นับั้แ่ลืมตาขึ้นมาบนโลกใบนี้ ยังไม่ทันครบ 100 ชั่วโมง หลินอี้ฝานประสบพบเจอกับหายนะไม่หยุดหย่อน ลูกสาวคนรองจมน้ำ ตัวเองดันมาล้มป่วยนอนสลบไปสามวันเต็มๆ พออาการเริ่มดีขึ้นก็ถูกฮูหยินผู้เฒ่า (ท่านย่า) เรียกตัวไปพบที่ห้องโถงใหญ่
แม่เฒ่าของจวนเซี่ยเดิมทีไม่ค่อยพอใจหลานสะใภ้คนนี้อยู่แล้ว ไม่ใช่เพราะหลินอี้ฝานเป็ 'เกอ' แต่เพราะได้ยินข่าวลือเสียๆ หายๆ เกี่ยวกับตัวเขามาไม่น้อย เช่นว่าเป็พวกจิตวิตถาร อารมณ์ร้าย ชอบรื้อพังข้าวของ และที่หนักสุดคือลงมือตบตีบ่าวรับใช้ บางรายถึงขั้นถูกสังหาร
ฮูหยินผู้เฒ่าออกปากคัดค้านการแต่งงานของหลานชาย คนชั่วช้าสารเลวผู้นี้มิอาจรับเข้าตระกูลเซี่ยได้ แต่ผลลัพธ์กลับตรงกันข้าม ความโมโห/ชิงชัง/รังเกียจทั้งหมด จึงตกใส่หัวหลินอี้ฝานไปโดยปริยาย พอเกิดเหตุการณ์ทำนองนี้ขึ้นภายในจวนหญิงชราจึงทำเป็หลับหูหลับตามองข้ามไป บอกกับหลินอี้ฝานว่า
"ก็แค่เด็กๆ เล่นสนุกกันแล้วเกิดอุบัติเหตุพลาดพลั้งไปก็เท่านั้น"
หลินอี้ฝานพอได้ฟังเขาทำเพียงยกชาขึ้นจิบ ก้มหน้ามองก้านชาตั้งตรงในถ้วย เอ่ยเสียงราบเรียบว่า
"โถ่ว...เซี่ยเหวินหรง บุตรีของท่านถูกผู้อื่นรังแกจนเกือบสิ้นชีพ ตัวข้าผู้เป็ภรรยาและในฐานะมารดาของลูก คงไม่มีหน้าไปพบท่านแล้ว"
พูดจบก็วางจอกชาลงบนโต๊ะ พลางกวาดตามองไปรอบๆ ห้องโถง ทำเอาเหล่าผู้ฟังทั้งหลายต่างแสดงสีหน้ากระอักกระอ่วนตามๆกัน
หลินอี้ฝานถามระบบในใจ “ระบบนี่คงไม่ใช่การเปิดใช้งานสกิลไร้ยางอายแบบออโต้โหมดหรอกมั้ง?"
ติ๊ง [ระบบคำนวณความสำเร็จของภารกิจแล้วพบว่ามีความเป็ไปได้แค่ 0.001% ดังนั้นทักษะที่โฮสต์มีในตอนนี้จะถูกเปิดใช้งานแบบอัตโนมัติ]
หลินอี้ฝานรู้สึกใจชื้นขึ้นมาบ้าง ฟังก์ชันที่แถมมากับระบบให้ก็ใช้งานสะดวกดีเหมือนกันแฮะ ถึงชื่อมันจะฟังดูทะแม่งๆ ก็เหอะ เมื่อครู่เขาแค่คิดนิดเดียว ที่เหลือ 99% ปากมันขยับพูดออกไปเอง ยอดเยี่ยมเกินไปแล้ว แอบยกนิ้วโป้งให้ในใจ
และผู้ที่เก็บสีหน้าไม่อยู่มากที่สุดคงหนีไม่พ้นฮูหยินผู้เฒ่า แม้รู้ดีว่าความสัมพันธ์ของหลานรักกับหลานสะใภ้ผู้นี้ไม่ค่อยลงรอยกัน แต่เขามอบความรักและเอาใจใส่ลูกๆ ของเขาเป็อย่างมาก หากหลานชายได้รับรู้ว่าเกิดเื่เกี่ยวพันถึงความเป็ความตายกับสายเืของเขาคงไม่ดีแน่ ฮูหยินผู้เฒ่าพยายามดึงสติคืนมาแล้วกล่าวอย่างจนใจ
"เช่นนั้นเ้าคิดจะจัดการอย่างไร?"
