บทที่ 2
วันเวลาได้ล่วงเลยมาถึงสิบแปดปีเศษ เด็กทารกเพศหญิงในวันนั้น กลับโตขึ้นเข้าช่วงวัยสาวในวันนี้ ธิดาของจวนโหวก็มีอายุอานามได้สิบเก้าปีบริบูรณ์
“โถ่… คุณหนูเสี่ยวเสี้ยวของแม่”
ร่างกายที่โตเต็มที่มีความงดงามของหญิงสาว สมเป็นกุลสตรีผู้กำเนิดมาจากสกุลสูงส่ง แต่มันก็ตรงกันข้าม กับนางบ่าวที่ได้แอบมองลูกสาวอยู่ทางฝั่งพุ่มไม้ ซึ่งเวลาได้ล่วงเลยไปอย่างแร้นแค้น ได้นำพาความแก่ชราเข้ามายังสังขาร
ผิงผิงนางจึงดูคล้ายคนแก่ ที่มีผิวพรรณดำด้าน แผ่นหลังเริ่มขดงองุ้ม แถมผมขาวแซมขึ้นสลับดำเกือบทั่วทั้งศีรษะ มือและเท้าแตกเป็นริ้วริ้วจากการทำงานหนัก
และนางบ่าวผิงผิงไม่เคยได้รับข่าวคราวใดๆ จากทางบ้านของตนเองเลย นับตั้งแต่เตียนฟู่ที่เป็นพี่ชายตนมาขอเงิน สมัยที่นางยังอยู่ในตำแหน่งอนุของท่านโหว ได้หายสาบสูญเหมือนล้มหายตายจากกันไปแล้ว นางจึงปลงจิตต่อชีวิตของตัวเอง ปล่อยให้ชะตากรรมจะซัดจัดสรร ให้เป็นแบบไหน และต้องเป็นแบบใด แต่มีสิ่งหนึ่งซึ่งช่วยให้อารมณ์แจ่มชื่นก็คือลูกสาวคนโตที่อยู่กับฮูหยินใหญ่ และธิดาของท่านโหวผู้นี้คือเลือดในอกที่แท้จริงของนาง
แต่ความสาวสะพรั่งของลูกสาวคนโต มันดึงดูดดเย้ายวนใจของหนุ่มๆ มากหน้าหลายตาที่ติดต่อผ่านทางฮูหยินรอง
“เสี่ยวเสี้ยวแม่รองกล้าการันตรีได้นะว่าฟงเจิงเหมาะสมกับเจ้า”
“แต่เสี่ยวเสี้ยวยังไม่เคยเจอท่านผู้นั้นเลยนะเจ้าคะ”
หญิงสาว
“งั้นเอางี้แม่รองของเจ้าจะนัดให้เจ้ากับฟงเจิงมาพบกันดีไหม”
“ตะแต่ท่านพ่อกับท่านแม่จะตำหนิข้าหรือไม่เจ้าคะ”
“เรื่องนี้มีแค่เจ้ากับข้าเท่านั้นที่รู้”
“…..”
“เอาน่าเสี่ยวเสี้ยวเดี๋ยวแม่ผู้นี้จะดูแลเจ้าเอง อีกสามวันข้าจะพาเจ้าไปพบ ถึงวันนั้นเจ้าแต่งตัวให้งามจนฟงเจิงลืมเจ้ามิลงเลยนะ”
ในคืนที่แสงจันทร์สาดส่องลงมาอย่างสลัว ผิงผิงได้เดินมาแถบทางสวนของเรือนหลังใหญ่เพื่อมาแอบเฝ้ามองดูลูกสาวของตนตามกิจวัตรประจำวัน แต่นางกลับต้องเพ่งจิตเอียงหูฟังผ่านความมืดตรงพุ่มไม้ที่ได้แอบอยู่
“จื่ออี่อีกสามวันเจ้าจะต้องไปล่อคุณหนูเสี่ยวเสี้ยวให้มาทางด้านในตรอกซอยมืดๆ ข้างโรงเตี๊ยม ข้าจะให้ท่านผู้นั้นผิดหวังไม่ได้”
ฮูหยินรองเอ่ยกับอนุที่เป็นญาติผู้น้อง เพื่อให้ทำตามแผนที่ตนได้วางไว้
เมื่อจื่ออี่ได้ยินคำสั่งจากญาติผู้พี่เช่นนั้น นางถึงกับเบิกตาโพลงกว้างพร้อมกับคำถามที่ตั้งขึ้น
“ทะท่านจะเอาถึงตายจริงๆ หรือเจ้าคะ”
หญิงสาวเอ่ยถามขึ้นอย่างตื่นตระหนก สีหน้าและท่าทางของนางแสดงให้ตระหนักถึงความกลัวที่ตนมี แต่นางต้องคลายสีหน้าลงเมื่อได้ยินญาติผู้พี่เอ่ย
