รุ่งอรุณของวันถัดไปได้มาเยือน แสงตะวันสีทองทอลงมาจากท้องฟ้า บ่งบอกว่าได้เวลาสำหรับการดำเนินชีวิตของวันใหม่แล้ว... และไม่เพียงแค่เป็วันใหม่เท่านั้น... วันนี้มันยังเป็ชีวิตใหม่ของใครบางคนอีกด้วย...
หลินจินเอ๋อ อดีตนางโลมั์ตาคม และสาวใช้หลิวเหมยฮวาที่เพิ่งได้รับการไถ่ตัวจากจอมยุทธ์ที่ยังมิได้แนะนำตัว ได้พากันเก็บข้าวของออกจากหอคณิกา ลิ้มรสอิสรภาพเป็ครั้งแรกในรอบระยะเวลายาวนาน หลังจากที่ทั้งคู่ได้ถูกขายให้กับหอคณิกาแห่งนี้
จอมยุทธ์หนุ่มผู้มีดวงตาดุดันราวกับพยัคฆ์ซึ่งยืนรอที่หน้าหอคณิกามองนางทั้งสอง ที่ถือห่อสัมภาระเดินออกมาจากหอคณิกาด้วยสายตาครุ่นคิด ก่อนจะเอ่ยถามทั้งสองนาง
“หลังจากเป็อิสรภาพแล้วพวกเ้าคิดจะไปที่ไหนกันต่อ? มีที่ให้กลับไปหรือไม่?”
สิ้นคำถามนั้น ทั้งสองนางก็จ้องมองตากันครู่หนึ่ง ก่อนจะส่งสัญญาณบางอย่างให้กันผ่านสายตา แล้วหลินจินเอ๋อก็เป็ฝ่ายเริ่มเอื้อนเอ่ยวาจา
“พวกข้าทั้งสองนั้น มีที่ให้กลับไปก็จริง แต่ในเวลานี้ยังมิอาจกลับไปได้หรอกเ้าค่ะ หากท่านมิรังเกียจ พวกข้าขอติดตามท่าน คอยปรนนิบัติรับใช้ดูแล ยามที่ท่าน้า ในเื่ที่ท่านเห็นสมควรเถิดเ้าค่ะ”
หลังจากหลินจินเอ๋อกล่าวจบ จอมยุทธ์หนุ่มถึงกับนิ่งไปครู่ใหญ่ ราวกับกำลังใช้สมองครุ่นคิด
“ข้าไม่เคยมีผู้ติดตามมาก่อนเสียด้วย มารยาทก็ไม่ค่อยรู้ วางตัวไม่ค่อยถูกเลยเวลาอยู่กับสตรี เดินทางกับข้า อาจจะทำให้พวกเ้าลำบากนะ จะไหวหรือ”
“แม้ลำบากใจเพียงใด แต่พวกข้าก็ได้ใช้ชีวิตเป็ของตนเอง มิต้องจมปลักอยู่กับหอคณิกาแห่งนี้ เพียงเท่านั้นก็ดีมากพอแล้วเ้าค่ะ”
“ข้าไม่ได้หมายถึงเื่ความรู้สึกทางใจ... ข้าหมายถึง... การเดินทางไปกับข้านี่แหละ... ข้าอยู่คนเดียวมาตลอด เวลาจะไปไหนก็ไม่เคยใช้ม้ามาก่อน ที่ผ่านมาข้าใช้แต่วิชาตัวเบา ท่องไปมาระหว่างเมือง ข้ามป่าเขาลำเนาไพร... มีพวกเ้าสองคนติดตามไปด้วย จะใช้วิชาตัวเบาเดินทางมันก็คงลำบาก... หรือพวกเ้าสนใจวิชาเรียนตัวเบาไหม? น่าจะใช้เวลาฝึกพอสมควร... อันดับแรกเริ่มจากลองใส่ชุดถ่วงน้ำหนักสักสิบชั่ง...”
