รู้ตัวอีกที วันแรกของเธอก็จบลง
ลัคนามองพระอาทิตย์ตกดินที่ได้เห็นเป็ครั้งที่สอง มองเฉดสีที่ร้อยเรียงเข้าด้วยกันเหมือนกับภาพวาดแผ่เหนือศีรษะถึงจะมองนานแค่ไหนก็ไม่แสบตาเลยสักนิด ดวงอาทิตย์เหมือนสิ่งของบนท้องฟ้ามากกว่า
“สวยเหรอ? ถ้ามองพระอาทิตย์ขึ้นจะสวยกว่านี้อีก”ฮิบิคิมายืนอยู่ข้างเธอั้แ่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ “อีกสิบ-สิบห้านาทีจะมีอะไรน่าสนใจดูให้ได้ล่ะ”
“นาที...? ที่เป็หน่วยวัดเวลาใช่ไหม?” ลัคนาถามเพื่อความแน่ใจ
“ฉันนึกว่าความจำเธอจะสมบูรณ์กว่านั้นนะ” เด็กหนุ่มที่ตอนแรกทำท่าจะเดินจากไปหยุดเท้าแล้วหันมาพูดแต่สุดท้ายพอพูดจบก็ไม่ได้เดินไปไหน หลายนาทีผ่านไป
“...นี่จะยืนอยู่นี่จนถึงตอนนั้นเลยเหรอ?”
“ฮิบิคิ” ลัคนามองเมฆบางๆ ที่ลอยผ่านพระอาทิตย์ “มีคนมายุ่งกับความทรงจำของเราแล้วส่งมาที่นี่ใช่ไหม? พวกเขาทำไปเพื่ออะไร?ทำได้ยังไง? ทำไมต้องลบหรือปิดกั้นความทรงจำด้วย? มีเหตุผลอะไรที่ต้องส่งเรามาที่แบบนี้ด้วย? ก่อนหน้านี้พวกเรา...เคยเป็อะไรกัน? ผู้เล่นอย่างนั้นเหรอ?”
เด็กสาวยิงคำถามเป็ชุด ฮิบิคิขมวดคิ้ว
“ก็บอกแล้วไงว่าไม่มีใครรู้” เขาพูดด้วยน้ำเสียงหงุดหงิดแต่ก็ไม่เท่าครั้งที่เขาโดนถามเป็ชุดครั้งแรก“แต่ที่ฉันเดาได้...ก่อนหน้านี้เราไม่มีทางเป็ผู้เล่นหรอก มันรู้สึกไม่ถูกยังไงก็ไม่รู้”
“แล้วอะไรล่ะ? แพนด้า?” นอกจากผู้เล่นและ MT อีกสิ่งหนึ่งที่เธอรู้จักคือพวกแพนด้าปูและจิ้งจอกที่เธอเจอระหว่างวิ่งผ่านทุ่งร้าง
“เพราะอย่างนี้ไงฉันถึงอยากให้เธอเข้าหน่วยลาดตระเวน คิดว่าทั้งโลกมีแต่ผู้เล่นแพนด้ากับปูเหรอ? ไม่หรอก ขนาดป่าต้นหลิวยังมีแพนด้าที่รูปร่างเหมือนเราออกมา”
พอคิดว่าโลกนี้ยังมีอะไรที่เธอไม่รู้อีกหลายอย่าง ลัคนาก็รู้สึกตื่นเต้น
ฮิบิคิขัดความคิดเธอโดยการชี้นิ้วไปยังพระอาทิตย์ที่ลดต่ำจนหายไปครึ่งหนึ่งเด็กสาวมองมันไม่กะพริบตา วินาทีหนึ่ง...
“โห...”
