กองกำลังรักษาความปลอดภัยของสำนักศิลา ได้จัดขบวนให้การต้อนรับการกลับมาของเจ้าสำนัก และการคืนชีพของเจ้าสำนักหญิง หากแต่ทางสำนักใหญ่ยังไม่มีใครรู้ถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นภายในวันนี้ที่สาขาย่อยในเมือง แต่อีกสักครู่ก็ไม่แน่
เมื่อทั้งสามกลับถึงบ้านศิลา และผู้อาวุโสของสำนักท่านหนึ่ง สวมชุดสีน้ำตาลเข้ม มีเคราสีเทาพอจะอนุมานอายุได้ว่าไม่น้อยเลย ยืนรออยู่ในห้องโถงหลักของสำนัก มือข้างหนึ่งถือสาสน์สีแดงและสีเขียวอย่างละม้วน ผู้อาวุโสท่านนี้ไม่ได้ไปร่วมเหตุการณ์เมื่อเช้าที่สำนักย่อย
ผู้อาวุโสปราดตามองไปที่กลุ่มเจ้าสำนัก หากสังเกตดูก็รู้ได้เลยว่า กำลังมองหาใครสักคนอยู่ แล้วครู่หนึ่งสายตาเขาก็หยุดที่สตรีในชุดสีเขียว
“ท่านกำลังมองหาข้าอยู่กระมัง ผู้อาวุโสพันพิทักษ์” สตรีนางหนึ่งอายุราว 20 ปี ก้าวเท้าเข้ามาหยุดอยู่ตรงหน้า
ผู้เฒ่าพันพิทักษ์ แม้บัดนี้จะดูชราภาพมาก หูตาก็ฝ้าฟาง แต่เขาไม่มีทางลืมใบหน้าของเจ้าสำนักหญิง ผู้ที่เคยปรุงโอสถรักษาเขาตอนที่เขาบาดเจ็บจากการสู้รบเมื่อ 10 กว่าปีที่แล้ว
“ข้าได้ยินข่าวว่าท่านกลับมา แต่ไม่คิดว่าท่านจะกลับมาด้วยความสดใสเหมือนเมื่อ 11 ปีก่อนก็ไม่ปาน” ผู้เฒ่าพูดพลางประกบมือคำนับอย่างนอบน้อม แต่ดวงตาของเขากลับเอ่อล้นไปด้วยน้ำตา
“ข้าสบายดีแล้ว แต่ท่านล่ะ ท่านผู้เฒ่า 11 ปีมาแล้ว ที่ข้าไม่ได้ปรุงโอสถให้ท่าน ท่านเป็นอย่างไรบ้าง”
“ข้าก็สบายดี ท่านเจ้าสำนักหญิง ท่านยังคงไม่ลืมห่วงใยข้า ข้าดีใจเหลือเกินที่ได้เห็นท่านอีกครั้ง”
เฌอเอมยิ้มรับ กุมมือชราภาพไว้แน่น “ที่ผ่านมาท่านก็ดูแลลูกสาวข้าอย่างดี เฌอปรางเล่าให้ฟังว่าท่านแอบสอนวิชาสมุนไพรให้นางด้วย”
ผู้เฒ่าพันพิทักษ์หัวเราะ “เมื่อท่านไม่อยู่ ข้าก็ต้องเพิ่งตัวเองให้มากที่สุด จึงตั้งใจศึกษาตำราการปรุงโอสถที่ท่านเคยมอบให้ ความรู้ที่ท่านมอบให้ข้า สมควรแล้วที่ข้ามอบให้กับลูกสาวของท่านคืน อ้อ พอพูดถึงเรื่องนี้ ข้ามีบางอย่างต้องประกาศ พวกเรามีข่าวดีอีกสองเรื่องด้วยกัน” เมื่อผู้เฒ่าพูดจบ เขาก็ใช้นิ้วข้างหนึ่งรวมพลังอิทธิไว้ และแตะที่คอ เพื่อให้เสียงดังกังวานมากขึ้น
“ทางผู้จัดงานประลอง และหอโอสถ ได้ส่งสาสน์ มายังสำนักเราว่าถึงผู้เข้าร่วมกิจกรรม สาสน์แรก เรื่องการแข่งขันชิงธงไตรภาคี มีบ่าวของสำนักเราเข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ทางผู้จัดการแข่งขันสำทับมาอย่างแขงขันว่าห้ามให้ทั้งสามหลบหนี หรือไม่มาร่วมการประลองโดยเด็ดขาด”
เด็กหนุ่มสาวทั้ง 3 ยิ้มแห้งๆ อย่างเขินๆ เรื่องการปลอมตัวของพวกเขา
“บ่าวของสำนักได้แก่ คงคราม อชิรา และเฌอปราง ข้าอยากรู้เหลือเกินว่าบ่าวผู้นั้นหน้าตาเป็นเยี่ยงไร ฮ่าๆ”
พอพูดจบ เสียงหัวเราะดังครืนขึ้นมา
สาสน์ที่สองเรื่องการทดสอบความรู้ด้านสมุนไพร บ่าวของเราอีกเช่นกัน ผ่านการทดสอบสองราย ตกหนึ่งราย แต่ไม่เป็นไรพวกเราเข้าใจ
บ่าวที่เข้ารอบ ได้อันดับที่ 1 มามีนามว่าคงคราม และอันดับที่ 10 มีนามว่า เฌอปราง นับเป็นเรื่องที่น่ายินดีกับบ่าวของพวกเรา ซ้ำยังเป็นตัวแทนของนครเนรดีไปแข่งขันการปรุงโอสถอีกด้วยเอาสิ”
