ชื่อของเยี่ยซิงเหอหายไปจากบัญชีทั้งที่หมึกยังไม่แห้ง
แผ่นไม้ไผ่สิบสองแผ่นแขวนอยู่ใต้ชายคาเรือนประชุมแต่ละแผ่นจารชื่อเด็กซึ่งถึงวัยทดสอบเรียงตามครัวเรือนแสงตะเกียงส่องตัวอักษรเป็เงายาวบนผนังเยี่ยซิงเหออ่านั้แ่แผ่นแรกถึงแผ่นสุดท้ายสองรอบก่อนยกมือแตะช่องว่างระหว่างชื่อบุตรนายพรานกับเด็กบ้านถัดจากเรือนผู้เฒ่าโม่
ตรงนั้นควรเป็ชื่อเขา
ปลายมีดจารทิ้งรอยขูดตื้น ๆ ไว้เหมือนเคยมีผู้เริ่มเขียนแล้วเปลี่ยนใจ
“เรือนประชุมปิดแล้ว” ผู้คุมบัญชีกล่าวจากในห้องเขาเป็ชายร่างผอมผู้หวงน้ำมันตะเกียงยิ่งกว่าสุรา “หากจะร้องเรียนพรุ่งนี้หลังยามเหม่า”
เยี่ยซิงเหอยังคงมองรอยขูด “ผู้ใดตัดชื่อข้า”
“ไม่มีชื่อให้ตัด”
“รอยมีดมิได้เกิดเอง”
บานประตูเปิดกว้างขึ้น ชายร่างผอมชูตะเกียงออกมาสีหน้าอ่อนลงเล็กน้อยเมื่อเห็นผ้าพันมือเปื้อนเื “ซิงเหอเ้าอย่าทำเื่ง่ายให้ยาก ผู้ตรวจจากเมืองนำศิลาสำหรับคัดคนเข้าสำนักมามิใช่ศิลาฝึกเล่นในหมู่บ้าน ทุกชื่อกินเวลา ทุกครัวเรือนต้องลงตรารับรอง หากเ้าขึ้นไปแล้วศิลาเงียบผู้ใดได้ประโยชน์”
“ข้าได้คำตอบ”
“คำตอบเดิม”
เยี่ยซิงเหอกำมือ ความเจ็บจากแผลช่วยให้เขาไม่พูดแรงเกินไป“กฎบอกว่าผู้ถึงวัยทุกคนมีสิทธิ์”
“กฎยังบอกว่าผู้ใหญ่บ้านจัดลำดับตามความเหมาะสม”ผู้คุมบัญชีถอนใจ “กลับไปเถิด พรุ่งนี้ข้าจะถามผู้ใหญ่บ้านหากท่านผู้เฒ่าโม่ยอมลงตราว่าเ้ารับผลทั้งหมดเอง ข้าจะเหลือช่องท้ายบัญชีไว้ให้”
“ข้ามิได้ขอให้เขารับรอง”
“แต่เ้าอยู่เรือนเขา ตราของครัวเรือนอยู่ที่เขา”
ลมพัดตะเกียงวูบหนึ่ง เงาของแผ่นไม้ไผ่สั่นคล้ายซี่กรงเยี่ยซิงเหอปล่อยมือจากช่องชื่อของตน
“เหลือช่องไว้” เขากล่าว “ข้าจะหาทางตามกฎ”
ผู้คุมบัญชีส่ายหน้า แต่ก่อนจะปิดประตูเขาหยิบแผ่นไม้ไผ่เปล่าอีกแผ่นมาแขวนท้ายสุด
เยี่ยซิงเหอเดินกลับเรือนใต้หิมะ เขามิได้รู้สึกว่าชนะอย่างน้อยช่องว่างยังอยู่ ทว่าคำถามใหม่หนักกว่าเดิม—หากผู้เฒ่าโม่ไม่ลงตราเขาจะเลือกเชื่อความห่วงใยของชายชรา หรือเชื่อสิทธิ์ซึ่งตนต้องแย่งมาด้วยมือเปล่า
เมื่อกลับถึงบ้าน เตาถ่านในห้องกลางดับไปครึ่งหนึ่งผู้เฒ่าโม่นอนตะแคงบนเสื่อ เสื้อคลุมปิดถึงคาง จอกสุราวางคว่ำข้างหมอน
“ชื่อข้าไม่อยู่ในบัญชี” เยี่ยซิงเหอกล่าว
“อืม”
“พวกเขา้าตราครัวเรือนของท่าน”
“ตราอยู่ในหีบข้างเตา”
“ท่านจะให้หรือไม่”
“หากข้าบอกว่าไม่?”
