ห้าวันผ่านไป
ไป๋ชิงอวิ๋นสภาพร่างกายอ่อนล้าถึงขีดสุด ตอนนี้เขามองเห็นโลกรอบด้านเป็นสีเหลืองไปหมด ความเหนื่อยล้าโจมตีจิตใจและร่างกายของเขาอย่างหนัก
ตลอดระยะเวลาห้าวันที่ผ่านมาไป๋ชิงอวิ๋นต้องหลอมโอสถอย่างขะมักเขม้นมาโดยตลอด และในช่วงสำคัญของการหลอมโอสถเขาไม่กล้าผ่อนคลายเลยแม้แต่น้อย
เพราะฉะนั้นร่างกายและจิตใจจึงไม่สามารถแบกรับความเหนื่อยล้าได้อีก วัตถุดิบชุดสุดท้ายเขาเพิ่งหลอมสำเร็จไปเมื่อสักครู่นี้เอง ตอนนี้ไป๋ชิงอวิ๋นหมดเรี่ยวแรงเอนตัวลงนอนเหยียดราบอยู่กับพื้นที่ระเกะระกะไปด้วยชิ้นส่วนกระเบื้องที่แตก
สภาพห้องหลังจากที่เตาหลอมระเบิด มันเคยมีสภาพยังไงตลอดห้าวันมานี้มันก็ยังคงมีสภาพอยู่อย่างนั้น ขวดหยกสีขาววางเรียงกันอยู่นับพันขวด ซึ่งในขวดแต่ละขวดบรรจุโอสถรวมปราณชาดม่วงเอาไว้ขวดละสิบเม็ด
ในช่วงแรกของการหลอมโอสถ แน่นอนว่าต้องหลอมได้ช้าเพราะขาดประสบการณ์ในลงมือทำจริง แต่หลังจากที่หลอมสำเร็จไปแล้วสามถึงสี่ครั้ง ไป๋ชิงอวิ๋นก็จับจุดสำคัญของการหลอมโอสถครั้งนี้ได้ เขาเปลี่ยนแปลงวิธีการหลอมที่แต่เดิมต้องใช้เวลายาวนานให้สั้นลง โดยการใส่วัตถุดิบทั้งหมดลงไปในเตาหลอมโอสถรวดเดียวเลย
ในขั้นตอนนี้หากไม่ระวังให้ดีวัตถุดิบทั้งหมดก็จะถูกทำลายในพริบตา แต่ไป๋ชิงอวิ๋นตกผลึกแล้วกับโอสถชนิดนี้ เขาใช้เคล็ดวิชาหยินหยางฟ้าดินโกลาหลเข้าช่วยเหลือ โดยสร้างวงกลมไท่จี๋ขึ้นมาเพื่อรักษาสมดุล และใช้วัฏจักรก่อกำเนิดธาตุไฟเพื่อช่วยเสริมความเสถียรของเพลิงอัสนีบาตสีม่วง ซึ่งแบ่งแยกหน้าที่กันและหลอมรวมวัตถุดิบทั้งหมดในเวลาเดียวกันได้
หลังจากที่ผ่านขั้นตอนที่ยากลำบากนี้ไปได้ ไป๋ชิงอวิ๋นก็ต้องใช้เจตจำนงและปณิธานที่แข็งแกร่งเข้ายับยั้งสัญชาตญาณดิบของตนเอง เพราะทุกครั้งที่ของเหลวสีชาดม่วงปรากฏ สัญชาตญาณแห่งความหิวโหยก็จะปะทุออกมาจากส่วนลึกของจิตใจ
ด้วยวิธีการนี้จึงสามารถหลอมโอสถได้เร็วขึ้นก็จริงอยู่ แต่พลังกายและพลังใจที่ใช้ก็มีมากมายมหาศาลจนไม่สามารถนับได้เช่นกัน สูญเสียทั้งพลังลมปราณและพลังจิตวิญญาณอย่างต่อเนื่องมาตลอดห้าวัน
