วันคืนอันชื่นมื่นผ่านไปอย่างรวดเร็วเข้าวันต่อมาเจสันแต่งตัวมิดชิดในชุดคลุมเดินออกมาจากบ้านพักตรงไปยังคลินิกแห่งหนึ่งในย่านที่ผู้คนเดินเข้าออกกันค่อนข้างอืดฝืดถ้าเทียบกับคลินิกแห่งอื่นๆ
ภายนอกเป็ตึกสองชั้นโดดๆที่ทาสีขาวซึ่งตอนนี้สีเริ่มหลุดลอกจนเห็นก้อนอิฐที่เรียงกันอย่างเป็ระเบียบดูก็เหมาะสมกับที่ไม่ค่อยมีผู้คนมาใช้บริการมากนัก
เขาเดินเข้าไปด้านในตัวตึกตรงไปยังเคาน์เตอร์ที่มีพยาบาลสาววัยกลางคนกำลังนั่งจดบันทึกลงในกระดาษด้วยสีหน้าขะมักเขม้นเธอเงยหน้าขึ้นหลังรู้สึกว่ามีใครกำลังยืนอยู่เบื้องหน้าคิ้วของเธอหมวดเป็ปมก่อนจะเอ่ยถามเจสัน
“มีธุระอะไรหรือเปล่าคะ?”
“ครับ ผม้าพบหมอฟรอสซิลตอนนี้เขาอยู่ที่นี่หรือเปล่าครับ”
“ได้นัดเอาไว้ล่วงหน้าหรือเปล่าค่ะ?”
“ไม่ได้นัดเอาไว้หรอกครับแต่ผมมีธุระเร่งด่วนที่จะต้องพูดคุยกับเขาสักสองสามเื่”
“สักครู่นะคะ”
พยาบาลสาวยกโทรศัพท์ขึ้นแนบหูต่อสายไปหาหมอเจมส์ฟรอสซิล คุยกันสองสามประโยคก็วางสายไป พยาบาลสาวหันมามองเจสัน
“คุณหมอฟรอสซิลติดงานหลายเคสเลยค่ะตอนนี้เขาบอกเอาไว้ว่าถ้ามีเื่อะไรจะคุยต้องรอให้ถึงตอนเที่ยงอย่างเดียวเท่านั้นแหละค่ะ”
“ขอบคุณครับ ผมจะรอ”
เจสันผละออกมาจากพยาบาลสาวมานั่งตรงเก้าอีกด้านนอกตัวตึกตอนนี้เป็่เวลาเก้าโมงครึ่งกว่าจะถึงตอนบ่ายก็ต้องรออีกสองชั่วโมงครึ่งแต่เวลาแค่นี้ไม่ใช่ปัญหาสำหรับเขา
หลังจากที่เขาเกือบจะได้ตัวคนร้ายมาแต่ก็พลาดท่าเขาก็เอาแต่ครุ่นคิดหาทางที่จะหาตัวคนร้ายให้ได้ดังนั้นขั้นแรกเขาควรจะมาสอบถามผู้ต้องสงสัยคนต่างๆที่เข้าข่ายเป็คนลงมือฆ่าผู้เคราะห์ร้ายทั้งสองรวมถึงนายตำรวจหนึ่งคนด้วยดีกว่าที่จะต้องนั่งรอให้คนร้ายก่อเหตุซ้ำอีกครั้ง
เขานั่งรอจนถึงเวลาพักเที่ยงจึงตัดสินใจเดินเข้าไปในตึกอีกครั้งเขาพบพยาบาลหญิงคนเดินกำลังยืนคุยกับชายวัยกลางคนอายุราวสามสิบปลายๆซึ่งอยู่ในชุดกาวสีขาวเมื่อเธอเห็นเจสันเดินเข้ามาเธอก็ชี้พยักพเยิดมาที่เขา
“คุณมีธุระอะไรกับผมหรือเปล่าครับ?”
“ครับผมมีเื่ที่จะสอบถามคุณหลายๆอย่างเกี่ยวกับคดีฆาตกรรมที่เกิดขึ้นเมื่อไม่กี่วันก่อน”
หมอฟรอสซิลขมวดคิ้วสีหน้าเริ่มไม่ค่อยดี ก่อนจะพูดออกมาน้ำเสียงไม่ค่อยพอใจ
“เื่นั้นผมให้ปากคำกับตำรวจไปหมดแล้วนะครับ?”
