เขามีสิทธิ์ที่จะรู้ภูมิหลังครอบครัวของบิดา
“เธอได้ยินเื่นี้มาจากเจี่ยซีบ้างแล้วสินะ ถ้าอย่างนั้นเธอลองเดาดูสิว่าเราสามคนรู้จักกันได้ยังไง” เฟิ่งฟานยิ้ม
“ผมเดาไม่ถูกหรอกครับ แต่ก็พอจะรู้มาบ้างว่าคุณน้าเจี่ยซี เอ่อ...” ซ่งหย่วนไม่กล้าพูด
“เธอกำลังจะบอกว่าเจี่ยซีแอบชอบคุณพ่อของเธอใช่ไหม” เฟิ่งฟานหมุนแก้วเหล้าในมือ “เราสามคนเป็เพื่อนสนิทที่เติบโตมาด้วยกัน พี่เฉียงกับซีซีมีสัญญาหมั้นหมายของสองครอบครัว เพียงแต่พี่เฉียงมองซีซีเป็น้องสาวมาตลอด เขาจึงปฏิเสธการแต่งงาน แน่นอนว่าคุณปู่กับคุณย่าซ่งต่างก็คัดค้าน ส่วนซีซีเองก็ไม่ยอมรับ เพราะเธอคิดมาตลอดว่าเ้าบ่าวของเธอต้องเป็พี่เฉียงเท่านั้น
เมื่อรู้ว่าพี่เฉียงปฏิเสธและไม่ยอมแต่งงานกับเธออยู่ท่าเดียว ซีซีอาศัยว่าครอบครัวเจี่ยมีสถานะทางสังคมที่เหนือกว่ามาบังคับให้พี่เฉียงต้องแต่งงานกับเธอให้ได้ ส่วนครอบครัวซ่งก็ยึดมั่นกับคำสั่งเสียของบรรพบุรุษ ในอดีตผู้าุโของตระกูลซ่งกับตระกูลเจี่ยตกลงกันไว้ว่าจะต้องให้ลูกหลานของพวกเขาได้เกี่ยวดองด้วยการแต่งงาน แต่น่าเสียดายที่ผ่านมาแล้วถึงสามรุ่น แต่ทั้งสองตระกูลกลับไม่ประสบความสำเร็จในเื่นี้เลยสักครั้ง
จนมาถึงรุ่นของพี่เฉียงกับซีซี เมื่อผู้าุโเห็นว่าซีซีมีใจให้พี่เฉียง พวกเขาที่อายุมากและยังยึดถือความคิดแบบเดิมคือเมื่อชายหญิงแต่งงานและอยู่กินด้วยกันแล้ว อีกไม่นานทั้งคู่ก็จะรักกันไปเอง คุณปู่ซ่งจึงบังคับให้พี่เฉียงต้องแต่งกับซีซีให้ได้
นั่นเป็สาเหตุให้พี่เฉียงลงชื่อเพื่อมาใช้ชีวิตในชนบท โดยที่ตระกูลซ่งไม่รู้เื่นี้ มีเพียงฉันที่รู้ เพราะพี่ซ่งเคยช่วยชีวิตฉันไว้ ฉันจึงขอติดตามเขามาใช้ชีวิตอยู่ที่ชนบทด้วยกัน แต่ก็เป็เพราะความใจอ่อนของฉัน ฉันจึงเอาเื่ที่ฉันกับพี่เฉียงกำลังจะเดินทางมาชนบทไปเล่าให้ซีซีฟัง ซีซีจึงตามเรามาอยู่ที่ชนบทด้วยอีกคน
โชคร้ายที่ระหว่างทาง รถยนต์ที่เรานั่งมาประสบอุบัติเหตุ พี่เฉียงช่วยชีวิตฉันกับซีซีไว้อีกครั้ง อุบัติเหตุครั้งนั้นทำให้พี่เฉียงแกล้งความจำเสื่อม ฉันเคยทำผิดกับเขามาแล้วครั้งหนึ่ง ครั้งนี้ฉันจึงไม่ได้บอกเื่ที่เขาแกลังความจำเสื่อมให้ใครรู้ แม้แต่ซีซีฉันก็ไม่ได้บอก
