สายลมยามค่ำคืนพัดพากลิ่นอับชื้นและคาวเืจางๆ มาจากทิศเบื้องหน้า เยี่ยฉินยืนอยู่บนเนินเขาเตี้ยๆ จ้องมองไปยังหุบเขาเบื้องล่างที่ซึ่งแสงไฟตะเกียงสลัวๆ นับพันดวงระยิบระยับอยู่ท่ามกลางม่านหมอกสีเทาหนาทึบ ที่นั่นคือ "นครไร้ใจ" สถานที่ที่กฎหมายของอาณาจักรเอื้อมไม่ถึง และเป็์ของเหล่านักล่าค่าหัว พ่อค้าของเถื่อน และผู้ฝึกตนวิถีมารที่ถูกเนรเทศ
‘ห้าร้อยปีผ่านไป กลิ่นสาบของความโลภในที่แห่งนี้ยังคงเข้มข้นเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน’ เยี่ยฉินกระชับหมวกงอบบนศีรษะ ปรับลมปราณให้ดูเหมือนผู้ฝึกตนพเนจรระดับต่ำอีกครั้ง ก่อนจะก้าวเดินลงสู่หุบเขา
หน้าทางเข้านครไร้ใจไม่มีกำแพงสูงใหญ่เหมือนเมืองหลวง มีเพียงเสาหินผุพังสองต้นที่มีหัวกะโหลกอสูรประดับไว้ ทหารยามที่เฝ้าอยู่ไม่ใช่ทหารของทางการ แต่เป็เหล่านักสู้รับจ้างที่มีรอยแผลเป็เต็มใบหน้า
"ค่าธรรมเนียมเข้าเมือง ศิลาจิตภูต 2 ก้อน หรือนิ้วมือข้างหนึ่งของเ้า!" ยามร่างั์คำรามพลางขวางทางเยี่ยฉิน
เยี่ยฉินไม่ได้เอ่ยคำใด เขาล้วงเอาศิลาจิตภูตคุณภาพต่ำที่ "ปล้น" มาจากศพทหารด่านตรวจก่อนหน้านี้ส่งให้ยามอย่างนิ่งเฉย สายตาของเขาหลบต่ำทำทีเป็หวาดกลัว ซึ่งเป็บุคลิกที่ทำให้เขาดู "เคี้ยวง่าย" ในสายตาของพวกนักเลง
"หึ... ไอ้หนูหน้าจืด พยายามรักษาชีวิตให้พ้นคืนนี้ล่ะกันนะ" ยามหัวเราะเยาะพลางหลีกทางให้
เยี่ยฉินเดินผ่านเข้าไปในตัวเมือง ถนนหนทางลาดด้วยหินที่โชกไปด้วยคราบน้ำสกปรก สองข้างทางเต็มไปด้วยโรงเหล้า บ่อนพนัน และกรงเหล็กที่ขังมนุษย์ไว้ข้างในเพื่อรอการประมูล
เป้าหมายของเยี่ยฉินคือ "หอประมูลจันทร์ดับ" สถานที่ที่เป็ศูนย์กลางข้อมูลและความมืดมิดที่สุดของนครแห่งนี้ ในขณะที่เขากำลังเดินผ่านตรอกแคบๆ เขาเห็นกลุ่มชายฉกรรจ์กำลังลากจูงโซ่ตรวนที่มีหญิงสาวและเด็กชายนับสิบคนเดินตามด้วยสภาพบอบช้ำ
"เร็วเข้า! ถ้าพวกเ้าเดินช้าจนพลาดรอบประมูล ข้าจะถลกหนังพวกเ้าทำกระเป๋า!" ชายผู้คุมทาสตะคอก
เยี่ยฉินหยุดยืนดูครู่หนึ่ง แววตาของเขาไม่ได้มีความสงสาร แต่เขากำลังสังเกต "ปราณ" ที่ไหลเวียนอยู่ในตัวทาสเ่าั้ ทันใดนั้น สายตาของเขาไปสะดุดเข้ากับเด็กชายตัวเล็กๆ คนหนึ่งที่มีผิวพรรณซีดเซียวแต่ดวงตากลับทอประกายสีม่วงจางๆ
‘นั่นมัน... กายาเนตริญญา?’ เยี่ยฉินหรี่ตาลง ‘แม้จะยังไม่ตื่นขึ้นอย่างสมบูรณ์ แต่ถ้าได้รับการกระตุ้นด้วยพลังชีวิตของข้า เด็กคนนี้จะเป็ "ภาชนะ" ชั้นยอดในการเก็บซ่อนความลับหรือใช้เป็เครื่องมือตรวจจับสมบัติ’
ในโลกของผู้ฝึกตน ทาสที่มีพร์พิเศษมักจะถูกซื้อไปเพื่อเป็ "เตาหลอมมนุษย์" หรือใช้สังเวยเพื่อฝึกวิชามาร เยี่ยฉินตัดสินใจในทันทีว่าเด็กคนนี้ต้องเป็ของเขา ไม่ใช่ด้วยความเมตตา แต่เพราะ "ผลประโยชน์"
เยี่ยฉินเดินเข้าไปขวางหน้ากลุ่มทาสนั้นทันที
"หยุดก่อนท่านผู้คุม" เยี่ยฉินแสร้งทำเสียงสั่น "ข้ากำลังมองหาคนรับใช้ไปช่วยงานในเหมืองร้างทางทิศใต้ เด็กคนนั้น... ข้าสนใจจะซื้อเขา"
ผู้คุมทาสหยุดเดินและกวาดสายตามองเยี่ยฉินอย่างเหยียดหยาม "เด็กคนนี้รึ? มันดูอ่อนแอจะตายไป เ้าแน่ใจนะว่ามันจะทำงานไหว? ราคาของมันคือศิลาจิตภูตระดับกลาง 1 ก้อน ห้ามต่อรอง!"