เยี่ยซิงเหอเงียบชั่วครู่“ข้าจะไปขอตราผู้ใหญ่บ้านในฐานะคนของโม่เหอ”
ผู้เฒ่าโม่เปิดตาข้างหนึ่ง “หากเขาไม่ให้?”
“ข้าจะยืนท้ายแถวจนผู้ตรวจถามว่าเหตุใดข้าจึงไม่มีชื่อ”
“หากเขาไล่?”
“ข้าจะรับว่าถูกไล่ต่อหน้าศิลา มิใช่ถูกลบหลังเรือนประชุม”
ชายชรามองเขานานกว่าปกติ จากนั้นโยนกุญแจทองแดงดอกเล็กมาให้“ตราอยู่ก้นหีบ อย่าหยิบเงินข้า”
“ท่านมีเงินด้วยหรือ”
“คืนกุญแจมา”
เยี่ยซิงเหอหลบมือที่ยื่นมา ความตึงในอกคลายลงเพียงครึ่งเขาเปิดหีบ พบตราไม้เก่า ถุงเหรียญทองแดง และผ้าห่อเล็กอีกหลายชิ้นแต่ไม่พบสิ่งซึ่งส่งเสียงโลหะเมื่อเย็นเขาประทับตราลงบนดินเหนียวอ่อนแล้วคืนทุกอย่างตามเดิม
ผู้เฒ่าโม่พลิกตัวหันหลัง “สามวันนับจากพรุ่งนี้ห้ามฝืนเกินเก้าลมหายใจต่อรอบ”
“ท่านเห็นสิ่งใดในร่างข้า”
“เห็นคนดื้อผู้หนึ่งกำลังทำให้สมุนไพรข้าหมด”
“ที่ลาน มือของท่านหยุด”
“คนแก่ย่อมมือสั่น”
“ในห้องเก็บของมีของตอบสนอง”
ผู้เฒ่าโม่หลับตา “ซิงเหอบางคำตอบมิได้ช่วยให้เ้าผ่านวันพรุ่งนี้”
“แต่การไม่ตอบของท่านทำให้ข้าไม่รู้ว่าควรเชื่อสิ่งใด”
คราวนี้ชายชราไม่ประชด เขากล่าวเบาจนเกือบกลืนไปกับเสียงลม“จงเชื่อสิ่งที่ร่างเ้าบอกก่อน เชื่อข้าทีหลัง”
คำแนะนำนั้นติดอยู่ในใจเยี่ยซิงเหอตลอดคืน
* * *
วันแรกของการนับถอยหลัง เขาขึ้นไหล่เขาก่อนฟ้าสาง
ผู้เฒ่าโม่กำหนดให้เดินปราณครั้งละไม่เกินเก้าลมหายใจแล้วพักจนชีพจรกลับเป็ปกติ เยี่ยซิงเหอทำตามอย่างเคร่งครัดในสามรอบแรกลมหายใจของเขาไหลสม่ำเสมอ แต่สิ่งหนักดุจเม็ดโลหะยังหายเข้าไปกลางอกทุกครั้ง
รอบที่สี่ เขาลองเปลี่ยนท่านั่ง
รอบที่ห้า เขาหันหน้าไปทางทิศตะวันออก รับแสงแรกเหนือยอดสน
รอบที่หก เขาวางก้อนหินอุ่นจากเตาไว้ใต้ฝ่ามือ
ผลเหมือนเดิมทั้งหมด
เมื่อความอุ่นเกิด มันถูกดึงหาย เมื่อเขาพยายามรั้งชายโครงจะปวด เมื่อพยายามบังคับให้ไหลลงท้องน้อยหัวใจก็เต้นผิดจังหวะราวมีมือกำแน่นอยู่ข้างใน
ผู้เฒ่าโม่นั่งบนตอไม้ดื่มน้ำอุ่นจากกระบอกไผ่โดยทำเหมือนมิได้เฝ้าดู
“ตำราบอกให้รวมปราณที่ท้องน้อย” เยี่ยซิงเหอกล่าว“แต่ของข้าหายที่กลางอก”
“ตำราบอกวิธีซึ่งคนส่วนใหญ่ไม่ตายเมื่อทำตาม”
“แล้วคนส่วนน้อย?”