หลังจากนั้นพี่เฉียงก็ใช้ชีวิตในฐานะคนความจำเสื่อมมาตลอด จนเขาได้พบกับพี่สะใภ้และได้แต่งงานกับเธอ ซีซีตั้งใจจะทำลายชีวิตคู่ของพวกเขา พี่เฉียงจึงไม่แกล้งความจำเสื่อมต่อหน้าซีซีอีก เขายังได้ยื่นคำขาดว่าถ้ายังเห็นซีซีไปรบกวนภรรยาของเขา เขาจะะโหน้าผาแล้วหายไปจากโลกนี้”
“ถ้าอย่างนั้นเื่ที่พ่อของผมไปเก็บสมุนไพรแล้วพลัดตกหน้าผา...” ซ่งหย่วนถามเสียงสั่น
“การเสียชีวิตของพี่เฉียงครั้งนั้นเป็อุบัติเหตุจริงๆ แต่ซีซีคิดว่าพี่เฉียงตั้งใจทำร้ายตัวเองเพราะเธอเป็ต้นเหตุ” เฟิ่งฟานยิ้มเศร้า “พวกเธออย่าเข้าใจว่าหลังจากนั้นซีซียังใช้ชีวิตได้เป็ปกติเชียว เพราะั้แ่พี่เฉียงจากไป เธอก็มีชีวิตอยู่กับความรู้สึกผิดมาตลอด”
“ตระกูลเจี่ยกับตระกูลซ่งมีอิทธิพลต่อกันมากขนาดนั้นเลยเหรอครับ” ซ่งหย่วนถามอย่างใจเย็น แม้ในใจเขาจะโกรธมากที่พ่อของเขาถูกครอบครัวบีบบังคับ รวมถึงคุณน้าเจี่ยซีคนนั้นที่ไม่ยอมรับความจริงและไม่ยอมเข้าใจอะไรเลย จนทำให้พ่อของเขาต้องแกล้งความจำเสื่อมและถูกชาวบ้านเรียกว่าไอ้บ้าอยู่ตั้งหลายปี
“ครอบครัวเจี่ยเป็ครอบครัวทหารผ่านศึกที่ได้รับการยกย่อง ส่วนครอบครัวซ่งเป็ตระกูลแพทย์แผนจีนที่มีชื่อเสียง พี่เฉียงเรียนวิชาฝังเข็มของตระกูลสำเร็จั้แ่อายุได้สิบห้าปี แต่น่าเสียดายที่เขาเอาความรู้ของตัวเองออกมาใช้ไม่ได้” เฟิ่งฟานพูดอย่างเสียดาย
“เป็เพราะพ่อของผมต้องแกล้งความจำเสื่อมใช่ไหมล่ะครับ ก็จะมีใครยอมมารักษาอาการป่วยจากคนบ้ากันล่ะ” ซ่งหย่วนยิ้มเยาะ “แต่อาจารย์รู้ไหมครับ ถึงแม้ตอนนั้นผมยังเด็กมาก แต่ผมก็จำได้ว่าพ่อเอาแต่นั่งเหม่อเวลาที่เขาเห็นเข็มเย็บผ้าของแม่ ที่แท้เขาไม่ได้กลัวของแหลมเหมือนอย่างที่ผมกับแม่เข้าใจ แต่เขากำลังคิดถึงวิชาแพทย์ของเขาต่างหาก”
“หลายปีมานี้ปู่กับย่าของเธอรู้สึกผิดกับพี่เฉียงมาก พวกเขาพยายามตามหาพี่เฉียงมาจนถึงทุกวันนี้” เฟิ่งฟานจ้องซ่งหย่วน “ฉันไม่ได้บอกพวกเขาเื่ที่พี่เฉียงจากไป และฉันก็ไม่เคยบอกใครเื่การมีอยู่ของเธอกับอาเจ๋อ”