แสงสีเขียวสว่างวาบตรงเส้นขอบฟ้าแค่แวบเดียว ท้องฟ้าก็เริ่มมืดอย่างรวดเร็วลัคนาอ้าปากค้าง ไม่คิดว่าเคยเจอเื่แบบนี้ในความทรงจำจางๆ ของเธอมาก่อน เด็กหนุ่มข้างๆยิ้มพึงพอใจ
เมื่อคิดว่าถ้าเธอตั้งใจฝึกกับฮิบิคิแล้วจะได้ออกไปข้างนอกและเห็นอะไรอีกหลายอย่างเธอก็รอจะฝึกไม่ไหว
“ฝึกกันเถอะ”
“ไม่ได้ เย็นแล้ว ต้องไปประชุม”
“แต่เมื่อวาน...?” เธอหมายถึงเมื่อวานที่ประชุมกันตอนค่ำซึ่งช้ากว่าตอนนี้
“หน่วยลาดตระเวนบางกลุ่มกลับมาช้าเลยเริ่มช้า” ฮิบิคิบอกเหตุผล
ลัคนาเดินตามฮิบิคิที่เดินตรงไปยังจุดรวมตัวเมื่อวาน มีท่อนไม้เก่าๆ วางเรียงกันแทนที่นั่ง กองไฟที่เคยสว่างไสวก็มีแต่ขี้เถ้าอรุโณทัยและรองหัวหน้ายืนอยู่ พอเห็นหน้าเธอ อรุโณทัยก็ถอนหายใจเสียงดัง
“ดูสิ เมื่อวานมากันครึกครื้นเพราะมีอะไรน่าสนใจ พอไม่มีอะไรก็หายหน้ากันไปหมด”
“ใครเขาอยากฟังคำคนโกหกล่ะคะ?”
เสียงอันคุ้นเคยดังขึ้น เฟนน่ายืนกอดอกเชิดหน้า อรุโณทัยมองเธอด้วยสายตาเ็าระหว่างทั้งสองไม่รู้ว่าจะเปิดศึกกันเมื่อไหร่ พอเห็นลัคนายืนมองอยู่ เฟนน่าก็สะบัดหน้าเดินหายไป
“ยัยเด็กนั่น...” หญิงสาวกำหมัด
“อย่าโกรธเลย” หัวหน้าชายห้ามโดยไม่เปลี่ยนสีหน้า
“หยาง!” อรุโณทัยะโใส่เขา
หลังอรุโณทัยพูดคุยเรื่อยเปื่อยถามสารทุกข์สุกดิบของกลุ่มคนที่มานั่งเขี่ยดินเขี่ยทรายอยู่ตรงนั้นเธอก็หันมาทางลัคนากับฮิบิคิ จัดการหย่อนตัวลงนั่งบนท่อนไม้แล้วยิ้ม
“ตอนกลางวัน ฉันยังไม่หายโกรธนะ” น้ำเสียงที่บอกว่าไม่ได้ล้อเล่นบวกด้วยริมฝีปากที่หยักขึ้นทำให้เด็กสาวไม่สบายใจ
“ยัยนี่ยิงคำถามเป็ชุดเลย เราเคยเป็อะไรก่อนมาที่นี่บ้าง ส่งมาทำไมบ้างลบความจำยังไงบ้าง รีบๆ ให้เธอเข้าหน่วยลาดตระเวนแล้วออกไปเจอโลกสักทีเถอะ”
“ก็บอกแล้วว่าเธอไม่พร้อม ฮิบิคิ พิสูจน์ตัวเองสิว่านายทำให้เธอเก่งได้”
ทั้งคู่มองกันครู่หนึ่ง ฮิบิคิถอนสายตาก่อนแล้วลุกขึ้น
“ไปนอนละ เธอก็ด้วย” เขาหันไปพูดกับลัคนา
“ทำไมล่ะ?”