“ครับ ผมเข้าใจเื่นั้นดีแต่ผมก็อยากที่จะสอบถามคุณอีกหลายๆเื่เหมือนกันเลยล่ะครับคุณพอที่จะสะดวกมั้ยล่ะครับคุณหมอ”
“คุณไม่ใช่ตำรวจหรอกเหรอครับ?”
“ครับ ผมไม่ใช่ตำรวจแต่จะเข้าใจได้ง่ายๆว่าตอนนี้ผมกำลังทำงานร่วมกับตำรวจอยู่ แล้วตกลงว่าคุณสะดวกมั้ยล่ะครับ?”
หมอฟรอสซิลได้แต่มองหน้าเจสันเงียบๆดูเหมือนว่าเขากำลังประมวลความคิดในเื่อะไรบางอย่างอยู่สุดท้ายเขาได้แต่ถอนหายใจแล้วพูดออกมา
“ถ้าใช้เวลาไม่มากนักผมก็พอจะให้ปากคำกับคุณได้อยู่หรอกครับ”
“ขอบคุณครับ ผมจะใช้เวลาไม่นาน”
“ถ้างั้นเชิญ”
หมอฟรอสซิลเดินนำเจสันเข้ามาในห้องพักเล็กๆที่มีเพียงโต๊ะรับรองกับเก้าอี้สองตัวมีของตกแต่งบางตาประดับประดาตามมุมห้อง ทั้งสองนั่งตรงเก้าอี้แต่ละตัวหันหน้าเข้าหากันมีเพียงโต๊ะที่ตั้งคั่นกลางเอาไว้
“ขออภัยที่เสียมารยาทนะครับผมชื่อเจสันเป็นักสืบที่ตอนนี้ทำงานร่วมกับตำรวจตามที่ได้เรียนคุณเอาไว้ั้แ่ตอนแรก”
“นักสืบอย่างงั้นเหรอ!”
“ครับผมมีเื่ที่อยากจะถามคุณไม่กี่ข้อ หวังว่าคุณคงสะดวกที่จะให้ข้อมูลกับนักสืบอย่างผมอย่างซื่อตรงนะครับคุณหมอ”
“เอาสิครับมีอะไรก็เชิญพูดมาได้เลยครับคุณนักสืบ”
“เมื่อวานนี้่สี่ห้าทุ่มคุณหมออยู่ที่ไหนเหรอครับ?”
“เมื่อคืนตอนสี่ทุ่มผมกำลังนั่งทำงานในห้องทำงานที่บ้านอยู่ครับ”
“มีพยานช่วยยืนยันมั้ยล่ะครับ?”
“ไม่ครับ ผมยังโสด ที่บ้านผมมีเพียงแค่ผมคนเดียวเท่านั้นไม่มีพยานมาช่วยยืนยันที่อยู่ให้ผมหรอกนะครับ”
“ห้องนี้ดูไม่ค่อยมีของตกแต่งอะไรเลยนะครับ”
เจสันเปลี่ยนเื่หมุนเก้าอี้มองไปรอบห้องอย่างน่าประหลาดใจหมอฟรอสซิลมึนงงในการเปลี่ยนเื่คุยอย่างกะทันหันจนได้แต่มองตาม
“เอ่อ...ครับ ปกติผมไม่ค่อยมีเวลามานั่งทำอะไรนอกจากทานข้าวและก็ทำงานหรอกนะครับผมเลยไม่ค่อยเอาใจใส่ในการลงทุนตกแต่งห้องสักเท่าไหร่คุณคงจะเห็นสภาพตึกของผมั้แ่เข้ามาแล้วล่ะว่าผมไม่ใช่คนร่ำรวยเงินทองพอที่จะมาใส่ใจสิ่งเล็กน้อยพวกนี้”
“แต่ผมได้ยินมาว่าคุณเรียกค่ารักษาจากผู้ตายทั้งสองค่อนข้างสูงพอตัวมันดูขัดกับที่คุณบอกว่าไม่ค่อยจะมีเงินเท่าไหร่เลยนะครับ?”