หลินอี้ฝานจ้องมองสบตากับแม่เฒ่าตรงๆ ไร้ซึ่งความเคารพนบนอบใดๆ แอบยิ้มเยาะในใจ หึหึ ยัยแก่เ้าเล่ห์เอ๊ย คิดจะปล่อยผ่านไปง่ายๆ อย่างงั้นเหรอ ฝันไปเถอะ เขาเอ่ยเสียงเนิบช้า
"บ้านเมืองมีกฎระเบียบ จวนเซี่ยเองก็เช่นกัน ถูกผิดก็ว่ากันไปตามคันลองครองธรรม ข้อแรกผู้ร้ายลงมือก่อเหตุโดยเจตนา ข้อสองมีพยานรู้เห็นจำนวนนับไม่ถ้วน ข้อสามหากท่านย่าจะบอกว่ามันเป็เพียงเด็กๆ เล่นสนุกกัน แต่หากพิจารณาให้ดี คุณหนูทั้งสองท่าน ต่างถึง่วัยที่ต้องเข้าเรียนในสำนักศึกษากันแล้ว แทนที่จะเอาเวลาไปอ่านตำรา แต่กลับมาวิ่งเล่นไร้สาระ อีกทั้งยังใช้คำพูดจาหยาบคาย กิริยามารยาทของคุณหนูตระกูลใหญ่หายไปไหนเสียแล้วล่ะ"
ประโยคนี้หลินอี้ฝานปรายตาหันไปมองทางพี่สะใภ้ใหญ่ผู้เป็มารดาของเด็กทั้งสอง
"ข้อสุดท้าย หากว่ากันตามจริงเื่นี้เกี่ยวพันถึงชีวิต กรณีเลวร้ายที่สุด บุตรสาวของข้าจมน้ำตาย คุณหนูรองจะกลายเป็ฆาตกรในทันที แล้วชื่อเสียงตระกูลเซี่ย ตระกูลแม่ทัพที่คอยรับใช้องค์ฮ่องเต้และราษฎรมานมนานเล่า จะให้เอาหน้าไปไว้ที่ใดกัน"
ทุกคนในที่นี้พอคิดตามคำกล่าวของหลินอี้ฝาน ต่างพากันตะลึงลาน โดยเฉพาะฮูหยินผู้เฒ่าที่รักหน้าตาดั่งชีวิต แสดงสีหน้าหวาดผวา เบิกตากว้าง ถึงกับยกแขนเสื้อขึ้นซับเหงือเย็นที่ไหลซึมบนหน้าผาก
"ข้าลองมานึกดูดีๆ แล้ว คุณหนูซูเม่ยเองก็ยังเด็กนัก บทลงโทษ อืม...เอาเป็ว่าให้ไปคุกเข่าในหอบรรพบุรุษหนึ่งคืน คัดอักษรสำนึกผิดด้วยความจริงใจสักห้าร้อยฉบับ อ่อ แล้วก็ให้กักบริเวณทบทวนความผิดของตน อยู่แต่ในเรือนเป็เวลา 1 เดือนก็แล้วกัน"
เขาเอ่ยออกมาอย่างง่ายดาย ไม่ทุกข์ร้อนใดๆ แต่ทุกคนอ้าปากค้าง สายตาทุกคู่ต่างหันมามองเพียงเขาเป็จุดเดียว
"ทำไม? หรือพวกท่านคิดว่าการตัดสินใจของข้าไม่เหมาะสม เช่นนั้นข้ามีอีกวิธีหนึ่ง ลองให้ หนิงหนิง ของข้าผลักคุณหนูซูเม่ยลงน้ำด้วยเป็อย่างไร ถูกกระทำเช่นเดียวกันก็ยุติธรรมดีมิใช่หรือ?" ใบหน้างดงามหมดจด เชิดคางขึ่น ดวงตาคู่งามวาดตามองไปรอบห้อง
สะใภ้ใหญ่พอได้ยินว่าลูกสาวตนต้องไปคุกเข่า คัดอักษร โดนกักบริเวณก็ตั้งท่าจะโต้แย้ง แต่พอได้ยินว่าลูกตัวเองจะถูกโดนโยนลงน้ำบ้าง ปากของนางที่กำลังจะเอ่ยออกมา ได้แต่ อ้าๆ หุบๆ อยู่อย่างนั้น
