ตอนที่ 20 หลินซื่อปกป้องบุตรสาว (2)
คนแรกที่โกรธคือเถียนจยาเล่อ ไฉ่เวยชิงเอาหมั่นโถวข้าวโพดไปหมดแล้วหม่าซื่อภรรยาของเขาจะกินอะไร
ตั้งแต่หม่าซื่อแต่งงานเข้าตระกูลเถียนของพวกเขานางไม่เคยท้องหิว แม้ว่านางจะมีรูปร่างเตี้ย แต่ก็ผอมเพรียวและผิวขาวนวล นางเคยเป็นเด็กสาวในเมือง ไม่เคยต้องทนทุกข์กับความยากลำบากเลย จะปล่อยให้ท้องหิวได้อย่างไร
เถียนจยาเล่อชี้หน้าเถียนไฉ่เวยพร้อมข่มขู่อย่างดุร้าย “วางชามลงเดี๋ยวนี้ ไม่เช่นนั้นข้าจะตีเจ้าให้ตาย!”
เถียนจยาผิงมองทางนั้นทีทางนี้ทีเหมือนจะพูดอะไรบางอย่าง ทว่าไม่ได้พูด
ทันทีที่หลินซื่อได้ยินคำพูดนี้ สัญชาตญาณความเป็นแม่ก็บังเกิด ครั้งก่อนบุตรสาวคนโตถูกทุบตีจนสลบและตายไปขณะที่นางกำลังทำงานอยู่ในทุ่งนา กว่าจะได้รับจดหมายแล้วรีบกลับมาก็สายเกินไปแล้ว โชคดีที่ต่อมาบุตรสาวคนโตฟื้นคืนชีพขึ้นมาอีกครั้ง มิเช่นนั้นไม่ช้าก็เร็วนางคงตรอมใจตายเพราะความรู้สึกผิด
ตอนนี้มาได้ยินว่าเถียนจยาเล่อจะทุบตีไฉ่เวยให้ตาย นางจึงไม่สนใจอะไรอีกแล้ว ในสมองมีเพียงความคิดเดียว นั่นคือต้องปกป้องบุตรของตัวเองไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็ตาม
นางก้าวนำสองก้าวขึ้นไปขวางหน้าไฉ่เวย และพูดกับเถียนจยาเล่อด้วยสีหน้าที่ปราศจากความกลัว “ตีสิ! เจ้ารีบมาตีที่ท้องของข้าเลย! อย่างไรพวกเจ้าตระกูลเถียนก็ไม่ดูดำดูดีบุตรสาวที่ข้าให้กำเนิดมาเพื่อตระกูลเถียนอยู่แล้ว เช่นนั้นก็ทุบตีข้ากับบุตรในครรภ์ของข้าให้ตายก่อน แล้วค่อยทุบตีบุตรสาวทั้งสองของข้าให้ตาย พวกเราแม่ลูกจะได้อยู่ด้วยกันในปรโลก ดีกว่าอยู่ในตระกูลเถียนของพวกเจ้า!” เมื่อพูดจบน้ำตาแห่งความเจ็บใจก็หลั่งริน
เถียนไฉ่เวยรู้สึกประหลาดใจมาก ขณะเดียวกันก็รู้สึกดีใจที่ในที่สุดหลินซื่อก็เริ่มลุกขึ้นสู้ นางยังคิดอยู่เลยว่าตัวเองคงต้องต่อสู้กับคนตระกูลเถียนเพียงลำพัง
นางก้าวขึ้นไปยืนเคียงบ่าเคียงไหล่กับหลินซื่อ เสี่ยวหม่านที่ตัวสั่นเทาอยู่ตลอดก็ก้าวขึ้นไปยืนเรียงแถวกับมารดาและพี่สาวด้วยอีกคน แม้ว่านางจะกลัวมากจนแทบเป็นลม แต่ก็พยายามยืนหยัดไม่ปล่อยให้ตัวเองล้มลงไป