“จะบ้าเหรอครับ!คุณอย่าไปเชื่อเื่ไร้สาระอะไรแบบนั้นเลย พวกนั้นไม่แม้แต่จะรู้ว่าการรักษาของผมค่อนข้างจะต้องใช้เงินทุนอุปกรณ์สักเท่าไหร่กันพอไม่พอใจในเื่ค่ารักษาก็มากุเื่โกหกให้ผมเสียหายจนยกใหญ่ดูสิครับว่าตอนนี้ผู้ป่วยเริ่มที่จะทยอยไปรักษาที่อื่นกันหมดแล้วมีก็แต่ขาประจำที่เคยรักษากับผมเท่านั้น”
“เหรอครับถ้างั้นคุณก็มีแรงจูงใจพอที่จะฆ่าพวกเขาน่ะสิครับ”
“ฮึ!”
หมอฟรอสซิลหลุบตาลงต่ำพร้อมถอนหายใจแรงเขาควักบุหรี่ขึ้นมาสูบก่อนจะพ่นควันสีขาวให้ลอยละล่องออกทางหน้าต่าง หันกลับมาจ้องหน้าเจสัน
“ผมยอมรับว่าผมรู้สึกแค้นสองคนนั่นจนอยากที่จะฆ่าพวกเขาให้ตายแต่ผมขอยืนยันเลยครับว่าผมไม่ได้ฆ่าพวกเขาทั้งสองคน”
“คุณก็พูดเหมือนกับคนอื่นๆเลยล่ะแต่เอาเถอะ ยังไงซะผมก็ไม่มีหลักฐานอะไรอยู่ดี สุดท้ายแล้วล่ะ ช่วยเขียนอะไรซักอย่างหนึ่งให้ผมหน่อยจะได้ไหมครับ”
เจสันควักแผ่นกระดาษออกมาคลี่แล้ววางลงตรงหน้าหมอฟรอสซิลเป็กระดาษเอสี่ที่ถูกตัดออกเหลือเพียงครึ่งหนึ่ง
“คุณ้าอะไรกันแน่?”
“ก็เหมือนที่ผมบอกไปนั่นแหละครับช่วยเขียนลงไปว่า ‘ผมไม่ได้เป็คนฆ่าเหยื่อทั้งสอง ผมไม่ได้เกี่ยวข้องกับการตายของพวกเขา’ เขียนตามนี้เลยครับ”
“ถ้านั่นเป็สิ่งที่คุณ้าแล้วล่ะก็ตามใจคุณเถอะครับผมจะไม่ถามให้มากความไปกว่านี้”
หมอฟรอสซิลได้แต่ถอนหายใจยาวก่อนจะควักปากกาตรงอกเสื้อขึ้นมาเขียนประโยคตามที่เจสันบอกไว้อย่างบรรจงลงในแผ่นกระดาษก่อนจะยื่นให้เขา
“ขอบคุณครับผมไม่ขอรบกวนเวลาของคุณมากไปกว่านี้แล้วล่ะครับ สวัสดี”
หลังกล่าวลาแล้วเจสันก็เดินออกมาจากคลินิกควักแผ่นกระดาษขึ้นมาดูก่อนจะเผยอยิ้มออกมาเขาเก็บแผ่นกระดาษแล้วเดินมุ่งหน้าไปยังสถานที่ต่อไป
เจสันเดินล้วงกระเป๋าเข้ามาในร้านเหล้าใน่เวลาเกือบห้าโมงเย็นเวลานี้ยังไม่เป็เวลาทำการมีเพียงพนักงานที่กำลังกุลีกุจอจัดเตรียมของสำหรับเตรียมพร้อมเปิดร้านพนักงานสาวพอเห็นเจสันก็รีบเดินปรี่เข้ามาทันที
“คุณลูกค้าคะ ตอนนี้ยังไม่ถึงเวลาเปิดร้านเลยนะคะ”
“นั่นไม่ใช่สิ่งที่ผม้าหรอกครับผมอยากจะขอพบคุณ เจย์ ยังส์ ไม่ทราบว่าตอนนี้เขาอยู่ที่ร้านหรือเปล่าครับ?พอดีผมมีเื่ที่อยากจะสอบถามเขาสักหน่อยครับ”
“เจย์เหรอคะ มีอะไรกับเขาหรือเปล่าคะ?”