“ไปนอนซะ”
ฮิบิคิพูดเสียงแข็งโดยไม่ยอมอธิบายอะไรอีก เด็กสาวได้แต่เอียงคอในขณะที่อรุโณทัยส่ายหน้าช้าๆปากพึมพำว่า ก็เป็เสียอย่างนี้
ในบ้านพักไม่มีคนอยู่ ลัคนาถือโอกาสเดินดูรอบๆ
บ้านพักเป็บ้านไม้สองชั้น ชั้นแรกประกอบไปด้วยพื้นที่โล่งๆ มีฟูก ผ้าห่มและหมอนกระจัดกระจายข้างบันไดที่ส่งเสียงเอี๊ยดทุกครั้งที่เหยียบมีโต๊ะตัวหนึ่งกับเก้าอี้หลายตัววางอยู่
ขึ้นบันไดไปชั้นสองจะเจอกับพื้นที่นอนของลัคนาเป็อันดับแรก เตียงเตี้ยๆเรียงติดผนัง มีกำแพงบางๆ กั้นระหว่างบริเวณนี้กับบริเวณที่เฟนน่านอน ทางโน้นเองก็จัดเหมือนกันเพียงแต่จะมีของกระจุกกระจิกที่ต่างกันนอกจากผนังที่กั้นระหว่างทั้งสองพื้นที่ก็ไม่มีอะไรปิด ตอนนี้ยังไม่มีใครกลับมานอนสักคนลัคนารู้สึกเหมือนเธอเป็เ้าของห้องเพียงผู้เดียวแล้วนอนหลับไป
...
“มานี่สิ อาคัตสึกิ”
“อยู่ไหนนะ อาคัตสึกิ?”
“อยู่ตรงนั้นเองเหรอ...? ผะ ผู้หญิงคนนั้นมัน...”
“นาละคะ? นาเป็ยังไงบ้างคะ?”
อาการ........ใน...พยุง.........หลอดแก้ว........เสียความ.......ติด........ดำเนินการ........
ลัคนาลืมตาโพลง หอบหายใจหนัก มือยกขึ้นกุมหน้าผาก ความฝันเมื่อครู่กำลังเลือนหายเธอรีบหลับตาแล้วนึกรายละเอียดให้ได้มากที่สุด แต่นอกจากเสียงที่เรียกชื่อเธอแล้วก็จำอะไรไม่ได้อีกทุกอย่างเลือนไปหมด เหมือนมีคนเอายางลบมาปาดบนข้อความ
มองไปข้างๆ ก็เห็นฮิบิคิมองมาที่เธอด้วยสีหน้าลำบากใจ แต่นี่มันห้องของผู้หญิงนี่...? มองไปรอบตัวก็เห็นว่าทุกคนกำลังหลับ อริสนอนน้ำลายไหลอยู่ข้างๆ
“มีอะไรเหรอ?” เด็กสาวกระซิบถาม
“เธอนั่นแหละ เป็อะไรไป ฝันร้าย?” ฮิบิคิถามย้อนด้วยเสียงเบาพอกันเด็กสาวส่ายหน้า สงสัยว่าเขาขึ้นบันไดมาทำอะไร ฮิบิคิถอนหายใจ
“มานี่สิ”
เด็กหนุ่มเดินนำลงบันไดโดยแทบไม่มีเสียง พอลัคนาเหยียบขั้นบันไดไม้มันก็ส่งเสียงขึ้นมาทันทีเธอจึงพยายามเดินขั้นเว้นขั้นเพื่อทำให้เสียงดังน้อยที่สุด ในใจก็สงสัยว่าทำไมเด็กหนุ่มถึงเดินได้เงียบนัก
“หัดไปเรื่อยๆ เดี๋ยวเธอก็เดินเงียบๆ ได้เอง” เขาพูดเหมือนอ่านใจออกแล้วปัดผ้าม่านพ้นทางก้าวฉับๆ ออกไปข้างนอกจนลัคนาต้องวิ่งเหยาะๆ ถึงจะตามทัน
พวกเขาเดินมาถึงขอบบาเรียด้านที่มองเห็นเมือง ตอนนั้นเป็่ฟ้าสาง แสงตะวันยังไม่สว่างนัก
ฮิบิคิหยุดยืน
ดวงจันทร์ยังลอยเด่นบนท้องฟ้า ขอบฟ้าตรงกลางเป็สีส้มสว่างและค่อยๆ ไล่เปลี่ยนสีไปเรื่อยๆม่วง...น้ำเงิน...ดาวสีขาวระยิบระยับยังล่องลอยอยู่บนฟ้า เมฆนั้นสะท้อนแสงสีหลากหลายเป็ทิวทัศน์ยามฟ้าสางที่สวยงามจนอยากร้องไห้
ทำไมโลกภายนอกที่ทุกอย่าง้าจะคร่าชีวิตของเธอถึงสวยงามเพียงนี้?