“บางคนเขียนตำราใหม่ บางคนไม่มีชีวิตพอเขียน”
“ท่านกำลังเตือนหรือขู่”
“กำลังบอกให้พัก”
เยี่ยซิงเหอมองเส้นเืซึ่งเต้นใต้ข้อมือเขาอยากลองรอบที่เจ็ด แต่จำคำว่าให้เชื่อร่างตนก่อน จึงลุกไปผ่ากิ่งสนแห้งแทน
การหยุดมิได้ทำให้เขารู้สึกฉลาด มันทำให้รู้สึกพ่ายแพ้
ก่อนเที่ยง เสียงล้อเกวียนดังมาจากทางลาดชาวบ้านหลายคนวิ่งลงไปยังถนนเยี่ยซิงเหอเห็นผ้าแดงผืนยาวผูกอยู่กับเสาเกวียน—สัญลักษณ์ว่าของจากเมืองมาถึง
บนเกวียนมีหีบไม้เนื้อแข็งสูงถึงอกคน สี่มุมรัดด้วยแถบทองแดงผู้คุมจากเมืองสองคนขี่ม้าตามข้าง หิมะบนล้อจับหนาจนวัวลากหอบไอขาว
“ศิลามาถึงก่อนกำหนด” ชาวบ้านผู้หนึ่งะโ“ผู้ตรวจจะตามมาพรุ่งนี้!”
ผู้เฒ่าโม่ซึ่งเมื่อครู่ยังนั่งง่วงลุกขึ้นทันที
เยี่ยซิงเหอสังเกตเห็นอีกครั้ง
“ท่านรู้ว่าข้างในคืออะไร”
“ทั้งหมู่บ้านก็รู้”
“ท่านรู้ว่าเป็ศิลาแบบใด”
ชายชราไม่ตอบ เขาเดินลงเขาเร็วจนไม้เท้าแทบไม่แตะพื้น
ที่ลานทดสอบ หีบถูกยกลงบนแท่นไม้ ชาวบ้านต้องยืนหลังเชือกกั้นผู้คุมจากเมืองเปิดฝาเพื่อตรวจสภาพเพียงครู่ แสงเย็นสีเงินวาบออกมาจากช่อง
เยี่ยซิงเหอเห็นศิลาดำทรงสูงมีลายเส้นสีเงินพันรอบคล้ายสายน้ำแข็งในหน้าผาลายหนึ่งพาดจากฐานขึ้นไปถึงยอดแล้ววกกลับเข้าแกนกลางรูปแบบนั้นซับซ้อนกว่าศิลาเก่าของหมู่บ้านหลายเท่า
ด้านข้าง ผู้เฒ่าโม่กำไม้เท้าแน่น
“มันต่างจากศิลาทั่วไปอย่างไร” เยี่ยซิงเหอถาม
“อ่านได้ลึกกว่า”
คำตอบหลุดออกมาเร็วเกินกว่าจะปิดบัง ชายชราหันมามองศิษย์
“ลึกถึงสิ่งใด”
“เส้นปราณที่ยังไม่เปิด รากฐานที่ยังไม่ก่อและรอยซึ่งคนบางคนไม่้าให้ใครแตะ”
“รอยใดในตัวข้า”
ผู้เฒ่าโม่หันกลับไปมองหีบ “ข้าไม่ได้กล่าวถึงเ้า”
“ท่านไม่ต้องกล่าว”
ผู้คุมเมืองปิดฝาหีบ แสงเงินหายไปสีหน้าผู้เฒ่าโม่กลับเป็คนเมาเฉื่อยชาอีกครั้ง ทว่าสายเกินไปเยี่ยซิงเหอเห็นความหวั่นไหวแล้ว
เขาเข้าใจว่าการทดสอบครั้งนี้อาจมิได้เพียงประกาศว่าเขาไร้ค่าศิลาอาจแตะสิ่งซึ่งผู้เฒ่าโม่ซ่อนไว้ตลอดหลายปี
