“ในหอสมุดของตระกูลอูไง หนังสือทุกเล่มในนั้นข้าอ่านมาหมดแล้ว…ในนั้นมีหนังสือที่บันทึกเื่ราวั้แ่ก่อตั้งตระกูลจนถึงปัจจุบัน แต่ว่าจะมีหนังสือบางเล่ม…คนที่สามารถอ่านได้จะต้องเป็บุตรสายตรงของตระกูลอูเท่านั้นใน รุ่นของเรา มีข้ากับเ้าเท่านั้นที่สามารถอ่านได้” อูหลินเฟิงอธิบาย ด้วยนิสัยชอบอ่านหนังสือของอูหลินเฟิงประวัติของตระกูลอูรวมถึงประวัติตระกูลอื่นเขาเองก็ได้อ่านมาแล้ว
“แล้วเมื่อพันปีก่อนเกิดอะไรขึ้นงั้นหรือ” จงิ่ถามเพราะเขาเองก็อยากรู้เช่นกัน
“เื่มันมีอยู่ว่า....”
.....
อีกด้านหนึ่งของป่า
กู่ชิงหยางที่กำลังเดินกลับหลังจากได้พาหลานสาวมาล่าสัตว์อสูรประเภทพิษสำเร็จ
“ท่านตา…ท่านรู้จักตระกูลอูนั้นด้วยหรือ” หญิงอาภรณ์ดำหรือกู่ซือเอิน ถามกู่ชิงหยาง ตาของตนเพราะโดยปกติตาของนางจะไม่เคยพูดทวนชื่อตระกูลใด และ ดูจากท่าทางแล้วน่าจะไม่ได้รู้จักเพียงผิวเผิน
“เ้ายังจำเื่ที่ตาเคยเล่าให้ฟังได้หรือไม่ ว่าสมัยที่ตาได้เริ่มท่องยุทธภพ…เกิดอะไรขึ้น” กู่ชิงหยางได้ถามหลานของตนกลับไป
“เมื่อพันปีก่อน?? หรือว่าาแดนศักดิ์สิทธิ์” กู่ซือเอินถามเพื่อความแน่ใจว่าใช่เหตุการณ์นี้หรือไม่
“ถูกต้อง เมื่อพันปีก่อนในาของแดนศักดิ์สิทธิ์….สมัยนั้นทวีปปราณฟ้าแห่งนี้มีแดนศักดิ์สิทธิ์ถึงสองแดนศักดิ์สิทธิ์..แบ่งเขตดูแลเป็เขตเหนือและเขตใต้ เขตเหนือดูแลโดยราชวงศ์โชติ่ เขตใต้ดูแลโดยราชวงศ์ราชันโลหิต
ในเขตแดนเหนือภายใต้แดนศักดิ์สิทธิ์ราชวงศ์โชติ่ ในตอนนั้นมีตระกูลระดับสูงที่เป็ถึงมหาตระกูลระดับสูง ถึงเจ็ดตระกูล ตระกูลอูในสมัยนั้นเองก็เป็ถึงมหาตระกูลระดับสูงที่มีผู้ฝึกยุทธ์ระดับสิบภายในตระกูล
เมื่อพันปีก่อนราชวงศ์ราชันโลหิตได้ก่อากับราชวงศ์โชติ่ ตระกูลใต้อาณัติของทั้งสองราชวงศ์จึงต้องออกไปสู้ด้วย…ในตอนนั้นด้วยความแข็งแกร่งของตระกูลอู ตระกูลอูได้เป็หัวหอกของา…แต่ว่าจากความรุนแรงของา แม้ราชวงศ์โชติ่จะได้รับชัยชนะ แต่ว่ามีหลายต่อหลายตระกูลที่ได้ล่มสลายลง เจ็ดมหาตระกูลระดับสูงเหลือเพียงสี่มหาตระกูลระดับสูง สองตระกูลล่มสลายโดยสิ้นเชิง ส่วนตระกูลอู สูญเสียมรดกเทพประจำตระกูล รวมถึงผู้แข็งแกร่งระดับสิบและเก้าก็ล้มตายไปทั้งหมด จากนั้นตระกูลอูก็ไม่เคยมีผู้ใดบรรลุจึงชนชั้นราชันได้เลยแม้แต่คนเดียว แต่ไม่แน่ว่ายุคนี้อาจมีอาจมีชนชั้นราชันเกิดขึ้นมาก็ได้” กู่ชิงหยางได้นึกถึงอูหมินจิงดูจากอายุและระดับลมปราณในปัจจุบันหากไม่มีเหตุไม่คาดฝันเกิดขึ้น อูหมินจิงมีสิทธิ์ไปถึงชนชั้นราชันได้แน่นอน
“ในาครั้งนั้น…ข้าเองก็ได้เข้าร่วมด้วย แต่ตอนนั้นข้ายังมีเป็เพียงชนชั้นจอมยุทธ์เท่านั้น…ข้าได้ร่วมต่อสู้ในแนวหน้า ร่วมกับตระกูลอูทำให้ข้าในตอนนั้นมีความสนิทกับตระกูลอูในสมัยนั้นอยู่บ้าง แต่ว่าคนที่ข้ารู้จักได้จากไปหมดแล้ว” กู่ชิงหยางได้กล่าวด้วยความเสียดายเพราะเมื่อตนได้เข้าสู้ชนชั้นจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์แล้วอายุขัยที่สามารถอยู่ได้นับพันปี สหายในสมัยนั้นที่ไม่สามารถเข้าสู้ชนชั้นจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์ล้วนได้จากไปหมดแล้ว
.......