“เปล่าข้าจะให้คนที่ข้าหามาให้เป็นเขยท่านโหวตามที่ท่านผู้นั้นได้ตั้งใจต่างหากละ”
เสียงกระซิบกระซาบของนางทั้งสอง ลอดลอยตามสายลมฝ่าความมืดมากระทบหูของผิงผิง นางบ่าวเนื้อตัวดำกร้านเขยิบตัวนั่งยอง ตั้งหน้าตั้งตาฟังคำที่ลอยตามลมมาอย่างขาดหาย
“แต่ถ้าคุณหนูไม่มาละเจ้าคะ”
เสียงหญิงสาว ที่มีตำแหน่งอนุดังแหวขึ้นคัดค้านผู้ที่มีอำนาจใหญ่กว่าตน
“งั้นข้าจะเป็นคนพานางมาเอง”
สายตาคมกริบมองดุไปยังจื่ออี่ สายตาที่น่ากลัวนี้ทำให้นางต้องหลุบสายตาลดลงมองต่ำไปยังพื้นทันที ก่อนที่เสียงของฮูหยินรองเอ่ยดังขึ้นอีกครั้ง
“ไปเจ้าไปบอกให้คนที่นั่นให้รอ อีกสามวันข้าจะพานังคุณหนูตัวดีไปประเคนให้ชายผู้นั้นถึงที่”
เสียงฮูหยินรองพูดอย่างมีเลศนัย ผิงผิงเมื่อได้ฟังแล้วรับรู้ได้ทันทีว่าลูกสาวของตนนั้นกำลังตกอยู่นอันตราย นางตั้งตานับวันรอเพื่อที่จะตามลูกสาวของตนไป
และแล้ววันนี้ก็มาถึง ตะวันตกดินท้องฟ้ามืดสลัว ดวงดาวพร่างพราวระยิบระยับล้อมรอบจันทรา สายลมโชยอ่อนพัดกิ่งไม้ปลิวพลิ้วไหวไปมาเป็นระยะ เสียงฝีเท้าก้าวมายังประตูหน้าห้องนอนของคุณหนูใหญ่
“เสี่ยวเสี้ยว.. ยามซวี่แล้วเราไปได้แล้ว”
เสียงแผ่วเบาของฮูหยินรองกระซิบลอดผ่านช่องประตูห้องนอน เสี่ยวเสี้ยวรีบเดินมาเปิดประตูรับหน้าแม่รองตน
“ข้ากลัวท่านพ่อท่านแม่จะจับได้”
เสียงหวานเอ่ยขึ้นอย่างอิดออด เมื่อฮูหยินรองเห็นดังนั้นจึงขมวดคิ้วเรียวใส่ พร้อมเดินเข้าไปหาเด็กสาวใกล้ๆ
“ข้าบอกแล้วไงว่าแม่รองคนนี้จะปกป้องเจ้าเอง”
หลี่จื้อเอ่ยขึ้นพร้อมสาวเท้าก้าวเข้าหาลูกสาวของท่านโหวหมิงเฟย ก่อนจะใช้มือข้างถนัดลูบเข้าที่ศีรษะเด็กสาวอย่างอ่อนโยน ปากเล็กสีแดงฉาดขยับพูดขึ้นอีกครั้ง เพื่อเกลี้ยกล่อมให้นางไม่วิตก
“และข้าก็มีบางอย่างที่อยากให้เจ้าได้ดูด้วย เป็นสิ่งที่พิเศษสำหรับเจ้าเลย”
หลี่จื้อชายตามองเด็กสาวผู้ไร้เดียงสาอย่างมีแผนร้าย
ภายใต้ความกังวลนี้เสี่ยวเสี้ยวได้ตัดสินใจที่ผิดพลาดครั้งใหญ่ที่สุดในชีวิตตน
“งั้นพวกเรารีบไปแป๊บเดียวนะเจ้าคะ”
เสียงเล็กเอ่ยขึ้นทันที ทั้งสองต่างพากันเดินมาทางจนถึงฝั่นโรงเตี้ยมแห่งหนึ่ง ด้านในที่อโคจรแห่งนี้มีคนมาร่ำสุรามากมาย
“เดี๋ยวเจ้ารอข้าอยู่ตรงนี้ก่อนนะข้าจะไปตามฟงเจิงมาให้”
เสี่ยวเสี้ยวต้องหวาดหวั่นเมื่อนางถูกทิ้งให้อยู่เพียงลำพัง ตรงตรอกมืดข้างโรงเตี๊ยม
เวลาผ่านไปเพียงไม่นาน ก็มีเสียงฝีเท้าเหยียบย่ำมาตามทางเดินมายังตรงด้านหลัง ทำให้ร่างบางของหญิงสาวสั่นระริกด้วยความกลัว
“คุณหนูเจ้าขา..”