ตอนนี้ไป๋ชิงอวิ๋นอยู่ในสภาพร่างกายที่อ่อนแอแล้วจริงๆ "ในที่สุดก็หมดสักที การขาดทรัพยากรในการฝึกฝนมันน่ากลัวมากจริงๆ ตอนนี้งานประมูลเองก็ใกล้จะเริ่มแล้ว เราจะมาหลับในเวลาแบบนี้ไม่ได้ มีเรื่องสำคัญที่เราต้องจัดการให้เรียบร้อยเสียก่อน"
ไป๋ชิงอวิ๋นต่อต้านร่างกายฝืนทนกับความง่วงและความเหนื่อยล้าของร่างกาย เขาใช้แขนทั้งสองข้างพยุงร่างกายของตนเองให้ลุกขึ้น ไป๋ชิงอวิ๋นเก็บขวดหยกสีขาวหนึ่งพันขวดเข้าไปในช่องเก็บของ จากนั้นก็พยายามรวบรวมสติของตนเองให้กลับมามั่นคง เขายืนสงบนิ่งหายใจเข้าลึกๆอยู่ครู่หนึ่ง ในที่สุดอาการบ้านหมุนก็ทุเลาลง
ไป๋ชิงอวิ๋นตัดสินใจเปิดประตูห้องหมายเลขห้าออก แอ๊ด ประตูถูกแง้มออกเล็กน้อย จากนั้นประตูก็ถูกผลักให้เปิดออกจากด้านนอกอย่างรุนแรง ฝูงชนนับร้อยวิ่งกรูกันเข้าไปในห้องหมายเลขห้าด้วยความหิวกระหาย ในตอนนี้ดวงตาของพวกเขามีสีแดงก่ำและร่างกายของพวกเขาซูบผอมท่าทางของพวกเขาหิวกระหายเป็นอย่างมาก เหมือนกับคนที่อดอาหารมาแล้วหลายวัน
ไป๋ชิงอวิ๋นหลบหลีกฝูงชนอย่างคล่องแคล่ว เขาใช้เคล็ดวิชาวาจาสิทธิ์ในการพาตัวเองเคลื่อนย้ายออกไปนอกห้อง ไป๋ชิงอวิ๋นหันกายกลับไปมองดูกลุ่มฝูงชน พวกเขาแต่ละคนน้ำลายไหลออกมาจากปากเหมือนกับต่อมรับรสถูกกระตุ้นอย่างรุนแรง กลุ่มฝูงชนเหมือนกับตกอยู่ในความบ้าคลั่ง พวกเขาวิ่งพล่านไปมาในห้องและเริ่มดูดกลืนกลิ่นหอมภายในห้องอย่างลุ่มหลง
"สมกับที่เป็นโอสถรวมปราณชาดม่วง เพียงแค่กลิ่นหอมของมันก็สามารถทำให้คนคุ้มคลั่งได้มากขนาดนี้แล้ว" ไป๋ชิงอวิ๋นส่งป้ายห้องหมายห้องเลขห้ากลับไปวางไว้ที่โต๊ะลงทะเบียนของสมาคมโอสถ
กล่าวตามตรงเขาไม่กล้าอยู่ที่แห่งนี้นานเกินไป เพราะดูจากสภาพการที่เกิดขึ้นแล้ว อีกไม่นานก็คงมีบุคคลที่ทรงพลังของสมาคมโอสถแห่งเมืองจินหยางมาที่นี่อย่างแน่นอน
พอถึงตอนนั้นแล้วไป๋ชิงอวิ๋นคงยากที่จะหลีกเลี่ยงเรื่องวุ่นวายที่จะตามมาได้ ในตอนนี้ทำได้เพียงแค่หลบฉากออกไปก่อน เพราะหากถูกรั้งตัวไว้ที่สมาคมโอสถ งานประมูลที่จะเริ่มขึ้นในคืนวันพรุ่งนี้ เห็นทีคงจะไม่ได้เข้าร่วมเสียแล้ว
ไป๋ชิงอวิ๋นรีบออกไปจากสมาคมโอสถด้วยความรวดเร็ว เขารีบกลับไปที่โรงเตี๊ยมแสงจันทร์ซึ่งเป็นโรงเตี๊ยมที่สหายของเขาพักอยู่ ตลอดทางไป๋ชิงอวิ๋นไม่ได้สนใจสายตาของคนที่จ้องมองมายังร่างของเขาเลย