“เช่นนั้น…ผู้าุโคนนั้นก็ได้มีอายุเกินหนึ่งพันปี มนุษย์เราสามารถอยู่ได้นานขนาดนั้นเลยหรือ” ลี่อิงถามขึ้นเมื่อได้ฟังเื่รวมหนึ่งพันปีก่อน
“หากเป็ผู้ฝึกยุทธ์ระดับหนึ่งถึงหกนั้นก็มีอายุขัยไม่เกินหนึ่งร้อยปี แต่ว่าหากสามารถไปถึงระดับเจ็ดได้อายุขัยนั้นจะยาวมากขึ้นไปอีก ฉะนั้นั้แ่ระดับเจ็ดขึ้นไปถึงได้มีชื่อชนชั้นเฉพาะของตัวเอง ระดับเจ็ดคือชนชั้นจอมยุทธ์อายุขัยสามร้อยปี ระดับแปดคือชนชั้นราชันอายุขัยห้าร้อยปี ระดับเก้าชนชั้นจักรพรรดิอายุขัยหนึ่งพันปี ระดับสิบชนชั้นจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์อายุขัยหนึ่งพันห้าร้อยปี” อูหลินเฟิงอธิบายให้ลี่อิงฟัง เมื่อได้ยินลี่อิงก็พยักหน้าเข้าใจโดยไม่ถามอะไรต่อ
“ท่านพี่ท่านว่าตระกูลอูเราเคยมีมรดกเทพด้วยหรือ” คราวนี้เป็อูหมินจิงที่ถาม เพราะเขาเพิ่งทราบว่าตระกูลอูเคยมีมรดกเทพ มรดกเทพคือสิ่งที่ชนชั้นเทวะเป็ผู้สร้างขึ้นมา ชั้นเทวะคือระดับที่เหนือกว่าระดับสิบ บางคนเรียกชนชั้นนั้นว่าเทพแท้จริง เทวะ ในชนชั้นเทวะนี้มีความสามารถที่จะสร้างมิติหรือโลกใบเล็กๆ ของตนเองได้เลย เป็เื่ในตำนานสำหรับตระกูลระดับต่ำ กลาง และสูง
“ใช่ ในอดีต ตระกูลอูเราเคยมีมรดกเทพ นามว่ากระถางเทพวิหคอัสนี เป็มรดกเทพของสัตว์เทพวิหคอัสนีม่วง สมบัติชิ้นนี้หากอยู่กับตระกูลอูเราที่สืบเชื้อสายโดยตรงจากสัตว์เทพวิหคอัสนีม่วง สมบัติเทพจะช่วยกระตุ้นและย้อนคืนสายเืทำให้พลังสายอัสนีม่วงของตระกูลอูนั้นเข้าใกล้เทพวิหคอัสนีม่วงมากที่สุด” อูหลินเฟิงตอบกลับ
“ตระกูลอูถึงกลับเคยมรดกเทพ…มิน่าตอนท่านพ่อยังอยู่ถึงได้ดูเกรงใจตระกูลอูนัก ทั้งที่เป็ตระกูลระดับกลางเหมือนกัน” คราวนี้เป็จงหมินที่กล่าวขึ้น
“ไม่ใช่แค่ตระกูลอูหรอกที่มีมรดกเทพ ตระกูลระดับสูงที่สืบเชื้อสายจากเทพในสมัยก่อน...ล้วนแต่มีมรดกเทพทั้งนั้น พวกสี่มหาตระกูลระดับสูงเองก็มีเช่นเดียวกัน…แต่ว่าข้าไม่รู้ว่าพวกเขามรดกเทพแบบไหนอยู่” อูหลินเฟิงอธิบายต่อ