“ครับผมมีเื่ส่วนตัวอยากจะคุยกับเขาน่ะครับพอจะช่วยเรียกเขามาหน่อยได้ไหมครับหากคุณสะดวก”
“ก็ได้ค่ะ ฉันจะไปเรียกเจย์มาให้พบคุณก็แล้วกันรอซักครู่นะคะ”
หญิงสาวเดินออกไปทางหลังร้านทิ้งเจสันเอาไว้ให้ยืนคอยอยู่ในร้านเขาหันมองไปรอบๆตัวร้าน พนักงานกำลังทำความสะอาดบางคนก็จัดเตรียมเก้าอี้ให้เป็ระเบียบ ทุกคนเอาแต่ก้มหน้าทำงานเป็พัลวันจนไม่มีเวลาแม้แต่จะเหลือบมามองสิ่งแปลกปลอมของร้านอย่างเขา
“มีธุระอะไรหรือเปล่าครับ?”
หลังใช้เวลายืนรอสี่ห้านาทีก็มีหญิงสาวคนเดิมเดินมาพร้อมกับชายหนุ่มอายุราวสามสิบกำลังเดินมายืนอยู่ตรงหน้าเจสันเขาเป็ชายผิวขาวแต่ใบหน้าเกรียมแดดเพราะต้องทำงานจัด รูปร่างผอมบางร่างสูงชะลูด ดวงตาเป็ประกายจ้องมองมาทางเจสัน
“สวัสดีครับคุณยังส์ ผมชื่อเจสันเป็นักสืบที่ตอนนี้ทำงานร่วมกับตำรวจ คุณพอมีเวลาซักครู่มั้ยครับผมมีบางอย่างที่อยากจะถามคุณไม่กี่ข้อ”
พนักงานหนุ่มมองเจสันั้แ่หัวจรดปลายเท้าอย่างระแวดระวังพอได้ยินคำว่านักสืบทำให้หญิงสาวที่ยืนอยู่ใกล้ๆเริ่มเกิดความสนใจขึ้นมา เธอทำงานพร้อมเหลือบมองทั้งสองไปพลาง
“แล้วคุณมีอะไรที่อยากจะสอบถามผมเหรอครับคุณนักสืบ?”
“ผมว่าเราหาสถานที่คุยส่วนตัวกันดีกว่านะครับผมไม่อยากจะให้ใครอื่นมาได้ยินบทสนทนาของพวกเราเข้า ขออภัยด้วยครับหากคุณไม่สะดวก”
“อืม...โอเคครับ แต่ผมมีเวลาตอบคำถามคุณไม่มากผมหวังว่าคุณจะไม่ยืดเยื้อเวลาทำงานของผมนะครับ ถ้างั้นเชิญทางนี้”
พนักงานหนุ่มพาเจสันมายังห้องแต่งตัวสำหรับพนักงานมีตู้ล็อคเกอร์ตั้งเรียงยาวไปตามทาง หน้าตู้มีเก้าอี้ยาวหนึ่งตัววางพาดยาวเอาไว้ทั้งสองนั่งหันหน้าเข้าหากัน
“เอาล่ะครับเพื่อไม่ให้เป็การยืดเวลางานของคุณไปมากกว่านี้ผมจะขอเริ่มตั้งคำถามเลยนะครับ เมื่อวันที่เกิดเหตุฆาตกรรมเมื่อวันก่อนคุณกำลังทำอะไรอยู่ครับใน่สี่ห้าทุ่ม”
“ผมทำอะไรอยู่งั้นเหรอครับผมก็ทำงานรับแขกที่หน้าบาร์อยู่น่ะสิครับอย่างที่คุณเห็นอยู่ว่าทุกคนเอาแต่ทำงานวุ่นกันั้แ่ก่อนเปิดร้านซึ่งพอถึงเวลางานผมรับรองเลยล่ะครับว่าเวลางานมันยิ่งวุ่นวายจนไม่มีเวลาผละจากงานได้เลยล่ะครับ”
“แปลว่า่เกิดเหตุของเมื่อวันก่อนคุณทำงานอยู่ที่นี่ตลอดคืนเลยอย่างนั้นสินะครับ”
“ผมจะไม่โกหกคุณเลยนะครับว่าสองวันก่อน่เกิดเหตุตามที่ผมได้ยินมาจากในข่าวผมรู้สึกปวดท้องเลยขอพักเบรกไปราวๆชั่วโมงหนึ่ง ผมนอนพักอยู่ในห้องนี้จนเริ่มรู้สึกดีก็รีบกลับไปทำงานต่อ”
“คุณมีพยานหลักฐานยืนยันที่อยู่ในตอนที่คุณอยู่ที่นี่หรือเปล่าครับ”
“ไม่มีเลยครับ อย่างที่บอกไปทุกคนต่างมีหน้าที่ที่จะต้องไปทำตรงหน้าร้าน ไม่มีเวลามานั่งพักคุยเล่นกับผมหรอกนะครับคุณนักสืบ”