"คุณชายไป๋ถึงจะเป็นคนไร้ประโยชน์ แต่รูปร่างและหน้าตาของเขาก็หล่อเหลามากจริงๆ" เหล่าหญิงสาวจับกลุ่มซุบซิบนินทากันอยู่ข้างทาง พวกนางจ้องมองดูใบหน้าและกล้ามท้องของไป๋ชิงอวิ๋นกันตาเป็นมัน
มีหญิงสาวบางคนถึงขั้นระทวยแข้งขาอ่อนกับรูปลักษณ์ของไป๋ชิงอวิ๋น มันก็ช่วยไม่ได้เพราะอาภรณ์ที่ไป๋ชิงอวิ๋นสวมใส่อยู่เหลือเพียงแค่ท่อนล่างเท่านั้น เพราะช่วงบนของอาภรณ์ถูกแรงระเบิดจากเตาหลอมโอสถทำลายไปแล้ว
"หากได้เขามาเชยชม ก็ถือว่าไม่เลวนะ"
"นั่นสิ ถึงอย่างไรเขาก็เป็นสายเลือดของตระกูลไป๋"
"เสียดายที่มีดีแค่รูปลักษณ์หน้าตา หากเขามีพลังยุทธ์ที่แข็งแกร่งมากด้วยล่ะก็ สตรีทั้งเมืองคงแห่ไปหาเขาจนหัวกระไดไม่แห้งเป็นแน่"
พวกนางจับกลุ่มคุยกันอย่างสนุกสนาน ขณะเดียวกันสายตาก็จับจ้องไปยังร่างกายอันแสนจะเพอร์เฟคของไป๋ชิงอวิ๋น พวกนางจ้องมองจนน้ำลายแทบจะหกออกมา
ไป๋ชิงอวิ๋นสัมผัสได้ถึงสายตาของหญิงสาวเหล่านั้น แต่เขาก็ทำตัวเป็นเหมือนทองไม่รู้ร้อนเดินผ่านไปอย่างหน้าตาเฉย ฝีเท้าราบเรียบท่วงท่ามั่นคงก้าวเดินผ่านไปอย่างสง่างาม
ใช้เวลาไม่นานในที่สุดก็มาถึงโรงเตี๊ยมแสงจันทร์ ตลอดทางที่เดินผ่านมามีสายตามากมายจับจ้องมาที่ร่างของเขา ไป๋ชิงอวิ๋นสัมผัสคลื่นอารมณ์มากมายได้จากสายตาเหล่านั้น มีทั้งความเกลียดชัง ความลุ่มหลง ความรู้สึกเหยียดหยาม โดยรวมแล้วมีหลายอารมณ์ผสมปนเปกันไป แต่ในสายตาที่มองมา ไม่มีสายตาชื่นชมอยู่เลยแม้แต่คู่เดียว
ที่สัมผัสได้ส่วนใหญ่คือความสมเพชเวทนาและความดูถูกเหยียดหยาม ไป๋ชิงอวิ๋นรับรู้ได้จากสายตาของพวกเขา ในโลกที่พลังอำนาจคือทุกสิ่ง มันไม่มีพื้นที่และจุดยืนให้กับคนที่อ่อนแอ
ไป๋ชิงอวิ๋นเข้าใจในสัจธรรมข้อนี้ดี เขารู้ว่าสิ่งใดควรทำก่อนสิ่งใดควรทำหลัง ตอนนี้ยังไม่ใช่เวลาที่จะแสดงพลังออกมาให้คนหมู่มากได้รับรู้ อดทนอีกนิดรอคอยอีกหน่อย เมื่อถึงวันที่ต้องแสดงพลังต่อหน้าสาธารณชน วันนั้นจะเป็นวันที่เขาไป๋ชิงอวิ๋นประกาศให้กับคนในเมืองจินหยางได้รู้ว่า ข้าไป๋ชิงอวิ๋นมิใช่คนไร้ประโยชน์ผู้นั้นอีกแล้ว