“แล้วทำไมเมื่อไม่มีมรดกเทพตระกูลอูเราจึงไม่สามารถกลับไปรุ่งเรืองได้แบบในอดีตละพี่ใหญ่” อูหมินจิงถามเพราะเขาคิดว่าหากไม่มีสมบัติเทพ แต่ว่าหากพยายามฝึกฝนมากหน่อยไม่แน่ว่าจะต้องมีสักคนที่สามารถฝึกได้เท่าบรรพบุรุษได้แน่
“ด้วยความที่ปราณอัสนีม่วงของตระกูลอู…สืบทอดมาจากเทพวิหคอัสนีที่ใช้อัสนีม่วงเหมือนกัน เมื่อกาลเวลาผ่านไปสายเืย่อมเจือจางลง มรดกเทพจึงสามารถช่วยดึงพลังจากสายเืที่เจือจางให้กลับมาเข้มข้นได้ ว่ากันว่าอัสนีม่วงแท้จริงของตระกูลอูจะเป็สีม่วงเข้มประกายดำเป็อัสนีที่แฝงธาตุมืด แต่ตอนนี้อัสนีม่วงของตระกูลอูเป็เพียงสีม่วงอ่อนเท่านั้น” อูหลินเฟิงอธิบายจนหมด
“ข้ายังมีเื่สงสัยอีกอย่างแล้วเหตุใดตระกูลอูถึงยังสามารถอยู่รอดได้ถึงทุกวันนี้บนโลกที่ปลาใหญ่กินปลาเล็กแบบนี้ ตระกูลอูที่ตกต่ำลง..ควรที่จะโดนตระกูลอื่นจ้องเล่นงานแต่ว่าตระกูลอูกลับสามารถรอดมาได้” จงหมินบอกข้อสงสัยของตน
“ก็เพราะว่ามีสองตระกูลที่ไม่้าให้ตระกูลอูหายไปยังไงละ หนึ่งคือตระกูลโอวหยาง ในตอนนั้นตระกูลโอวหยางกับตระกูลอูมีสัมพันธ์ที่ดีมากจนมีการแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์ ตระกูลโอวหยางเลยคอยช่วยเหลือตระกูลอูที่เหลือรอดจากตอนนั้นจนถึงปัจจุบัน ตระกูลที่สองคือราชวงศ์โชติ่เพราะคุณงานความดีที่ตระกูลอู ในตอนนั้นตระกูลอูร่วมรบไม่ถอยในศึกา จนตระกูลของตนเองเสียหายอย่างหนัก…ราชวงศ์โชติ่จึงได้ให้เหมืองผลึกปราณระดับกลางกับตระกูลอู” อูหลินเฟิงอธิบาย ในทวีปลมปราณฟ้าแห่งนี้การจะเหมืองผลึกปราณได้นั้นจะต้องได้รับจากทางแดนศักดิ์สิทธิ์หรือประมูลจากทางการ แต่เมื่อได้มอบให้แล้วการจะดูแลได้หรือไม่นั้นทางแดนศักดิ์สิทธิ์จะไม่ยุ่งเกี่ยวด้วย สมัยก่อนแดนศักดิ์สิทธิ์จึงได้มอบเหมืองแร่ผลึกปราณระดับกลางเท่านั้น เพราะความแข็งแกร่งของตระกูลอูไม่อาจดูแลเหมืองแร่ผลึกปราณระดับสูงได้
“เพราะมีทั้งตระกูลระดับมหาตระกูลระดับสูงกับราชวงศ์คอยช่วยนี่เองตระกูลอูถึงไม่ล่มสลายไป” จงหมินพยักหน้าเข้าใจ หากมีสองตระกูลนี้คอยช่วยเหลือต่อให้มีตระกูลอื่นอยากให้ตระกูลอูล้มลงมากเท่าไหร่แต่ก็ต้องเกรงใจตระกูลโอวหยางและราชวงศ์โชติ่ ไม่อาจลงมือกับตระกูลอูได้ตาม้า