เสียงปรบมือดังเกรียวกราว ผู้อาวุโสพันพิทักษ์ เป็นผู้อาวุโสสูงสุด เขาเอ็นดูเฌอปรางมากเป็นพิเศษ ตอนนี้เฌอปรางได้วิ่งเขาไปสวมกอดปนมันเขี้ยว ผู้เฒ่าได้ลูบหัวตอบ พลางถอนหายใจ มีเรื่องราวมากมายให้ประหลาดใจเนอะช่วงนี้ หลังจากที่พ่อหนุ่มคนนี้เข้ามา” ผู้เฒ่าอาวุโสหันไปพยักหน้าให้คราม
“วันนี้พวกเราก็เลยจะมีงานเลี้ยงเล็กๆ ในสำนักในยามค่ำของคืนนี้”
ผู้อาวุโสพูดจบ เฌอปรางก็ยิ้มแก้มปริอย่างดีใจ
ทันใดนั้นบรรยากาศก็ถูกขัดจังหวะด้วยผู้อาวุโสอีกท่านหนึ่งนามว่า คชินธร ชายวัยราว 50 เศษๆ มีเคราสีขาวยาวมาถึงหน้าอก ได้ก้าวออกมาประกบมือขอขัดจังหวะผู้เฒ่าพันพิทักษ์อย่างนอบน้อม ก่อนไปทำหน้าขมึงทึงและกวาดตามองหนุ่มสาวทั้ง 3 แล้วมาหยุดที่เฌอปราง
“เฌอปราง แม้จะได้รับคัดเลือกให้เป็นตัวแทนของนครในการแข่งขันอันทรงเกียรติ ปรุงโอสถเจ้าภิภพ นับเป็นเรื่องที่น่ายินดี หากแต่ข้าและผู้อาวุโสหลายท่านยังมีข้อกังขาว่าเหตุใดธิดาเจ้าสำนักจึงลงแข่งขันชิงธงในวันก่อนหน้า ซ้ำยังแสดงตนเป็นนักรบศาสตราแทนการแสดงตนเป็นนักบำเพ็ญเพียร มันดูขัดแย้งกับพรสวรรค์อันเป็นธรรมชาติของเจ้ายิ่งนัก ขอเจ้าสำนักไตร่ตรองเรื่องการลงแข่งนี้ด้วย”
ในระหว่างที่เจ้าสำนักกำลังจะอธิบาย เพื่อให้คชินธรเข้าใจ ครามได้ก้าวเข้ามา และให้คำตอบว่า
“ต้นความคิดเรื่องนี้เป็นของข้าเอง” พอครามเอ่ยขึ้นเหล่าผู้อาวุโสคนนั้นก็ชักสีหน้าขุ่นเคืองในทันที
“เจ้าหนุ่มน้อย เจ้าเป็นเพียงแขกของสำนัก ที่พวกข้ารับรู้ ท่านเจ้าสำนักฟูมฟักให้เจ้ามีอภิสิทธิ์ในการขึ้นไปอยู่ชั้นสามร่วมกับพวกข้า ก็พอจะอนุโลมได้อยู่บ้าง แต่เจ้ากลับชี้ทางผิดอันจะทำให้สำนักศิลาเสื่อมเสีย เจ้ารู้หรือไม่ว่าคุณหนูไม่เคยฝึกศาสตราใดๆ มาก่อนเลยแม้แต่น้อย มีแต่ความเพียรที่มุ่งมั่นในการฝึกการบำเพ็ญจนได้นักบำเพ็ญระดับ 10 หากไปทุ่มเทการฝึกศาสตราใดๆ ต่อจากนี้จะทำให้เสียเวลาไปเปล่าๆ ปลี้ๆ เจ้าไม่รู้หรอกรึ”
ในจังหวะนี้ผู้คนของสำนักศิลาที่ได้ไปสำนักย่อย และได้พบเห็นเหตุการณ์สุดตื่นตาเมื่อเช้า ยังคงเงียบงัน ต่างคนต่างคิดว่าจะขัดดีไหม หรือรอจังหวะเจ้าสำนักก่อน อย่างไรก็ตาม พวกเขาก็คาดหวังให้ครามมาแก้ปัญหาตรงนี้ เพราะหากพวกเขาเข้าไปยุ่งไม่แน่ว่าอาจเกิดการแบ่งพรรคแบ่งฝ่ายเกิดขึ้น
จังหวะที่ผู้อาวุโสท่านหนึ่งที่ได้เห็นฉากการเลื่อนระดับของหนุ่มสาวทั้งสามเมื่อเช้า กำลังจะเอ่ยปาก แต่คชินธร ไม่ทิ้งช่องว่างให้ใครพูด ในจังหวะที่เขากำลังจะกล่าวต่อ
“ข้ารู้ดี พวกท่านอาวุโสไม่ต้องกลุ้มใจ ข้านั่นไตร่ตรองมาอย่างถี่ถ้วนแล้ว” ครามแทรก
“ชิชะ เจ้าเพียงแค่ระดับใดกันบังอาจแสดงเป็นผู้รู้ มาพูดจากแบบนี้” ผู้อาวุโสตวาด “ข้านั้นเป็นถึงระดับนักสิทธิ์ขั้นที่ 10 รอวันเป็นนักสิทธิ์กูรู อีกไม่กี่ปีก็คงบรรลุ
เจ้าสำนักศิลาก้าวเดินเข้ามาร้องห้าม ช้าก่อนเหล่าผู้อาวุโส เด็กหนุ่มคนนี้แม้จะยังเป็นผู้เยาว์แต่ก็บรรลุระดับ…”
คชินธร แทรกขึ้นอย่างไม่รีรอให้เจ้าสำนักพูดจบ
“จะระดับใดก็ช่าง แต่ไม่มีทางเหนือกว่าข้าละกระมัง!!! เจ้าเด็กน้อย”