เสี่ยวเสี้ยวสะดุ้งโหยง รีบหมุนตัวกลับหลังมาทันที สิ่งที่นางเห็นอยู่ตรงหน้าในระยะกระชั้นชิด
“ใครกัน”
“บ่าวเองเจ้าคะ ผิงผิง”
นางหันมาเห็นผิงผิงนั่งคุกเข่าอยู่เบื้องหน้า หญิงสาวสะดุ้งผงะถอยหลังหนีนางบ่าวสามสี่ก้าว เพราะความมืดจึงทำให้นางตกใจกลัวอย่างสุดขีด
“จะเจ้ามีอะไร”
เสี่ยวเสี้ยวย้อนถามผู้หญิง ที่มีใบหน้าทรุดโทรมเหมือนประหนึ่งคนแก่ที่สูงวัย
“นี่ก็มืดมากแล้วเจ้าค่ะกลับจวนกันเถิดเจ้าค่ะคุณหนู”
เสียงบางเอ่ยชักชวนหญิงสาวให้กลับไปยังที่ที่จากมา แต่ผิงผิงต้องกลับจุกอกเมื่อลูกสาวที่ตนรักดั่งแก้วตาดวงใจเอ่ยขึ้นเพื่อด่าทอตนเองอย่างเหยียดหยาม
“มันเรื่องอะไรของเจ้า ถึงได้สาระแนมาสั่งให้ข้าทำตาม นี่มันชีวิตของข้า ข้าจักไปที่ใดมันก็เรื่องของข้า บ่าวใช้อย่างเจ้าอย่าได้บังอาจมาสั่งข้า”
นางก้าวเท้าเดินถอยหหลังเพื่อเลี่ยงหนีหญิงผู้นั้นโดยทันที “เจ้าตามข้ามาทำไมไปให้พ้น” คำไล่ของเสี่ยวเสี้ยวช่างบีบหัวใจผู้เป็นมารดาอย่างบอกไม่ถูก
“คุณหนูเจ้าขาเชื่อบ่าวเถิดเจ้าค่ะกลับจวนของเราเถิดนะเจ้าคะ” เสียงที่สั่นเครือสื่อให้รู้ว่านางกำลังเสียใจที่ลูกสาวตนไม่ฟังคำเตือน
“นี่เจ้าเป็นใคร ข้าถึงต้องฟัง เป็นเพียงแค่บ่าวมาคิดเทียบนายเจ้านี่มัน..” ผิงผิงน้ำตาคลอ นางไม่คิดไม่ฝันว่าลูกสาวของตนเอง จะมีวาจาเชือดเฉือนเหมือนดาบกรีดเข้าที่หัวใจตนได้เช่นนี้
ก็จริงที่ว่านางเป็นแค่เพียงบ่าว ไม่ควรออกคำสั่งหรือขอร้องให้ผู้เป็นนายต้องเชื่อฟัง แต่... ท่านเง็กเซียนฮ่องเต้…อกของผู้เป็นมารดาคนไหนบ้างจะนิ่งดูดายได้ เมื่อรู้ว่าแก้วตาดวงใจตนกำลังเดินก้าวเข้าสู่ปากเสือเพื่อเป็นเหยื่อให้กัดกิน
“คุณหนูเจ้าขานี่ก็เข้ายามซวี่แล้ว คุณหนูไม่ควรออกมาอยู่แถวนี้นะเจ้าคะ”
เสียงพูดปนสะอื้นของนาง ยังไม่สามารถทำให้เสี่ยวเสี้ยวใจอ่อนมาสนใจในคำเตือน เด็กสาวยังคงพูดจาถากถางไล่นางให้อย่ามายุ่งวุ่นวายกับสิ่งที่ตนกำลังทำ
“ไป๊.. ไปให้พ้น เดี๋ยวข้าจะฟ้องท่านพ่อ ให้จับเจ้าไปโบยให้หลังลายเลยคอยดู”