ศิลาจิตภูตระดับกลางนั้นถือว่าสูงมากสำหรับทาสเด็กคนหนึ่ง แต่เยี่ยฉินรู้ดีว่ามูลค่าที่แท้จริงของกายาเนตริญญานั้นประเมินค่าไม่ได้ เขาหยิบศิลาระดับกลางที่ "ยึด" มาจากเยี่ยฟานออกมาหนึ่งก้อนแล้วโยนให้ผู้คุม
"ตกลง ข้าจะรับมันไป"
ผู้คุมทาสรับหินไปพลางขบเคี้ยวเพื่อเช็คของแท้ ก่อนจะสะบัดโซ่ปลดปล่อยเด็กชายออกมา "เอาไปสิ! ของเสียๆ แบบนี้ขายได้ราคานี้ถือว่าโชคดีของข้าแล้ว"
เยี่ยฉินลากคอเด็กชายเข้าไปในมุมมืดของตรอก เด็กน้อยสั่นเทาด้วยความกลัว จ้องมองเยี่ยฉินด้วยดวงตาสีม่วงที่เริ่มคลอไปด้วยน้ำตา
"ท่าน... ท่านจะฆ่าข้าไหม?" เด็กชายถามเสียงเบา
เยี่ยฉินย่อตัวลง จ้องลึกเข้าไปในดวงตานั้น "ข้าจะไม่ฆ่าเ้าหากเ้ามีประโยชน์ แต่ข้าจะทำให้เ้าปรารถนาความตายหากเ้าคิดทรยศ"
เยี่ยฉินใช้นิ้วหัวแม่มือที่อาบด้วย ปราณอนธการกาลชีวิต ป้ายลงบนหน้าผากของเด็กชาย ทันใดนั้น ตราประทับรูปนาฬิกาทรายสีดำปรากฏขึ้นและซึมเข้าสู่ิั
"ข้าได้ประทับ 'สัญญาชีวิน' ไว้ในิญญาของเ้าแล้ว ั้แ่นี้ไป ชีวิตของเ้าเป็ของข้า กาลเวลาของเ้าจะเดินตามจังหวะหัวใจของข้า... เ้าชื่ออะไร?"
"ขะ... ข้าไม่มีชื่อ"
"งั้นั้แ่นี้ไป เ้าชื่อ 'มู่หย่ง' (เงามืดที่ยั่งยืน) จงตามข้ามา และอย่าได้เอ่ยปากถามในสิ่งที่ข้าไม่ได้สั่ง"
เยี่ยฉินพามู่หย่งมุ่งหน้าไปยังหอประมูลจันทร์ดับ ที่นั่นมีการรักษาความปลอดภัยเข้มงวดกว่าข้างนอกหลายเท่า ผู้เข้าประลองทุกคนต้องสวมหน้ากากและชุดคลุมปิดบังตัวตน
ในระหว่างที่รอการเปิดหอประมูล เยี่ยฉินััได้ถึงแรงสั่นะเืในกระเป๋าเสื้อ—มันคือ "ภูตแกนกลางความทรงจำ" ที่เขาััได้ถึงการมีอยู่ของมันภายในหอนั้นจริงๆ
‘มันอยู่ที่นั่น... ชิ้นส่วนที่สามของมรดกจอมมาร’ เยี่ยฉินมองดูแสงสีม่วงที่เริ่มเข้มขึ้นในดวงตาของมู่หย่ง เด็กชายเริ่มมองเห็น "เส้นด้ายพลังงาน" ที่ไหลเวียนอยู่รอบตัวอาคาร
"นายน้อย... ที่นั่นมีกับดัก... มีคนเก่งๆ ซ่อนอยู่ข้างบนเยอะมาก" มู่หย่งกระซิบด้วยความหวาดกลัว
เยี่ยฉินยกมุมปากยิ้มอย่างพึงพอใจ ‘คุ้มค่าจริงๆ ศิลาก้อนเดียวนำมาซึ่งดวงตาที่มองเห็นความตายล่วงหน้า’
เขาก้าวเข้าไปในหอประมูลด้วยความมั่นใจ ศึกครั้งนี้ไม่ได้ใช้เพียงกำลัง แต่ต้องใช้เล่ห์เหลี่ยมในการชิงสมบัติท่ามกลางฝูงสุนัขป่าที่กระหายเื และเยี่ยฉินคือพรานป่าที่ร้ายกาจที่สุดในหมู่พวกมัน
ทรัพยากรที่มีค่าที่สุดในโลกไม่ใช่หินหรือทอง แต่คือ 'คน' ที่ถูกใช้ให้ถูกที่ถูกเวลา จอมมารไม่ได้เดินเพียงลำพังอีกต่อไป แต่เขากำลังสร้างกองทัพเงามื
ดที่จะสั่นะเืปฐีในอนาคตอันใกล้