และชายชราก็ยอมให้เขาไปทั้งที่รู้เช่นนั้น
* * *
วันที่สอง ความเจ็บย้ายจากชายโครงไปกลางแผ่นหลัง
เยี่ยซิงเหอฝึกเพียงหกชุดตามคำสั่ง แต่ในชุดสุดท้ายเขาลองนำความรู้สึกหนักจากหัวใจลงสู่ท้องน้อยโดยไม่รั้งไว้ที่ฝ่ามือความร้อนแล่นผ่านอกไปได้ครึ่งทาง ก่อนวกกลับรุนแรงจนร่างเขากระตุก
สิ่งหนึ่งคล้ายปลายเหล็กร้อนกรีดจากหัวใจไปใต้สะบัก
เขาล้มคุกเข่า มือกดหิมะจนเืจากแผลเก่าซึมออกมา
ผู้เฒ่าโม่มาถึงในพริบตาสองนิ้วแตะจุดชีพจรหลังคอแล้วกดให้เขาหายใจออก ความร้อนในร่างจึงค่อยลด
“ข้าบอกให้เ้าฟังร่าง มิใช่ทดลองว่ามันจะทนตายได้กี่ครั้ง”
เยี่ยซิงเหอกัดฟัน “มันเกือบผ่านลงไป”
“คำว่าเกือบไม่มีประโยชน์กับศพ”
“ถ้าท่านรู้ทางที่ถูก เหตุใดปล่อยให้ข้าลองผิด”
ผู้เฒ่าโม่ชะงัก “เพราะทางของเ้า ข้าเดินแทนไม่ได้”
“หรือเพราะท่านไม่ยอมบอกว่าทางนั้นคืออะไร”
สายลมกวาดหิมะผงผ่านระหว่างคนทั้งสอง ชายชราเปิดปากแล้วปิดรอยเหนื่อยล้าบนใบหน้าลึกกว่าทุกวัน
เยี่ยซิงเหอลุกเอง “หากท่านรู้ว่าข้าเป็อะไร จงบอกข้าหากไม่รู้ ก็อย่าห้ามข้าหาคำตอบ”
เขาเดินลงเขาโดยไม่รอไม้เท้าเคาะตามหลัง
คืนนั้นทั้งสองกินข้าวในความเงียบผู้เฒ่าโม่วางยาต้มไว้ข้างชามโดยไม่สั่ง เยี่ยซิงเหอดื่มจนหมดโดยไม่กล่าวขอบคุณความเอาใจใส่ยังอยู่ แต่ความไว้ใจมีรอยบาง ๆ พาดผ่านเหมือนน้ำแข็งซึ่งยังรับน้ำหนักได้แต่ไม่ควรเหยียบแรง
* * *
วันสุดท้ายก่อนทดสอบ หิมะตกหนักั้แ่ยามเหม่า
เยี่ยซิงเหอตั้งใจใช้ทั้งวันพักเส้นปราณ เขาช่วยตักน้ำกวาดหลังคา และเปลี่ยนฟืนในเตา เมื่อเห็นผู้เฒ่าโม่หยิบตำราเดินปราณออกมาเขาเพียงส่ายหน้า
“ข้าจะไม่ฝืนวิธีเดิมแล้ว”
“ดี” ชายชราปิดตำรา “อย่างน้อยความเจ็บก็สอนเร็วกว่าอาจารย์”
“แต่ข้ายังจะไปทดสอบ”
“ข้าไม่ได้ห้าม”
“ท่านเคยคิดจะห้าม”
ผู้เฒ่าโม่เติมถ่านในเตา “ข้าเคยคิดจะพาเ้าหนี”
เยี่ยซิงเหอเงยหน้า ทว่าชายชราไม่ขยายความเสียงร้องจากนอกเรือนตัดบทก่อน