“งั้นเหรอครับ”
“ครับ แต่ตรงทางเข้าห้องนี้มีกล้องวงจรปิดหนึ่งตัวด้วยนะครับหากคุณลองเช็คดูจะพบว่าหลังจากที่ผมเข้ามาแล้วผมไม่ได้เดินออกไปไหนเลยจนกว่าผมหายดีตามที่ผมได้เรียนเอาไว้แล้วล่ะครับ”
เจสันลุกขึ้นเดินไปยังหน้าต่างตรงสุดริมห้องทีหน้าต่างบานพับที่เปิดอ้าซ่าเอาไว้เพื่อระบายอากาศ หน้าต่างเปิดออกไปทางซอยหลังร้านซึ่งอยู่สูงจากพื้นถนนไม่กี่เมตรตรงขอบหน้าต่างมีรอยฝุ่นจับเขรอะเพราะขาดความเอาใจใส่ในความสะอาด
“แต่ก็ไม่จำเป็ที่จะต้องออกไปทางประตูหน้าได้ทางเดียวเท่านั้นน่ะสิครับตรงนี้มีหน้าต่างที่เอื้ออำนวยพอที่จะให้คุณออกไปข้างนอกโดยที่ไม่มีใครสงสัยได้อีกด้วย”
“ไม่มีทางครับ คุณอาจจะยังไม่รู้แต่เมื่อวานตรงด้านล่างนั่นยังมีกองเหล็กกองไม้วางเกลื่อนกลาดไปหมดเลยครับพวกคนงานก่อสร้างพึ่งย้ายพวกอุปกรณ์ไปวางอยู่ตรงฝั่งนู้นแทนไม่เชื่อคุณสามารถไปสอบถามพวกเขาได้เลยครับ”
พนักงานหนุ่มชี้ไปยังพวกอุปกรณ์เครื่องมือในการก่อสร้างที่วางเกลื่อนกลาดเอาไว้มั่วซั่วมีทั้งแท่งเหล็กแหลมหลายแท่ง เศษกองไม้หลายแผ่น รวมทั้งอุปกรณ์อีกหลายอย่างที่ดูน่าหวาดเสียวหากต้องลงทางหน้าต่างไปแล้วเจอกับสิ่งของพวกนั้นดีไม่ดีอาจจะทำให้เกิดอันตรายระหว่างกำลังะโลงไปก็ได้
“ครับที่จริงผมรู้ั้แ่ก่อนที่คุณจะบอกแล้วล่ะครับผมแค่ลองฟังคำตอบที่แน่ใจจากคุณอีกทีก็เท่านั้น”
“คุณกำลังอำผมเล่นหรือเปล่าครับ”
“ไม่เลยดูสิครับตรงด้านล่างมีรอยดินยุบลงไปทั้งที่ตรงอื่นไม่มีรอยพวกนี้ แปลว่าเคยมีสิ่งของหลายอย่างถูกวางเอาไว้ตรงนี้และนั่นรอยลากยาวไปทางนั้นคือสิ่งที่บอกผมว่ามีการเคลื่อนย้ายสิ่งของจากตรงนี้ไปยังตรงฝั่งที่คุณชี้ให้ผมเห็นนอกจากนั้นนะครับ ผมยังรู้อีกว่าไม่เคยมีใครคิดพิเรนแอบหนีออกไปทางหน้าต่างอีกด้วยนะครับ”
“คุณชักจะพูดในสิ่งที่ทำให้ผมสับสนมึนงงไปเรื่อยเลยนะครับเนี่ย”
“ใจเย็นก่อนสิครับ ดูนี่สิ รอยฝุ่นที่จับตรงบริเวณขอบหน้าต่างนี่แหละครับคือคีย์เวิร์ดสำคัญหากมีใครคิดออกไปด้านนอกผ่านทางหน้าต่างคงจะต้องมีรอยนิ้วมือติดตรงแถวขอบหน้าต่างที่เต็มไปด้วยฝุ่นพวกนี้แต่ตรงนี้มันกลับไม่มีร่องรอยตรงไหนเลยที่บ่งบอกว่ามีการใช้งานคงไม่มีใครใจกล้าบ้าบิ่นพอที่จะะโลงไปโดยไม่แตะขอบหน้าต่างเอาไว้หรอกนะครับดังนั้นผมจึงสามารถยืนยันได้ตามที่ผมบอกเอาไว้”
“พอคุณอธิบายออกมายิ่งทำให้ผมกระจ่างขึ้นมาเลยล่ะครับ”
“เื่เล็กน้อยหรอกครับอีกคำถามหนึ่งผมได้ยินมาว่าคุณมีเื่กับผู้ตายทั้งสองคนพอจะช่วยเล่าความเป็มาของเื่พวกนี้ให้ผมได้รับฟังหน่อยจะได้มั้ย?”