“อาจารย์ทำถูกแล้วครับ ครอบครัวใจดำแบบนั้นผมไม่อยากนับญาติด้วยหรอก” ซ่งหย่วนพูดอย่างไม่พอใจ “ผมไม่ได้ต่อต้านหรือคัดค้านกับคำสั่งเสียของบรรพบุรุษ แต่ในเมื่อพวกเขารู้ว่าเื่สำคัญอย่างการแต่งงานมันบังคับใจกันไม่ได้ แล้วทำไมพวกเขายังต้องมากดดันพ่อของผม ไม่ใช่ว่าก่อนหน้านั้นก็ล้มเหลวมาสามรุ่นแล้วเหรอครับ ถ้าในรุ่นของพ่อผมจะล้มเหลวอีกสักครั้งมันจะเป็ไรไป รอไปอีกหน่อยผมเชื่อว่าต้องมีสักรุ่นที่ทั้งสองตระกูลจะสมหวัง แต่พวกเขากลับรอไม่ได้จนมาบีบบังคับพ่อของผม”
“อาหย่วน!” จูเสี่ยวลี่บีบมือสามีอย่างให้กำลังใจ “คุณใจเย็นก่อนนะคะ เื่มันผ่านมานานแล้ว เราปล่อยมันไปเถอะค่ะ อีกอย่างเรากับพวกเขาไม่มีโอกาสได้เจอกันอยู่แล้ว คุณไม่จำเป็ต้องเก็บเื่ของพวกเขามาเป็อารมณ์หรอกค่ะ”
“แต่ถ้ามีการรื้อระบบการสอบเข้ามหาวิทยาลัยขึ้นมาแล้วพวกเธอสอบติดคณะแพทย์ที่เมืองหลวงได้ บางทีพวกเธออาจจะต้องได้เจอกับ...เอ่อ...คนตระกูลซ่งก็ได้นะ” เฟิ่งฟานพูดอย่างไม่มั่นใจ “คุณลุงของเธอเป็ศัลยแพทย์ที่มีชื่อเสียง ฉันได้ยินมาว่าเขาได้รับเชิญให้ไปเป็อาจารย์พิเศษที่คณะแพทย์ในเมืองหลวงด้วย”
“ถ้าผมไม่ไปสอบ ผมก็ไม่ต้องเจอกับพวกเขาใช่ไหมครับ”
“เธออย่าเพิ่งตัดสินใจอย่างนั้นสิ เื่สอบมันเป็อนาคตของเธอเลยนะ” เฟิ่งฟานรีบโน้มน้าว เขากลัวว่าการด่วนตัดสินใจจะทำให้ซ่งหย่วนทำลายอนาคตของตัวเอง “ถ้าเธอไม่คิดถึงอนาคตของตัวเอง เธอต้องคิดถึงอนาคตของเสี่ยวลี่ด้วยสิ เธอลืมไปแล้วเหรอว่าความฝันของเสี่ยวลี่คือการได้เป็หมอเหมือนกับเธอ”
ซ่งหย่วนรีบหันไปมองภรรยา “คุณก็ฝันว่าอยากจะเป็หมอเหมือนกันเหรอ แล้วทำไมคุณไม่เคยบอกผมเลยล่ะ”
จูเสี่ยวลี่ไม่คิดว่าอาจารย์จะพูดเื่นี้ขึ้นมา เพราะแม้แต่เธอยังจำเื่ในวัยเด็กของตัวเองไม่ได้ อีกทั้งชีวิตการแต่งงานของเธอกับสามีใน่แรกก็ไม่ได้ราบรื่น แล้วเธอจะเอาเวลาที่ไหนไปเล่าเื่อาชีพในฝันให้สามีฟัง
“เป็แค่อาชีพในฝันที่ฉันเคยพูดไว้เมื่อตอนเด็กเท่านั้นเอง ฉันลืมมันไปแล้วด้วยซ้ำ แต่ไม่คิดว่าอาจารย์จะยังจำได้” จูเสี่ยวลี่จับมือสามี “อาหย่วน ความฝันของฉันจะเป็ยังไงก็ไม่สำคัญ เพราะเื่สำคัญที่สุดของฉันคือคุณ ถ้าคุณไม่อยากสอบเข้ามหาวิทยาลัยแล้วเราก็ไม่ต้องสอบ เราใช้ชีวิตอยู่ในหมู่บ้านเหมือนเดิมก็ได้”
“จูเสี่ยวลี่! นั่นมันอนาคตของพวกเธอนะ ทำไมเธอไม่โน้มน้าวแต่เธอกลับไปสนับสนุนให้เขาเลิกทำตามความฝันของตัวเองเสียได้” เฟิ่งฟานะโเสียงดังอย่างไม่เห็นด้วย “พวกเธอลองคิดดูว่าถ้าพวกเธอสอบเรียนหมอได้ พ่อกับแม่ของพวกเธอจะภูมิใจขนาดไหน”