เกวียนบรรทุกฟืนของสามครัวเรือนติดอยู่ตรงคุ้งทางเหนือล้อข้างหนึ่งตกหลุมหิมะ เพลาถูกก้อนหินหนุนเอียง หากปล่อยไว้นานฟืนสำหรับเตารวมจะเปียกและวัวลากอาจขาหัก ชายฉกรรจ์หลายคนออกไปช่วยแต่พื้นลาดลื่นจนไม่มีผู้ใดยกล้อขึ้นได้
เยี่ยซิงเหอคว้าเสื้อคลุม
ผู้เฒ่าโม่ถาม “วันนี้เ้าตั้งใจพักมิใช่หรือ”
“หากฟืนไม่ถึงลาน เด็กในเรือนรวมจะหนาวคืนนี้”
“คนอื่นมีมากพอ”
“คนมากแต่ยืนผิดด้านก็ยังยกไม่ขึ้น”
เขาวิ่งฝ่าหิมะไปยังคุ้งทาง ล้อซ้ายจมเกือบครึ่งด้านขวาของเกวียนติดหน้าผาตื้น ๆ ทุกคนพยายามดันจากท้ายทำให้แรงกดล้อลงหลุมยิ่งกว่าเดิม
เยี่ยซิงเหอคลานลงตรวจใต้เพลา เขาใช้ด้ามขวานเคาะหิมะพบก้อนหินแบนซ่อนอยู่
“อย่าดันท้าย!” เขาะโ “ผูกเชือกที่เพลาหน้าลากเฉียงขึ้นทางขวา แล้วให้คนสองคนงัดล้อพร้อมกัน”
ชายผู้เป็เ้าของเกวียนลังเล “ทางขวามีไหล่ผา”
“ถ้าลากตรง ล้อจะบดก้อนหินจนเพลาแตก ข้าจะวางฟืนรองตรงขอบ”
เขาไม่รอฟังคำอนุญาต ดึงฟืนท่อนใหญ่สามท่อนลงวางเป็ฐานแล้วมุดเข้าใต้เพลา มือซึ่งยังแตกต้องจับไม้เย็นจัด เืซึมผ่านผ้าพันแผลทันที
“พร้อม!”
เชือกตึง วัวร้องต่ำ ผู้คนออกแรงพร้อมกันเยี่ยซิงเหอกับชายอีกคนกดด้ามงัด ล้อขยับขึ้นเพียงหนึ่งชุ่นแล้วไหลกลับ
หญิงผู้หนึ่งลื่นล้มใกล้กีบวัว เด็กเล็กข้างทางร้องเรียกมารดา
เยี่ยซิงเหอปล่อยด้ามงัด พุ่งคว้าแขนนางแล้วดึงออกกีบวัวกระแทกพื้นตรงที่ศีรษะนางเคยอยู่ หางเกวียนเอียงลงฉับพลัน
เขามีเวลาเลือกเพียงชั่วใจเต้น
หากถอย เกวียนจะคว่ำทับคนด้านท้าย หากฝืนรับร่างซึ่งไร้ปราณอาจหักตามเพลา
เยี่ยซิงเหอสอดไหล่ใต้คานแล้วะโ “ลากเดี๋ยวนี้!”
น้ำหนักฟืนทั้งเกวียนกดลง ชายโครงเจ็บราวถูกฉีก ลมหายใจขาดห้วงแต่ครั้งนี้เขามิได้พยายามดึงพลังจากฟ้าดินความคิดมีเพียงคานต้องไม่ตกจนกว่าคนด้านหลังจะพ้น
กลางอกพลันเต้นดังหนึ่งครั้ง
ความหนักคล้ายเม็ดโลหะซึ่งเคยหายไปทุกคราไม่ไหลลงท้องน้อยมันแผ่ออกจากหัวใจสู่หัวไหล่เอง แสงทองบาง ๆลอดตามรอยแตกของผ้าพันมือแล้วซึมเข้าเนื้อไม้
คานเกวียนเบาขึ้นชั่ววูบ
“ดึง!”