...
“หือ? ไม่เลวนี่” ฮิบิคิเอ่ยชมลัคนาที่ตั้งท่าเตรียมพร้อมกับดาบคาตานะได้โดยอัตโนมัติ
ตอนนี้เป็เวลาเช้า คนในบาเรียเริ่มทำกิจกรรมที่ตัวเองทำเมื่อวานและเมื่อวานซืนซ้ำแล้วซ้ำอีกคนอยู่แถวนั้นมีไม่กี่คน ส่วนใหญ่ก็เดินไปที่ประจำของตัวเองเรียบร้อยแล้ว
ลัคนาและฮิบิคิยืนอยู่ตรงลานกว้างที่ใช้เป็สถานที่ฝึกทั้งหน่วยรักษาความปลอดภัยและหน่วยลาดตระเวน
ก่อนหน้านี้อรุโณทัยเล่าให้เธอฟังว่า กว่าจะได้ระบบภายในบาเรียมาเธอและหยางต้องเหนื่อยแทบตายกว่าจะจัดให้คนจำนวนมากทำหน้าที่ของตนได้แต่สุดท้ายแล้วก็ยังเป็ระบบที่ใช้การไม่ได้อย่างทุกวันนี้
“ขอบใจนะที่จะฝึกให้” ลัคนายิ้มให้ครูฝึก
“ชิ...ไม่ต้องมาขอบใจหรอก ถึงเป็หลักสูตรเร่งรัดฉันก็ไม่ได้เดือดร้อนอะไร”เด็กหนุ่มหูแดงแล้วมองไปทางอื่น “ไม่คิดบ้างเหรอว่าฉันทำไปเพื่อตัวเองคนเดียว?”
“...? ไม่...?” เธอเอียงคอ
“เอ่อ ช่างเถอะ บางทีกรณีของเธออาจจะเป็ประเภทจิตใจจำไม่ได้แต่ร่างกายจำได้ฉันเดาว่าก่อนสูญเสียความทรงจำ เธอเคยเป็คนที่เกี่ยวข้องกับดาบ พอสูญเสียความทรงจำถึงยังตั้งท่าจับดาบอะไรเป็”ฮิบิคิมองเธอแต่ก็มองไปทางซ้ายทีขวาที
“ทำไมไม่มองหน้าฉันละ?” ลัคนายื่นหน้าเข้าไปใกล้ฮิบิคิแยกเขี้ยวขู่ใส่แต่ก็ซ่อนใบหน้าที่แดงเป็ลูกตำลึงไม่ได้
“ฮิจังเอง ก่อนหน้านี้อาจจะเป็แฟนนาน่าก็ได้น้า~” อริสต่อ
“จิตใจจำไม่ได้แต่ร่างกายยังจำได้เหรอ? เอ แต่เหมือนจะแอบรักเขาข้างเดียวมากกว่า”อรุโณทัย หัวหน้าหน่วยลาดตระเวนพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“พวกเธอ...” ฮิบิคิทำหน้าเหมือนลูกแมวโกรธก่อนจะชักดาบสั้นออกมาไล่ฟันสองผู้สอดแนมทั้งสองส่งเสียงวี้ดว้าย วิ่งหนีสนุกสนาน ลัคนาได้แต่หัวเราะ
ก่อนหน้าจะมาฝึก ทั้งอรุโณทัยและอริสจับลัคนาเปลี่ยนชุดใหม่เป็ชุดที่ทะมัดทะแมงแต่ขาสั้นเอามากๆลัคนาไม่ได้คิดอะไรก็ใส่ชุดนั้นมา ทำให้ฮิบิคิไม่ค่อยจะมองเธอจนถึงตอนนี้
“ไปเปลี่ยนชุดเถอะ สมาธิฮิบิคิกระเจิดกระเจิงหมดแล้ว” อรุโณทัยดึงตัวลัคนากลับบ้านพัก
“ไม่ได้กระเจิดกระเจิงเฟ้ย” ฮิบิคิเถียง เมื่อทั้งสองจากไป อริสยังยืนอยู่ตรงนั้น
“มีอะไร? ไม่ไปกับเขาด้วยเหรอ?” ฮิบิคิถาม
“ฮิจัง รู้สินะว่าการรักใครในที่แบบนี้มันอันตรายแค่ไหน?” อริสมองตา
ฮิบิคิตรงๆ “เคยเห็นกรณีวาซิลิซ่ากับยูริสินะ...”