“อาจารย์คะ อาจารย์ก็รู้อยู่แล้วว่าอาหย่วนกับอาเจ๋อเติบโตมายังไง แม่สามีของฉันเลี้ยงดูพวกเขามาอย่างลำบากขนาดไหน แม้คุณปู่คุณย่าจะรู้สึกผิด แต่มันก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเื่ของพ่อสามีเกิดมาจากความเห็นแก่ตัวของพวกเขา ถ้าการที่เราสองคนไปเรียนที่เมืองหลวงแล้วต้องไปนับญาติกับคนที่เคยทำร้ายพ่อสามี ฉันยอมละทิ้งความฝันแล้วใช้ชีวิตอยู่ในชนบทไปจนตายดีกว่าค่ะ เพราะฉันไม่รู้ว่าในอนาคตพวกเขายังจะมีความคิดเื่การแต่งงานระหว่างตระกูลเกิดขึ้นอีกหรือเปล่า ฉันไม่อยากให้พวกเขามาทำลายอนาคตของอาหย่วนกับอาเจ๋อเหมือนอย่างที่พ่อสามีเคยถูกกระทำ”
“ขอบคุณนะลี่ลี่ที่คุณเข้าใจผม” ซ่งหย่วนบีบมือภรรยา
“เอาเถอะ ตอนนี้เรายังไม่รู้ว่าการสอบเข้ามหาวิทยาลัยจะจัดขึ้นตอนไหน ฉันจะยังไม่พูดเื่นี้กับพวกเธออีก แต่เื่ของซีซี พวกเธอพอจะให้อภัยหล่อนได้ไหม” เฟิ่งฟานถามอย่างไม่มั่นใจนัก อย่างไรก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเื่ของซ่งเฉียง เจี่ยซีเองก็มีส่วนผิด
“มันก็อยู่ที่ว่าคุณน้าเจี่ยซีสำนึกในความผิดของตัวเองได้จริงหรือเปล่า และเธอมีความกล้าพอที่จะมาขอโทษแม่ของผมต่อหน้าไหม” เป็เพราะอารมณ์โกรธ ซ่งหย่วนจึงพูดถึงเจี่ยซีด้วยน้ำเสียงไม่ค่อยดีนัก
สามวันหลังจากนั้น เฟิ่งฟานได้พาเจี่ยซีมาขอโทษแม่ซ่งกับเื่ในอดีต และเขายังได้เล่าเื่ของตระกูลซ่งให้แม่ซ่งและซ่งเจ๋อรู้อย่างละเอียด เหมือนก่อนหน้านี้ที่เขาได้เล่าเื่ของตระกูลซ่งให้ซ่งหย่วนและจูเสี่ยวลี่ฟังมาแล้ว
หลังจากได้ฟังเื่ราวทั้งหมด แม่ซ่งไม่ได้เสียใจและเธอยังทำให้ทุกคนต้องประหลาดใจอีกด้วย โดยเฉพาะซ่งหย่วนและซ่งเจ๋อ เพราะแม่ซ่งบอกว่าเธอไม่ได้รู้สึกโกรธหรือเกลียดเจี่ยซี รวมถึงคนตระกูลซ่งแม้แต่น้อย
เธอให้เหตุผลว่าหากซ่งเฉียงไม่ถูกบังคับให้แต่งงาน เขาก็คงจะไม่หนีมาอยู่ที่ชนบท เขากับเธอก็จะไม่มีโอกาสได้รู้จักและรักกัน ดังนั้นนอกจากจะไม่เกลียดแล้ว แม่ซ่งยังขอบคุณทุกคนที่ทำให้เธอกับสามีได้มาพบรักและมีลูกชายที่เป็พยานรักด้วยกันถึงสองคน