ล้อปีนพ้นหลุม ผู้คนด้านท้ายผลักพร้อมกันเกวียนกระแทกลงบนทางราบ ฟืนหล่นสองสามท่อนแต่เพลาไม่หักวัวลากยืนสั่นและยังลงน้ำหนักได้ครบทุกขา
เยี่ยซิงเหอทรุดลงข้างทางแสงทองดับเร็วเสียจนผู้คนเห็นเพียงประกายจากหิมะ
หญิงที่เขาช่วยกอดลูกไว้แน่น นางคุกเข่าขอบคุณเขารีบประคองขึ้น “อย่าคุกเข่า ข้าเพียงอยู่ใกล้กว่า”
เ้าของเกวียนตรวจเพลาแล้วหันมา “ถ้าไม่มีเ้าวันนี้ฟืนกับคนคงตกไหล่ผา”
“ถ้าทุกคนไม่ลากพร้อมกัน ข้าก็ยกไม่ขึ้น”
ผู้เฒ่าโม่ยืนอยู่ท้ายกลุ่มั้แ่เมื่อใดไม่มีใครรู้ดวงตาจับอยู่ที่ผ้าพันมือของศิษย์
เยี่ยซิงเหอมองกลับ เขาไม่ต้องถามว่าชายชราเห็นหรือไม่
ครั้งนี้ผู้เฒ่าโม่ไม่หลบสายตา
* * *
คืนนั้นรอยร้อนรูปเสี้ยวดาวปรากฏใต้สะบักของเยี่ยซิงเหอ
มันมิได้ส่องแสงเพียงแดงกว่าผิวรอบข้างและร้อนทุกครั้งที่หัวใจเต้นผู้เฒ่าโม่ใช้ผ้าชุบน้ำเย็นประคบให้ เขาไม่อธิบายชื่อหรือที่มาบอกเพียงว่าห้ามลองเรียกแสงนั้นอีกก่อนทดสอบ
“มันตอบตอนข้าช่วยคน” เยี่ยซิงเหอกล่าว
“มันตอบตอนเ้าหยุดบังคับมัน”
“ต่างกันหรือ”
“มาก” ผู้เฒ่าโม่ผูกผ้ารอบอกให้“คนผู้หนึ่งอาจช่วยผู้อื่นเพราะอยากเป็วีรบุรุษบางคนหยุดบังคับเพราะยอมรับว่าตนมิใช่เ้าของทุกสิ่งอย่ารีบตั้งชื่อเหตุผลจากครั้งเดียว”
“ท่านรู้จักสิ่งนี้”
ชายชราดึงปมผ้าแน่น “ข้ารู้จักสิ่งที่คล้ายกันและข้าหวังมาตลอดว่าตนจำผิด”
นี่เป็คำตอบตรงที่สุดซึ่งเยี่ยซิงเหอเคยได้รับแต่กลับเปิดคำถามมากกว่าเดิม
ก่อนรุ่งสาง ทั้งหมู่บ้านเงียบอยู่ใต้หิมะศิลาลายเงินตั้งในหีบกลางลาน มีคนจากเมืองเฝ้าสองคนผู้เฒ่าโม่ออกจากเรือนโดยไม่ปลุกศิษย์เขาเดินตามรอยบางอย่างซึ่งสายตามนุษย์ทั่วไปไม่เห็น
จากหลังคาเรือนท้ายหมู่บ้านมีเส้นแสงสีทองจางเท่าใยแมงมุมทอดผ่านอากาศ ไปตามทางดิน ข้ามรั้วลานแล้วลอดเข้าใต้ฝาหีบไม้
ต้นทางอยู่ตรงแผ่นหลังของเยี่ยซิงเหอ
ปลายทางจมหายเข้าไปในลายเงินบนศิลาวัดปราณ
ผู้เฒ่าโม่ยืนกลางหิมะใบหน้าซึ่งเคยใช้คำประชดบังทุกสิ่งไร้รอยยิ้มโดยสิ้นเชิง
ภายในหีบ ศิลาซึ่งยังไม่มีผู้ใดแตะส่งเสียงร้าวเบา ๆหนึ่งครั้ง
เมื่อฟ้าสาง มันกลับเงียบและสมบูรณ์ดังเดิม