“รู้สิ เห็นหมอนั่นพังทลายมากับตา ทำไมล่ะ? กลัวฉันจะตกหลุมรักลัคนาเหรอ?” เขาถามกลับ
“หยุดมันไว้ที่มิตรภาพเถอะนะ ถ้าไม่อยากเจ็บไปมากกว่านี้” สายตาของอริสไม่มีแววหยอกล้อเลยสักนิดเธอดูจริงจังจนแทบจะน่ากลัว ดวงตาสีแดงจ้องมาดูไร้อารมณ์
“อริส นี่เธอ้าอะไรกันแน่...?” เสียงของเด็กหนุ่มต่ำลง
“ถ้าลัคนาตาย คนที่เ็ปที่สุดก็คือเธอนะ ฉะนั้นถ้าไม่อยากให้ตัวเองต้องเ็ปอย่าผูกพันกับกุญแจไปมากกว่านี้เลยเถอะ”
พอได้ยินคำว่ากุญแจ ความอดทนของฮิบิคิก็เริ่มใกล้ถึงขีดสุด
“อย่าพูดเหมือนเธอเป็สิ่งของ อริส เกิดบ้าอะไรขึ้นกัน ทำไมอยู่ดีๆ ถึงพูดเื่นี้ขึ้นมา?” เสียงเด็กหนุ่มเจือด้วยความโกรธ
น้ำตาหยดหนึ่งไหลตามแก้มของอริส
“ไม่รู้ ไม่รู้ค่ะ แค่...แค่รู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดีมากๆ ฉัน...นาน่า...ฮิจัง...สักวันพวกเราจะต้องจากกันฉันมีความรู้สึกแบบนี้...เพราะฉะนั้น...ฉันก็เลยไม่อยากให้พวกเราผูกพันกันมากกว่านี้เหมือนที่ฉันเคยผูกพันกับคุณรินคำทั้งหมดเพื่อคนที่ยังเหลืออยู่ข้างหลังด้วย” อริสหันหลังแล้วเอามือปิดหน้าซ่อนน้ำตา“ขอโทษนะ...บอกหัวหน้ากับนาน่าด้วยนะว่าฉันขอไปคุยกับคนอื่นก่อน”
พูดจบเธอก็วิ่งหายไป ฮิบิคิเห็นน้ำตาของอริส ความโกรธก็ค่อยทุเลาลง
“ถ้ายัยนั่นตาย...คนที่จะเ็ปที่สุดคือฉัน....เหรอ?”
แล้วนี่เขารู้สึกยังไงกับลัคนากันแน่?
เริ่มต้นด้วยความผูกพันอย่างประหลาด แล้วความรู้สึกที่ว่าเธอสะกิดบางอย่างในสมองเขาประทับใจในทักษะของเธอ ถึงจะคิดได้หลายอย่างแต่ก็ไม่มีอะไรที่เข้าข่ายว่าจะทำให้เขาเ็ปไปมากกว่าเสียใจที่เสียเพื่อนเลย
คิดไปคิดมาก็ยังไม่เข้าใจสิ่งที่อริสพยายามสื่อ เขาจะรักลัคนา? แล้วรักนี่หมายถึงรักแบบไหนกัน? พอดีกับตอนนั้นเธอและหัวหน้าเดินกลับมาพร้อมกับชุดเดิมการฝึกจึงเริ่มขึ้น