“เื่นั้นไม่ใช่ปัญหาใหญ่หลวงอะไรเลยครับผมเป็พนักงานที่คอยดูแลเอาใจใส่ลูกค้าที่มาใช้บริการในร้าน เป็เื่ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องเจอกับพวกคนเมาที่คอยจะหาเื่คนในร้านคุณเป็นักสืบคุณคงจะเข้าใจได้ไม่ยากในสิ่งที่ผมจะต้องทำหรอกนะ”
“ขอบคุณสำหรับคำตอบ ถ้างั้นผมมีอย่างสุดท้ายที่จะให้คุณทำซักอย่างหนึ่งก่อนที่ผมจะไป”
เจสันหยิบกระดาษลักษณะเดียวกับที่ให้คุณหมอฟรอสซิลเขียนประโยคลงไปแต่นี่เป็อีกแผ่นหนึ่งที่ได้ตระเตรียมเอาไว้แล้ว
“ช่วยเขียนคำว่า ‘ผมไม่ได้เป็คนฆ่าเหยื่อทั้งสองผมไม่ได้เกี่ยวข้องกับการตายของพวกเขา’ลงในกระดาษที่ผมให้ไปหน่อยนะครับ”
“ทำไมผมต้องเขียนด้วยล่ะครับ?”
“มันจะเป็เครื่องช่วยยืนยันแน่ชัดว่าคุณไม่ใช่ฆาตกรน่ะสิครับเอาล่ะ ช่วยเขียนอย่างบรรจงด้วยนะครับ”
พนักงานหนุ่มได้แต่มึนงงระคนสงสัยกับสิ่งที่นักสืบหนุ่มตรงหน้า้าแต่หากมันจะเป็ตัวช่วยให้เขาหลุดพ้นจากการเป็ผู้ต้องสงสัยได้เขาก็ยินดีที่จะทำอย่างไม่อิดออดเขาเขียนประโยคตามที่เจสันบอกเอาไว้อย่างบรรจงแล้วยื่นกระดาษกลับไปให้เจสัน
“นี่ครับ นี่คือทั้งหมดที่คุณ้าจากผมแล้วสินะครับ?”