“ไม่ดีกว่าเ้าค่ะ” ทั้งสองนางปฏิเสธทันควัน
“ก็นั่นแหละ! ข้าเลยกำลังครุ่นคิดว่าข้าอาจจะต้องซื้อม้ามาสักตัว แต่ข้าก็ไม่เคยเลี้ยงม้า การเลี้ยงลำบากไหม ค่าใช้จ่ายจะเป็อย่างไร น่าจะเป็ปัญหาอยู่ ข้าเองก็ไม่ค่อยเก่งเื่การเงินเสียด้วย”
คำตอบของเขาทำเอาทั้งสองนางแอบอมยิ้ม เขาดูซื่อและตรงไปตรงมาเกินไป ราวกับไม่เคยใช้ชีวิตในสังคมมนุษย์สักเท่าไร แต่ก็ไม่ใช่เื่แปลกอะไร พวกนางเคยได้ยินมามากแล้ว เกี่ยวกับพวกจอมยุทธ์ที่เอาแต่ฝึกฝนวิชาอยู่ในป่าเขา โดยมิได้ลงมาคบค้าสมาคมกับใครสักเท่าใด หากเขาจะเป็เช่นนั้นก็ไม่ใช่เื่น่าประหลาดใจแต่อย่างใด
“เช่นนั้น ข้าจะกระทำตนให้เป็ประโยชน์ ข้าจะช่วยท่านหาม้า และดูแลม้าของท่านเองเ้าค่ะ ข้าพอมีประสบการณ์เกี่ยวกับม้าอยู่บ้าง” หลิวเหมยฮวากล่าวขึ้น
“เ้ารู้เื่ม้าด้วยงั้นรึ” จอมยุทธ์หนุ่มแสดงท่าทีประหลาดใจ ด้วยปกติแล้วหญิงสาวทั่วไปนั้น ไม่ได้มีความรู้เื่การเลือกม้า เลี้ยงม้า หรือขี่ม้าสักเท่าไร แต่นางกลับเสนอตัวเหมือนมีความรู้เื่นี้และมั่นใจอยู่พอสมควร
“ข้าเคยใช้ชีวิตอยู่บนหลังม้ามาก่อนนะเ้าคะ” นางตอบ ทำเอาเขาต้องลูบคางอย่างครุ่นคิด ก่อนที่หลินจินเอ๋อจะกล่าวเสริม
“ส่วนเื่ค่าใช้จ่ายในการหาซื้อม้า ข้าจะเป็คนออกเอง ข้าพอมีทรัพย์สมบัติติดตัวมาอยู่บ้าง มันน่าจะมีมูลค่ามากพอที่เราจะได้ม้าชั้นดีมาสักตัวสองตัว สำหรับให้พวกเราได้ขี่ระหว่างเดินทาง”
“พวกเ้านี้ดูเข้าขากันดีเหลือเกิน” จอมยุทธ์หนุ่มพูดพลางยิ้ม ให้ทั้งสองนาง แล้วบอกออกมาตรงๆ ไม่เกรงใจ “เมื่อเป็เช่นนี้ ข้าขอบอกพวกเ้าอีกอย่างหนึ่ง... ว่านอกจากจะลำบากในการเดินทางแล้ว... ข้ายังใช้ชีวิตไปกับการแสวงหาและต่อสู้กับศัตรูที่แข็งแกร่ง พวกเ้า มั่นใจใช่ไหม... เื่ที่พวกเ้าจะสามารถเอาตัวรอดได้ ไม่ถ่วงแข้งถ่วงขาข้า”
ทั้งสองนางนิ่งอึ้งไป ก่อนจะมองตากันอยู่ครู่ใหญ่ พวกนางรู้ดีว่าหากจะต้องเจออะไรเหมือนกับเ้าปีศาจเมื่อคืนนั้น พวกนางคงมิอาจทำอะไรได้ และต้องเป็ภาระกับเขาเป็แน่แท้ แล้วเช่นนั้นพวกนางจะติดตามเข้าไปได้จริงๆ งั้นหรือ?
แต่ถ้าหากพวกนางไม่ติดตามเขาไปล่ะก็... พวกนางจะอยู่กันอย่างไรถึงเอาตัวรอดได้จนถึงเวลานั้นที่รอคอยกันนะ?
แต่ไม่ทันที่พวกนางจะได้ตอบอะไร จอมยุทธ์หนุ่มก็หัวเราะออกมา ราวกับเพิ่งคิดอะไรดีๆ ออก
“จะว่าไปแล้ว สมัยก่อนท่านอาจารย์เคยฝึกข้าโดยการให้ใส่ชุดถ่วงน้ำหนักไปพร้อมกับการต่อสู้ ถ้ามีอะไรถ่วงเยอะๆ แล้วล่ะก็ บางทีข้าก็จะได้ฝึกฝนตัวเองเพื่อก้าวข้ามขีดจำกัดเหมือนกัน... แปลว่าข้าก็จะแข็งแกร่งขึ้นไปอีก! เอาเถอะ! เช่นนั้นพวกเ้าก็มากับข้าก็แล้วกัน”
คำพูดของจอมยุทธหนุ่มทำเอาทั้งสองสาว มองหน้ากันเลิ่กลั่ก สรุปแล้วพวกนางเป็ตัวภาระของเขางั้นหรือ.... แต่จะทำอย่างไรได้ พวกนางไม่มีทางเลือกอื่นแล้วนี่นะ... ในเมื่อที่ที่ให้กลับ ยังไม่พร้อมให้กลับไป ตอนนี้พวกนางก็คงจะต้องติดตามเขาไปก่อน
“ว่าแต่ท่านผู้มีพระคุณ ท่านมีชื่อเสียงเรียงนามว่าอะไรหรือ?”
“อ้อ จะว่าไปยังไม่ได้แนะนำตัวเลยสินะ นามของข้า คือ หลี่ไป๋หู่”
“ส่วนข้า มีนามว่า หลินจินเอ๋อ” นางกล่าวจบก็ผายมือไปทางนางสาวใช้ “และนางผู้นี้ มีนามว่าหลิวเหมยฮวา”
“เอาเถอะไม่ต้องมากพิธีหรอก เราออกจากหอคณิกานี้เถอะ... เป้าหมายแรกของพวกเรา ก็น่าจะเป็ ที่ที่มันมีม้าขายสินะ... คงต้องรบกวนพวกเ้าเลือกม้าให้แล้วล่ะ ไปกันเถอะ!”
หลี่ไป๋หู่กล่าวพลางเดินนำหน้านางทั้งสอง หลินจินเอ๋อเดินตาม ส่วนหลิวเหมยฮวาเดินปิดท้าย มุ่งสู่การผจญภัยครั้งใหม่ ที่เกี่ยวพันกับความสัมพันธ์ และอนาคต ของพวกเขาทั้งสาม..