และแล้วบทสรุปการลงโทษคุณหนูรองเซี่ยซูเม่ยจึงยุติลงด้วยเหตุนี้
----------------------- ☀ -----------------------
หลังเคลียร์ปัญหาที่ห้องโถงเสร็จหลินอี้ฝานกลับเข้าเรือนมา เรียกพบพ่อบ้านจ้าวกับแม่นมหลี่ และให้ข้าทาสทั้งหมดมารวมตัวกันที่ชานเรือน หลินอี้ฝานเปิดใช้ทักษะ [ถ้ำมอง] ไล่สแกนทุกคนในเรือน แล้วก็ต้องตกตะลึง เมื่อพบว่าผู้คนในเรือนเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์เป็ศัตรูกับเขาแทบทั้งสิ้น
บางคนแอบนินทาเ้านายลับหลัง บางคนเคยรังแกบรรดาลูกๆของเขา บางรายหนักสุดเคยกระทั่งวางยาพิษให้เขากิน หรือไม่ก็เป็สายสืบคอยจับผิดและแอบส่งข่าวคราวในเรือนให้ท่านย่าบ้างล่ะ เป็สายสืบของพี่สะใภ้ใหญ่และสะใภ้รองบ้างล่ะ และคนไม่ดีอีกหลายจำพวก
ทำเอาหลินอี้ฝานที่เก็บสีหน้าได้ดีมาตลอด แสดงออกถึงความไม่พอใจอย่างโจ่งแจ้ง จากนั้นหันหลังเดินกลับเข้าไปในห้องหนังสือ พร้อมกับเรียกหาพ่อบ้านจ้าวให้เข้าไปพบ โยนถุงเงินพร้อมกระดาษที่ร่างรายชื่อเอาไว้เรียบร้อยแล้วไปตรงหน้า ออกคำสั่งกับพ่อบ้านจ้าวว่าเอาไปแจกจ่ายคนพวกนั้นแล้วขับไล่ออกจากเรือนเสีย ด้วยข้ออ้างที่ว่า
'เรือนข้า้าความสงบ'
ทำเอาทั้งพ่อบ้านจ้าวและแม่นมหลี่รู้สึกหนักใจอยู่ไม่น้อย เพราะพวกเขาเป็คนเก่าคนแก่ที่คอยอยู่ดูแลเรือนสามมาโดยตลอด อีกทั้ง เซี่ยเหวินหรง นายเหนือหัวของพวกเขาได้กำชับเอาไว้แล้วว่าให้คอยดูแลความเรียบร้อยภายในเรือน และรับคำสั่งจากท่านชาย (ฮูหยินสาม) โดยเฉพาะ แม้แต่แม่นมหลี่ผู้ที่เป็ทั้งคนสนิท คอยติดตามรับใช้และเลี้ยงดูนายน้อยมาั้แ่อยู่ตระกูลหลิน ยังรู้สึกงุนงงกับพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปของเ้านายตนเอง
สองบ่าวผู้สูงวัยหันมามองหน้ากันและนึกในใจ ทั้งคู่ต่างคุ้นเคยกับการรับใช้นายท่านผู้เ็ามาก่อนอยู่แล้ว กรบกับเข้าใจดีว่าฮูหยินสามของพวกตนแม้จะมีนิสัยปากร้ายไปบ้าง แต่แท้จริงแล้วเป็คนจิตใจดี
แต่พวกบ่าวในเรือนทุกคนต่างอกสั่นขวัญหนีกระเจิงและคิดว่าเ้านายใหญ่ของเรือนนี้สมองคงมีปัญหา การป่วยไข้สามวันก่อนอาจทำให้เขากลายเป็บ้า เสียสติ จากเดิมเพียงแค่ทำเป็เมินเฉยไม่ใส่ใจต่อสิ่งใด แต่บัดนี้กลับชั่วร้ายยิ่งกว่าเก่า บางคนถึงกับบอกว่าเขาแค่เผยสันดานเดิมออกมาเท่านั้นเอง!!