เสียงตวาดแป้นๆ ทำเอาความเสียใจที่สะอื้นอยู่ต้องสะดุดจุกที่คอ
“คุณหนูเจ้าขา.. ไม่เห็นความจงรักภักดีของบ่าวสักนิดเลยหรือเจ้าคะ”
“น้ำหน้าอย่างเจ้า มีอะไรมาแสดงความจงรักภักดีต่อข้า แม้แต่ชีวิตของเจ้ายังไม่มีค่าให้พอหมั่นโถวสักลูกเลย เจ้ามีอะไรต้องการอะไรรีบบอกมา อย่ามัวแต่ยกยอตัวเองให้ดูสูงส่งอยู่เลยนังบ่าวชั้นต่ำ”
คำถากถางที่ผู้เป็นลูกด่าทอมา มันอัดอั้นตันใจของนางเป็นอย่างมาก จะว่าไปนางไม่คิดโกรธเคืองผู้เป็นลูกสาวเลยแม้แต่น้อย เพราะเสี่ยวเสี้ยวเองนางก็ไม่รู้ว่าใครคือแม่ที่แท้จริงของนาง หากรู้แล้ว นางคงไม่บังอาจพูดจาจาบจ้วงเช่นนี้ ต่อแม่ผู้บังเกิดเกล้าเป็นแน่
“บะบ่าวไม่ได้ต้องการอะไรจากคุณหนูเลยเจ้าค่ะ นอกเสียจากอยากให้คุณหนูกลับจวนไปกับบ่าว”
ผิงผิงสะอื้นในคอ พร้อมน้ำตาที่ไหลออกมาเป็นสาย ขณะนั้นเสียงแหลมเล็ก ลอยตามลมมาจากทางด้านหลัง ทำให้ทั้งสองต้องสะดุ้งตัวขึ้นพร้อมกัน
“นางหยามฉาเจ้ามาทำอันใดที่นี่”
เสียงตวาดแหวของฮูหยินรองเอ่ยถาม เพราะแท้ที่จริงแล้วนางเป็นตัวเริ่มเรื่องที่เกิดขึ้นมาทั้งหมด
“หลีกไปผิงผิงข้าจะไปกับแม่รอง”
“บ่าวไม่ให้ไปเจ้าค่ะ.. บ่าวจะให้คุณหนูไปกับฮูหยินรองไม่ได้เจ้าค่ะ ท่านกำลังโดนหลอกให้ไปเป็นเมียชายผู้ใดก็มิทราบได้นะเจ้าคะคุณหนู”
เมื่อเสี่ยวเสี้ยวได้ยินเช่นนั้น เธอจึงหันไปถามฮูหยินรองทันที
“ความจริงรึเจ้าคะแม่รอง”
“ข้าจะพาเจ้าไปพบเจอมิใช่อย่างที่ อีนางชั้นต่ำผู้นี้ได้กล่าวพล่อยๆ”
เสียงแหวดังขึ้นตวาดเสี่ยวเสี้ยวกลับ ท่าทีของนางดูผิดแผลกแปลกไป คำที่เคบพูดอ่อนหวานแข็งกระด้างทันทีที่แผนเริ่มไม่เป็นไปตามที่ตนวางไว้ ทำให้ผิงผิงเริ่มเห็นสิ่งที่เริ่มแปลกไป พร้อมกับพูดดักทาง เพื่อไม่ให้หลี่จื้อพาลูกสาวสุดที่รักของนางไป
“หากพบเจอ.. ท่านทำไมมิเชิญท่านผู้นั้นให้เข้าไปเจอกันในจวนตอนกลางวันเล่าเจ้าคะ จะนัดคุณหนูออกมาย่ามค่ำเช่นนี้ได้เยี่ยงไร ท่านไม่รักษาธรรมเนียมของสตรีเลยหรือเจ้าคะ ไปเจ้าค่ะ!!! กลับเรือนเถิดเจ้าคะคุณหนู”
“ไปให้พ้น!!!”