ไฉ่เวยยิ้มเล็กน้อยราวกับสายลมพัดผ่านดอกไม้ นางเรียกชื่อเถียนจยาเล่ออย่างสงบเยือกเย็น “เถียนจยาเล่อ แม้ท่านจะลงมือกับพวกเราจนตาย ท่านก็ต้องลิ้มรสชะตากรรมเช่นกัน ทุกคนในหมู่บ้านต่างก็รู้เรื่องที่พวกท่านตระกูลเถียนทารุณพวกเราแม่ลูก ถ้าจู่ๆ พวกเราเกิดตายกะทันหัน ต้องมีคนแจ้งความกับทางการแน่นอน ดูซิว่าถึงเวลานั้นพวกท่านตระกูลเถียนจะมีใครรอดพ้นการมีส่วนเกี่ยวข้องไปได้”
รอยยิ้มบนใบหน้าของเถียนไฉ่เวยนั้นงดงามยิ่งนัก แต่คนตระกูลเถียนกลับรับรู้ถึงความกดดันอย่างน่าหวาดหวั่น และรู้สึกว่าถูกควบคุมกดขี่ไปชั่วขณะหนึ่ง
หมัดที่เถียนจยาเล่อยกขึ้นหยุดกลางอากาศ ก่อนจะลดลงด้วยความหงุดหงิด
เถียนไฉ่เวยพูดกับหลินซื่อและเสี่ยวหม่านว่า “หมดเรื่องแล้ว เราไปนั่งกินตรงมุมห้องกัน”
นางพูดพลางกุมมือเสี่ยวหม่านเดินไปนั่งลงที่มุมห้อง
เมื่อครู่เสี่ยวหม่านหวาดกลัวมากจนใจตกไปที่ตาตุ่ม พอถูกไฉ่เวยกุมมือเช่นนี้ ถึงได้รู้สึกว่าตัวเองกลับมามีชีวิตอีกครั้ง แม้หัวใจยังเต้นแรงแต่ก็ไม่กลัวสิ่งใดอีก
หลินซื่อปาดน้ำตาแล้วตามบุตรสาวทั้งสองไปนั่งลงตรงมุมห้อง
เว่ยซื่อจ้องหลินซื่อสามแม่ลูกตาเขม็งอย่างไม่ยอมแพ้ แล้วด่าทออย่างร้ายกาจ “กินไปเลย! กินให้สำลักตายเสียเจ้าพวกคนชั้นต่ำ!”
ไฉ่เวยมองเว่ยซื่อยิ้มๆ จนดวงตาหยีโค้ง แต่สายตากลับมีแววเยาะเย้ยที่ทำให้คนรับไม่ได้ “สิ่งที่ท่านย่าพูด ท่านปู่กับท่านย่ายังไม่ตายกันเลย แล้วพวกข้าจะกล้าลงหลุมอย่างสงบสุขได้อย่างไร คนหัวขาวส่งคนหัวดำ[1]คงทำให้คนนอกมองว่าพวกข้าอกตัญญูนะเจ้าคะ”
เดิมทีเว่ยซื่ออยากระบายอารมณ์โกรธ แต่กลับถูกปากคอเราะรายของไฉ่เวยกัดเข้าจนต้องสำลัก หาที่ระบายความโกรธไม่ได้ ซ้ำยังเพิ่มสิ่งอุดตันเข้ามาใหม่ จะให้เถียงสู้ไฉ่เวยก็ไม่ได้อีก ทำให้ความโกรธนั้นทบเท่าทวีคูณ ต่อให้เป็นหมั่นโถวแป้งขาวดีๆ แค่ไหนก็กินไม่ลง
ผู้เฒ่าเถียนจงใจปล่อยให้เว่ยซื่อโวยวายอย่างเปล่าประโยชน์ซ้ำแล้วซ้ำเล่ามาตลอด เมื่อเห็นว่าหาข้อได้เปรียบอะไรไม่ได้ ก็ทำหน้าตึงพูดด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า “กินข้าว!”
และแล้วทั้งครอบครัวก็ก้มหน้าก้มตากินข้าว
เชิงอรรถ
^ ในที่นี้หมายถึงผู้อาวุโสที่ควรจะจากไปก่อน กลับต้องมาส่งศพผู้เยาว์ที่เสียชีวิตก่อนวัยอันควร