“ครับ ขอบคุณที่ให้ความร่วมมือหวังว่าเราคงจะไม่ได้พบกันอีก ผมจะไม่ประวิงเวลาสำคัญของคุณแม้แต่วินาทีเดียวแล้วสวัสดีครับ”
เจสันบอกลาชายหนุ่มแล้วเดินออกมาจากร้านตอนนี้เป็เวลาหกโมงกว่าๆ เป็เวลาเลิกงานของพวกหาเช้ากินค่ำแต่สำหรับพวกพนักงานกลางคืนแล้วนี่คงเป็แค่จุดเริ่มต้นของพวกเขาเท่านั้น
เจสันแวะทานอาหารตรงคาเฟ่ร้านประจำพนักงานกล่าวทักทายอย่างเป็กันเองเพราะจำหน้าลูกค้าขาประจำได้เป็อย่างดี เขานั่งทานอาหารอยู่ในร้านพลางหยิบกระดาษที่พึ่งได้รับจากพนักงานชายมาหมาดๆสายตาเพ่งเล็งมองไปยังเศษกระดาษในมือก่อนที่จะหลุดถอนหายใจเฮือกออกมายกใหญ่
“เอาล่ะดูเหมือนว่าจะเหลือแค่เพียงมิสเตอร์แอดเลอร์อีกคนเดียวแล้วสินะ”
ถึงแม้เจสันค่อนข้างจะแน่ใจว่าแอดเลอร์ไม่มีทางเป็ฆาตกรอย่างแน่นอนแต่เขาก็ไม่ชะล่าใจ เพราะหากเขาคิดผิดแล้วแอดเลอร์เป็ฆาตกรที่แท้จริงจะทำให้เขาพลาดเบาะแสสำคัญในการจับตัวเ้าฆาตกรได้
เจสันรีบทานอาหารจนเสร็จเรียบร้อยแล้วรีบเดินบึ่งไปยังที่พักของแอดเลอร์ทันทีตอนนี้เป็เวลาหนึ่งทุ่มกว่าๆหากคาดการณ์ไม่ผิดเขาคงจะต้องอยู่ที่บ้านอย่างแน่นอน
ยามราตรีเริ่มเข้าครอบคลุมผืนเมืองเจสันยืนอยู่ตรงซอกหลืบไม่ไกลจากบ้านพักของแอดเลอร์ เขามองสังเกตไปรอบๆแต่ไร้วี่แววซึ่งตำรวจที่คอยทำหน้าที่จับตามองแอดเลอร์เอาไว้เจสันได้แต่สบถในความสะเพร่าของพวกตำรวจที่ปล่อยปละละเลยในหน้าที่ของตัวเอง
อากาศภายนอกเริ่มส่งความหนาวะเืจนเนื้อตัวเริ่มชาไร้เสียงสงัดจากสิ่งโดยรอบ มีเพียงแสงไฟจากดวงไฟส่องประกายอ่อนๆตรงหน้าทางเข้าราวกับกำลังเชื้อเชิญ
“ไม่ไหว ข้างนอกนี้มันหนาวเสียชิบ!”
เจสันตัดสินใจเดินตรงไปทางเข้าบ้านของแอดเลอร์ข้างในไร้ซุ่มเสียงต่างๆ หากแต่มีเพียงดวงไฟตรงหน้าต่างห้องมุมขวาบนเปิดสว่างเอาไว้บ่งบอกว่ามีคนอยู่ด้านใน
ก๊อกๆ!
เจสันเคาะประตูบ้านเป็สัญญาณเรียกคนที่อาศัยอยู่ด้านในเพื่อบ่งบอกการมาของเขาในยามวิกาลถึงแม้จะรู้สึกผิดในการมาใน่เวลาพักผ่อนแต่นี่ก็เป็สิ่งสำคัญที่ไม่อาจยืดหย่อนปล่อยผ่านไปได้ง่ายๆสำหรับเจสัน
“สวัสดีครับคุณแอดเลอร์ ผมนักสืบเจสันที่เคยเจอกันที่สถานีตำรวจเมื่อไม่กี่วันก่อน คุณพอมีเวลาสะดวกคุยกับผมซักครู่มั้ยครับ!”
หลังจากรอประมาณสองสามนาทีก็ไม่มีสัญญาณตอบรับเจสันเลยเคาะประตูพร้ะโกนเรียกเพราะคิดว่าเขาคงกำลังหลับอยู่เลยไม่ได้ยินเสียงเคาะประตูจากเขา
มีเพียงความเงียบสงัดขานตอบรับเขาเพียงเท่านั้นเจสันเหนื่อยที่จะะโเรียกจึงลองเอื้อมมือไปจับลูกบิดประตู ปรากฏว่าเขาสามารถเปิดเข้าไปด้านในได้อย่างง่ายดาย
แอ๊ด!