“วันนี้เราต้องพบฟงเจิงให้ได้นะเจ้าคะ”
เสี่ยวเสี้ยวเดินขยับเท้ามุ่งตรงไปตามเสียงแหลมที่ผ่านลมมา ทันใดนั้นผิงผิงได้กระโดนเข้าขวางทาง พร้อมหน้าตาดุดันราวกับเสือร้ายที่หวงแหนลูกตน
“กลับจวนเถิดเจ้าค่ะคุณหนู”
แม้จะเป็นคืนจันทร์ดับแต่แววตาความห่วงใยจากผู้ให้กำเนิดส่องผ่านแววตาและสีหน้าออกมาอย่างชัดเจน
“บ่าวจะไม่ยอมให้คุณหนูต้องมาโดนหลอกเจ้าค่ะกลับจวนเถิดเจ้าค่ะ”
สิ้นสุดเสียงของผิงผิง ร่างที่มีแต่กลิ่นอับของเหงื่อก็โผล่เข้ากอดร่างเล็กที่หอมฟุ้ง กลิ่นเหม็นสาบจากเนื้อตัวนางพาให้เสี่ยวเสี้ยวสะอิดสะเอียนจนแทบอดรนทนไม่ไหว
มือบางฟาดประทับเข้าที่ใบหน้าของผู้เป็นมารดาตัวจริงอย่างจัง ใบหน้าที่เริ่มเหี่ยวย่นสั่นสะท้านไปทั่วทั้งหน้า ศีรษะโยกตามแรงตบตามกำลัง
“บ่าวยอมตายเจ้าค่ะ กลับเรือนเถิดเจ้าค่ะ กลับถึงเรือนบ่าวยอมรับโทษเจ้าค่ะ บ่าวจะไม่ยอมให้คุณหนูต้องตกไปเป็นของชายที่เจ้าเล่ห์แบบนั้นเด็ดขาดเจ้าค่ะ เชื่อบ่าวเถิดนะเจ้าค่ะ”
สาวใช้ตัวเหม็นกระโจนเข้ากอดขาลูกสาวผู้สูงศักดิ์อีกครั้ง ถึงจะโดนลูกสาวตนใช้กำลังอย่างไร ผิงผิงไม่รู้สึกเจ็บแเลยแม้แต่นิดเดียว แต่ในทางกลับกันนางได้ใช้สองมือที่หยาบกร้านลากลูกสาวตัวดีกลับจวนท่านโหวโดยปลอดภัย
เสี่ยวเสี้ยวทั้งโกรธทั้งอายที่ถูกบ่าวในจวนลำเลิกมาสั่งสอน ฮูหยินรองใช้ช่วงจังหวะที่ชุลมุนอยู่หลบหนีกลับไปยังที่พักของนางในทันที
“จื่ออี่..!!! เจ้าไปจัดการให้ทุกคนในจวนรับรู้ว่า นังบ่าวชั้นต่ำผู้นั้นได้ทำร้ายพยายามฉุดลูกสาวของนายตัวเอง”
เสียงคำสั่งที่เด็ดขาด ของฮูหยินรองทำให้อนุผู้น้องรีบวิ่งไปดูบ่าวอวดดีผู้นั้นในทันที
สองแม่ลูกยื้อยุดฉุดกระชากกันมาถึงหน้าจวน ด้วยเสียงที่ดังเอ็ดตะโล อนุที่เป็นคนของฮูหยินรองวิ่งออกมารับหน้าแทนพี่สาวตน เมื่ออนุจื่ออี่เห็นว่า บ่าวที่มีเนื้อตัวสกปรกโสโครก กำลังลากธิดาสาวผู้สูงศักดิ์ของท่านโหวมา นางก็รับรู้ได้ทันทีว่าความลับนั้นถูกเปิดเผยแล้วอย่างแน่นอน และเพื่อเอาตัวรอดและช่วยพี่สาวตน จื่ออี่สตรีใจทรามได้กรีดร้องขึ้นสุดเสียงตามคำสั่งของญาติผู้พี่ในทันที
“ว้าย…!!! คุณหนูใครก็ได้ช่วยคุณหนูเสี่ยวเสี้ยวด้วยเจ้าค่ะ!!! เร็วนังบ่าวผิงผิงวิปริตไปแล้วช่วยด้วยเจ้าค่า คุณหนูจะถูกบ่าวโสโครกผู้นี้ฆ่าแล้วเจ้าข้าเอ้ย”