หลังจากที่สองสามีภรรยากลับบ้านไป เซี่ยซูมี่นำขาหมูป่าที่เหลืออยู่มาเผา เพื่อทำให้เก็บรักษาได้นานขึ้น นอกจากนั้นยังมีส่วนหัวของหมูป่า ซ่งเวยหลงรับหน้าที่ในการทำความสะอาด เพื่อให้ดูน่ากินมากยิ่งขึ้น
“ข้าทำน้ำแกงกระดูกหมูป่า รบกวนท่านพี่เอาไปให้ท่านลุงจูด้วยนะเ้าคะ” หลังจากที่ได้ทำความรู้จักกับท่านลุงจูมากขึ้น เวลาที่ทำของอร่อย ๆ เซี่ยซูมี่มักจะนึกถึงท่านลุงจูอยู่เสมอ
“ได้ ขอพี่ทำความสะอาดหัวหมูให้เ้าก่อน” ซ่งเวยหลงพยักหน้ารับคำ เนื่องจากว่ายังทำหัวหมูติดพันอยู่ จึงอยากจะทำให้เสร็จเป็อย่างๆ ไปเสียก่อน
“เ้าค่ะ” เซี่ยซูมี่เองก็ไม่ได้เร่งรีบเพราะยังไม่ถึงเวลามื้อเย็น
เมื่อคุยกับสามีเสร็จแล้วหญิงสาวก็นำขาหมูมาเผา แล้วทำความสะอาด จากนั้นก็นำเกลือรวมไปถึงเครื่องเทศมาทารอบๆ เพื่อให้ไม่มีกลิ่นคาว จากนั้นก็นำไปรมควันเพื่อให้ขาหมูคายน้ำออกมาจะได้ไม่เน่า อาจจะต้องใช้เวลาทั้งคืนในการทำ ไม่จำเป็ต้องอยู่เฝ้าทั้งคืน แต่ต้องลุกขึ้นมาดูว่าไฟมอดดับไปแล้วหรือยัง เมื่อหันมาอีกทีสามีก็กลับจากบ้านท่านลุงจูเป็ที่เรียบร้อยแล้ว
“ให้พี่ช่วยอะไรอีกหรือไม่” ซ่งเวยหลงเดินเข้าไปหาหญิงสาวในครัว เพื่อดูว่ามีสิ่งใดให้ตนได้ช่วยอีกหรือไม่
“ไม่มีแล้วล่ะเ้าค่ะ เสร็จเรียบร้อยแล้ว ท่านไปรอข้าที่โต๊ะอาหารเถอะเ้าค่ะ ข้าจะได้ยกอาหารตามออกไป” เซี่ยซุมี่ส่ายหน้าพร้อมทั้งยิ้มให้สามี
“พี่ช่วยเ้าดีกว่าจะได้ไม่เหนื่อยมาก” ซ่งเวยหลงทำตามคำพูด เดินไปช่วยภรรยา ยกอาหารที่นางได้เตรียมเอาไว้ไปที่โต๊ะอาหาร
“ไปทันมื้อเย็นท่านลุงหรือไม่เ้าคะ” เซี่ยซูมี่อยากจะให้ท่านลุงจูซดน้ำแกงร้อนๆ แต่ก็กลัวว่าเมื่อสามีไปถึงท่านลุงจะกินมื้อเย็นไปเสียแล้ว
“ไปทัน ท่านลุงกำลังจะกินมื้อเย็นพอดี” ซ่งเวยหลงพยักหน้าให้ภรรยาโล่งใจ
“แล้วท่านลุงอยู่บ้านกับผู้ใดหรือเ้าคะ น้ำแกงที่ข้าตักให้ไปนั้นพอหรือไม่” เซี่ยซูมี่ไม่รู้ว่าภายในบ้านของท่านลุงจูนั้นมีใครบ้าง จึงตักน้ำแกงไปหนึ่งถ้วยใหญ่ ซึ่งนั้นก็เกือบจะครึ่งหม้อเข้าไปแล้ว
“อยู่คนเดียว ลูกของท่านลุงแต่งงานออกเรือนไปหมดแล้ว ส่วนท่านป้าเสียไปหลายปีแล้วล่ะ” ซ่งเวยหลงพูดขึ้น
“อย่างนั้นหรือเ้าคะ น่าจะเหงาแย่เลยนะเ้าคะ” เซี่ยซูมี่เข้าใจความรู้สึกของการอยู่คนเดียวดีว่ามันอ้างว้างมากแค่ไหน ยิ่งต้องมาสูญเสียคนที่รักแล้วด้วยนั้นยิ่งเหงามากเป็สองเท่า
“มันคือวัฏจักร อีกหน่อยพี่ก็คงต้องจากเ้าไปเช่นท่านป้า” ซ่งเวยหลงเข้าใจโลก เพราะเขาเองก็ผ่านการสูญเสียมามากเช่นเดียวกัน เกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็วัฏจักรสงสารที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้
“ไม่พูดแล้วเ้าค่ะ ท่านอายุยังน้อยผู้ใดพูดเื่ความตายกันเ้าคะ” เซี่ยซูมี่ใช้มือปิดปากสามี พร้อมทั้งใช้สายตาดุเขาไป เนื่องจากว่ารู้สึกไม่ชอบใจเลยสักนิดที่ได้ยินคำพวกนี้