หลังจากวันนั้นเป็ต้นมาในเรือนสามของจวนเซี่ย เหลือเพียงเ้านายกับบ่าวรับใช้ไม่กี่สิบคน เสียงบ่าวน้อยใหญ่ที่คอยพูดคุยจ้อกแจ้กจอแจ กลับเงียบสงบลงอย่างเห็นได้ชัด เว้นเสียแต่เสียงของเ้านายคนเล็กสุด ที่ตื่นมาฝึกหมัดมวยทุกเช้า
เื่นี้กระทบไปถึงฮูหยินผู้เฒ่า ผู้เป็ใหญ่ในจวนเซี่ย และเป็อีกครั้งที่หลินอี้ฝานถูกเรียกให้ไปหา
"เ้าทำเช่นนี้ มิเห็นหัวข้าเลยหรือ?"
หลินอี้ฝานกล่าวอย่างไม่รีบร้อน
"หามิได้ เป็เพียงความเข้าใจผิดเล็กน้อยเท่านั้น ในตอนนี้บ้านเมืองเกิดอุทกภัยแผ่นดินถล่ม สามีข้าและบรรดาพี่เขยต้องเร่งมือเกณฑ์กำลังทหารออกไปช่วยเหลือเหล่าประชาชน ผ่านไปตั้งหลายเดือนยังไม่กลับมาเลย ตัวข้าเองก็มิอาจอยู่เฉยได้ ดังนั้นการที่ข้าเอาคนออกจากเรือนไปก็เพื่อจะได้ประหยัดค่าใช้จ่าย อีกทั้งข้ายังจัดเตรียมข้าวของเพื่อส่งมอบให้กองทัพในเร็ววันนี้ ครั้งนี้ข้าบริจาคทรัพย์สินส่วนตัวในนามจวนเซี่ย หากท่านย่าเห็นว่าสิ่งที่ข้าทำลงไปเป็สิ่งอันมิถูกมิควร ข้าต้องขออภัยจากใจจริง"
พูดมาถึงตรงนี้หลินอี้ฝานทำหน้าสลด เอ่ยเสียงอ่อนเบาๆ ว่า
"อันที่จริงข้าควรปรึกษากับท่านย่าก่อน ว่าเราควรมอบทุนทรัพย์เป็เงินจำนวนเท่าใดจึงจะดี"
หลินอี้ฝานแอบกดไลท์ให้ระบบในใจ ไอ้สกิลไร้ยางอายของนายนี่มันเจ๋งสุดยอดจริงๆ พอพูดเื่เงินกับคนตระหนี่ถี่เหนียว แม่เฒ่าก็ทำท่าทางค้านจะฟังต่อจึงทำเป็บ่ายเบี่ยง
"หากมีใจอยากบริจาค ก็สุดแล้วแต่เ้าเถอะ ส่วนเื่บ่าวในเรือน…"
หญิงชราพูดยังไม่ทันจบประโยค หลินอี้ฝานรีบแทรกขัดขึ้นมาก่อน
"ท่านย่ามิต้องเป็กังวล เื่นี้ข้าได้ตรึกตรองไว้ดีแล้ว เมื่อท่านพี่เหวินหรงกลับมา ข้าตั้งใจจะพา จวิ้นเออร์ ออกไปรักษาตัวกับหมอเทวดาท่านหนึ่ง ได้ยินมาว่าเป็หมอที่เก่งกาจมาจากต่างแคว้น คงมิได้พักที่เรือนเป็แรมปี เลี้ยงบ่าวไว้มากมายเพียงนั้น จะมิเป็การสิ้นเปลืองเงินทองโดยเปล่าประโยชน์หรอกหรือ?"
แม่เฒ่าไม่อาจหาเหตุผลใดมาคัดค้านต่อจึงยอมปล่อยตัวหลินอี้ฝานไปแต่โดยดี เื่นี้ทำให้บรรดาศัตรูคู่แค้นทั้งจวนขัดใจยิ่งนักที่ไม่สามารถหาทางเอาผิดอีกฝ่ายได้เลย