เสียงประตูถูกเปิดเข้าไปด้านในอย่างฝืดๆจนเกิดเสียงภายในห้องโถงถูกปกคลุมไปด้วยความมืดมิด ไม่ว่าเขาจะเหลือบมองไปทางไหนก็ไม่สามารถเห็นสภาพโดยรอบได้
เขาเดินชิดไปกับกำแพงพร้อมกับควานมือหาสวิตช์ไฟไปด้วยในที่สุดก็สามารถเปิดไฟจนสว่างจ้าไปทั่วห้องได้ชั้นล่างที่เขายืนอยู่มีบันใดยาวนำไปสู่ชั้นบนตั้งอยู่เบื้องหน้าโดยรอบมีเฟอร์นิเจอร์หรูหราตกแต่งประดับประดาไปทั่วบ่งบอกถึงความมีฐานะอู้ฟู่ของตัวเ้าของบ้าน
เจสันตัดสินใจเดินขึ้นบันใดไปทางห้องที่เปิดไฟซึ่งได้มองเห็นผ่านทางหน้าต่างจากด้านนอกซึ่งไม่ใช่เื่ยากเย็นอะไรเพราะบนชั้นสองที่เขาเดินมาถึงมีเพียงทางแยกซ้ายขวาซึ่งมีบานประตูเพียงแค่สามห้องประตูทางด้านขวามีแสงไฟส่องลอดออกมาจากด้านใต้ประตู
“สวัสดีครับคุณแอดเลอร์ ถ้าคุณอยู่รบกวนช่วยส่งเสียงตอบผมด้วยครับ!”
ไร้ซึ่งเสียงตอบรับตามเดิมเจสันเริ่มรู้สึกหนาวะเืไปจนถึงไขสันหลัง ดูเหมือนว่านี่จะเป็สัญญาณบ่งบอกถึงความอันตรายที่ส่งผ่านมาจากภายในบานประตูบานนั้น
เขาเอื้อมมือไปหยิบดาบเล่มยาวที่ประดับเอาไว้บนฝาผนังขึ้นมาถือกระชับเอาไว้แน่นพยายามเดินตรงไปยังบานประตูอย่างไร้ซุ่มเสียง เหงื่อเม็ดโป้งไหลซึมผ่านแก้ม
เขาค่อยๆเอื้อมมือไปหยิบลูกบิดอย่างแช่มช้าก่อนที่จะค่อยๆหมุนลูกบิดเปิดประตูแล้วดันเข้าไปด้านในจนเกิดเสียงเอี๊ยดอ๊าด
“อึก!”
เจสันผงะกับสิ่งที่ได้เห็นอยู่ตรงหน้าแต่เขารีบตัดสินใจวิ่งพุ่งตัวเข้าไปในห้องพร้อมกับมองสำรวจไปทั่วห้องอย่างฉับพลัน เขามองซ้ายมองขวาเงยหน้าขึ้นบนอย่างละเอียดถี่ถ้วนแต่ก็ไม่มีสัญญาณของอันตราย
เจสันควักโทรศัพท์ในกางเกงขึ้นมาต่อสายตรงไปหาสารวัตรแฟรงค์รอไม่นานปลายสายก็กดรับ เสียงทุ้มๆดังง่วนมาจากปลายสาย
“มีอะไรหรือเปล่าเจสันถึงได้โทรมาในเวลาดึกๆแบบนี้”
“มีสิ! เื่ใหญ่เลยล่ะ! รีบส่งคนมาที่บ้านของแอดเลอร์เดี๋ยวนี้เลย!”
“อะไรกัน!หรือว่านายจะจับตัวหมอนั่นได้คาหนังคาเขาแล้ว!เขาเป็คนร้ายอย่างที่พวกเราคิดเอาไว้จริงๆอย่างนั้นสินะเจสัน!”
“ไม่ใช่! แต่เป็อีกประเด็นหนึ่งเลยล่ะ!”
“นายอย่าบอกนะว่า!...”
“ใช่แล้วล่ะ! ฉันพบแอดเลอร์นอนกลายเป็ศพอยู่ในห้องทำงานของเขาน่ะสิ!”
เบื้องหน้าของเจสันบนพื้นไม้กระดานมีรอยเืไหลเจิ่งนองไหลไปตามทางบนกองเืมีร่างไร้ิญญาของแอนดี้ แอดเลอร์นอนหงายหน้าขึ้นไป้า มีรอยแผลลากยาวอย่างน่าหวาดเสียวตรงลำคอมือไม้หงิกงอจากการดิ้นรนก่อนตายอย่างน่าอเนจอนาถ บนหน้าผากปรากฏตัวอีกษรเืสลักเอาไว้ว่า‘DEATH’