ไป๋ชิงอวิ๋นเดินขึ้นไปที่ห้องพักชั้นสองด้านในสุด เมื่อเปิดประตูเข้าไปเขาก็ไม่เห็นร่างเงาของสหายเขาเลยแม้แต่คนเดียว ไป๋ชิงอวิ๋นครุ่นคิดจากนั้นก็ใช้เนตรสวรรค์กวาดตามองไปรอบด้าน แสงสีทองเปล่งประกายออกมาจากดวงตาด้านซ้ายของไป๋ชิงอวิ๋น มันมองทะลุสิ่งกีดขวางทั้งหมดออกไปยังภายนอกได้อย่างง่ายดาย
ไป๋ชิงอวิ๋นกวาดตามองอยู่สักพักในที่สุดก็เห็นสหายทั้งสามคนของเขาแล้ว พวกเขาทั้งสามยืนอยู่ในลานด้านหลังของโรงเตี๊ยมแสงจันทร์นี่เอง เพียงแต่ว่าท่ายืนของพวกเขามันแปลกประหลาด อีกทั้งร่างกายของพวกเขายังซูบผอม โดยเฉพาะกู่หวงตอนนี้เนื้อหนังของเขาเหลือน้อยกว่าคนอื่น ทั่วทั้งร่างแทบจะแห้งเหลือแต่กระดูก
ไป๋ชิงอวิ๋นใช้วิชาวาจาสิทธิ์เคลื่อนย้ายตัวเองไปหาสหายของเขาด้วยความตกใจ กู่หวง หยางเฉินและมู่ปิงเฟิงเมื่อเห็นไป๋ชิงอวิ๋นปรากฏกายขึ้น ดวงตาของพวกเขาก็เปล่งประกาย
ไป๋ชิงอวิ๋นจ้องมองสหายทั้งสามของเขาด้วยสายตาเคร่งขรึม ในช่วงระยะเวลาที่เขาไม่อยู่สหายของเขาไปเจออะไรมากันแน่ เหตุใดพวกเขาถึงได้มีสภาพเช่นนี้กัน
"ชิงอวิ๋นช่วยพวกข้าด้วย" หยางเฉินกล่าวขึ้นด้วยสีหน้าเก้อเขิน
"บอกข้ามาเกิดอะไรขึ้น ใครเป็นคนทำร้ายพวกเจ้า เหตุใดถึงมีสภาพเช่นนี้กัน" ไป๋ชิงอวิ๋นถามขึ้นเร็วปรื๋อ เขาเริ่มรู้สึกร้อนใจขึ้นมาแล้ว
"เอ่อ..คือ" หยางเฉินอ้ำๆอึ้งๆไม่รู้จะตอบอย่างไร
"คือว่า...พวกข้า....เอ่อ~" มู่ปิงเฟิงรู้สึกว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องน่าอับอายไม่สมควรที่จะพูด เขาไม่รู้ว่าจะต้องพูดเรื่องนี้อย่างไรดี
"มัวแต่อ้ำๆอึ้งๆกันอยู่นั่นวันนี้ข้าจะฟังพวกเจ้ารู้เรื่องไหม พวกเจ้าเป็นอะไรหรือใครทำร้ายพวกเจ้ารีบตอบข้ามา" ไป๋ชิงอวิ๋นเริ่มรู้สึกไม่สบอารมณ์กับท่าทีของสหายของเขา
"คือว่า..พวกข้า..ลืมวิธีการเดินไปแล้วน่ะ" เสียงของกู่หวงแหบพร่า แต่ขณะเดียวกันก็แผ่วเบาราวกับขนนก
ไป๋ชิงอวิ๋นยืนนิ่งตะลึงงันไป จากนั้นก็หลุดหัวเราะออกมาอย่างสุดเสียง เขาพอจะเรียงลำดับเหตุการณ์ได้แล้ว ในช่วงห้าวันมานี้สหายของเขาคงจะฝึกทักษะท่าเท้าที่เขามอบให้ไปก่อนหน้านี้ ทักษะเหล่านั้นเป็นทักษะชั้นสูงมาก และไม่สามารถฝึกฝนให้สำเร็จในขั้นแรกได้ภายในสองสามวัน ด้วยทักษะท่าร่างชั้นสูงเช่นนี้ก็ไม่แปลกใจเลยที่พวกเขาจะลืมวิธีการเดิน
"ฮ่าฮ่าฮ่า" ไป๋ชิงอวิ๋นขำจนไหลโยกตัวสั่น
กู่หวง หยางเฉินและมู่ปิงเฟิงหน้าแดงด้วยความอับอาย ครั้งนี้เสียหน้ามากจริงๆ ต้องมาตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ มันอนาถยิ่งกว่าสิบแปดปีที่ผ่านมาเสียอีก
"เลิกขำแล้วมาช่วยพวกข้าก่อนไม่ได้หรือไง" หยางเฉินมีหน้าเก้อเขินระคนไปด้วยความโกรธ
"เรื่องนี้ข้าช่วยไม่ได้ พวกเจ้าต้องช่วยเหลือตัวเองแล้วล่ะ เพราะหากทะลวงถึงขั้นแรกของทักษะไม่ได้ ชาตินี้ทั้งชาติพวกเจ้าคงไม่สามารถกลับมาเดินได้อีกแล้ว" ไป๋ชิงอวิ๋นกล่าวอย่างอารมณ์ดี "แต่พวกเจ้าวางใจเถอะ ดูจากท่าร่างที่พวกเจ้ายืนอยู่ก็คงใกล้จะบรรลุขั้นแรกเต็มทีแล้ว พยายามให้หนักอีกหน่อยเดี๋ยวก็บรรลุได้เองนั่นแหละ"
"พูดน่ะมันง่าย แต่ทำจริงมันยากมากเลยนะ เจ้าดูร่างกายของพวกข้าตอนนี้สิ แทบจะเหลือแต่หนังหุ้มกระดูกอยู่แล้ว ยังจะเอาเรี่ยวแรงที่ไหนมาฝึกฝนอีกล่ะ" กู่หวงกล่าวขึ้นอย่างอ่อนแรง
"เรื่องนี้พอมีวิธีช่วยได้" ไป๋ชิงอวิ๋นหยิบขวดหยกสีขาวในช่องเก็บของออกมาหนึ่งขวด จากนั้นก็เปิดฝาขวดหยกออก กลิ่นที่หอมหวานชวนให้อยากอาหารก็แผ่กระจายออกมาจากด้านในขวด กู่หวง หยางเฉินและมู่ปิงเฟิงทั้งสามคนน้ำลายไหลออกมาพร้อมกันอย่างควบคุมไม่ได้
ไป๋ชิงอวิ๋นควบคุมพลังจากนั้นก็เรียกโอสถรวมปราณชาดม่วงในขวดหยกสีขาวออกมาสามเม็ด ไป๋ชิงอวิ๋นดีดโอสถรวมปราณชาดม่วงทั้งสามเม็ดเข้าไปในปากสหายของเขา
เมื่อกลืนโอสถลงไปในท้องกู่หวง หยางเฉินและมู่ปิงเฟิงก็เหมือนกับดินแห้งแล้งหน้าร้อนที่ได้รับฝนแรกของฤดู ทำให้ร่างกายที่ผอมกะล่องของพวกเขากลับมามีน้ำมีนวลอีกครั้ง พลังของโอสถยังไม่ได้หมดไปเพียงเท่านี้ มันยังคงแผ่กระจายอยู่ในร่างกายของพวกเขาอย่างต่อเนื่อง
"ตั้งใจฝึกเข้าเถอะ ข้าให้เวลาอีกสามชั่วยาม เมื่อข้ากลับมาอีกครั้งพวกเจ้าต้องเดินได้" กล่าวจบไป๋ชิงอวิ๋นก็หันหลังแล้วเดินจากไป
เขาทิ้งให้ กู่หวง หยางเฉินและมู่ปิงเฟิงยืนอยู่ในท่าทางที่แปลกประหลาดพิสดารต่อไป