“กินเถอะ” ซ่งเวยหลงใช้จมูกสูดดมความหอมจากฝ่ามือหญิงสาว จากนั้นก็พยักหน้าเข้าใจ หากนางไม่ชอบตนก็จะไม่พูดถึงเื่พวกนี้อีก
ทางด้านเซี่ยซูมี่เมื่อชักมือกลับแล้ว ก็ทำได้เพียงก้มหน้ากินอาหาร เพราะรู้สึกเขินอายการกระทำของสามี วันนี้เขาฉวยโอกาสถึงสองครั้ง ครั้งแรกคืออยู่ในป่าซึ่งถือว่าครั้งนั้นเป็การปลอบขวัญ ซึ่งมันเป็การกระทำที่ทำให้รู้สึกดีไม่น้อย แต่ครั้งนี้มันไม่ดีต่อหัวใจเซี่ยซูมี่เลยสักนิด ใจเ้ากรรมไม่รักดีเต้นดังโครมครามเกรงว่าคนข้างๆ จะได้ยินจังหวะการเต้นของหัวใจ
ทางด้านของชายหนุ่มเองก็ไม่แพ้กัน เขาไม่รู้ว่าทำอะไรลงไป รู้เพียงว่าไม่สามารถหักห้ามใจไม่ให้สูดดมกลิ่นหอมจากหญิงสาวได้อีกต่อไป คล้ายว่านางมีกลิ่นหอมเฉพาะตัวที่ไม่เคยได้กลิ่นจากไหนมาก่อน ทำให้เขาไม่สามารถบังคับตัวเองได้อีกต่อไป
“น้ำแกงรสชาติดีมาก หน่อไม้ก็ไม่ขมเลยเ้าทำได้อย่างไรหรือ?” ซ่งเวยหลงไม่ใช่ไม่เคยกินหน่อไม้ แต่เขาไม่ค่อยชอบสักเท่าไหร่เพราะมันมีรสชาติออกไปทางขมมากกว่า
“ก่อนจะนำมาทำน้ำแกงต้องต้มเอาความขมออกก่อนเ้าค่ะ หรือไม่ก็ใส่เกลือเข้าไปก็สามารถช่วยได้เยอะเช่นเดียวกัน” เซี่ยซูมี่หลุดจากภวังค์ จากนั้นก็หันมาตอบคำถามชายหนุ่ม
“เช่นนั้นหรือ มิน่าเล่าถึงไม่มีรสขมปนอยู่เลย” ซ่งเวยหลงพยักหน้า พร้อมทั้งทำหน้าสนใจอาหารตรงหน้า
“ท่านพี่ลองกินผัดผักดูสิเ้าคะ ข้าใช้มันของหมูป่ามาผัด กลิ่นหอมใช้ได้เลยเ้าค่ะ”
จากนั้นสองสามีภรรยาก็กินมื้อเย็นกันอย่างเอร็ดอร่อย ซ่งเวยหลงเจริญอาหาร เพราะเขาตักข้าวเพิ่มถึงสองรอบ ข้าวสวยร้อนๆ กินคู่กับผัดผัก รวมไปถึงซดน้ำแกงร้อนๆ ช่างเข้ากันดีเยี่ยม
“อาจื่อแต่งงานกับพี่รั่วซีนานหรือยังเ้าคะ” เซี่ยซูมี่้ารู้ประวัติของคนที่ตั้งตัวเป็ศัตรูกับตนเอง
“น่าจะขวบปีได้แล้ว ทำไมหรือ?” ซ่งเวยหลงอดที่จะสงสัยไม่ได้
“ไม่มีอะไรเ้าค่ะ ข้าแค่นึกหน้าพี่รั่วซีไม่ออก ทั้งๆ ที่นางบอกว่าเป็สหายกับพี่สาวของข้า” เซี่ยซูมี่ยักไหล่ราวกับไม่ได้ใส่ใจในคำถามมากนัก ก็แค่อยากจะรู้ประวัติของศัตรูแค่เท่านั้น
“พี่ก็ไม่เห็นว่าเ้าจะจำใครได้สักคน แม้กระทั่งอาจื่อเอง เ้าก็ยังไม่เรียกเขาว่าพี่ ทั้งๆ ที่อาจื่อเองก็อายุเท่ากับรั่วซี” ซ่งเวยหลงส่ายหัวให้กับความตีมึนของภรรยา นางช่างทำหน้าตาไม่รู้ประสาได้เหมือนจริงๆ จนบางครั้งเขาเผลอเข้าใจผิดคิดว่านางเหมือนไม่เคยมาที่หมู่บ้านแห่งนี้มาก่อน
“อาจื่อน่ะหรือเ้าคะ?” เซี่ยซูมี่ทวนย้ำ
“ก็อาจื่อนั่นแหละ อายุ 17 ปีแล้ว เป็พี่เ้าถึง 2 ปี” เซี่ยซูมี่เบะปาก
“ต่อไปท่านอยากจะให้ข้าเรียกเขาว่าพี่หรือเ้าคะ?” เซี่ยซูมี่ถาม เพราะนางไม่รู้ว่าอาจื่ออายุเท่าไหร่ บางครั้งก็เห็นอาจื่อเรียกสามีว่าพี่ แต่บางครั้งก็ทำราวกับว่าเป็สหายรุ่นเดียวกัน อีกอย่างนางคือหญิงสาวอายุ 23 ปี ไม่ใช่เด็กน้อยอายุ 15 เสียหน่อย มันก็ต้องมีบ้างที่เผลอลืมตัว
“เ้าเรียกอาจื่อเช่นเดิมน่ะถูกแล้ว เพราะถึงอย่างไรอาจื่อก็ต้องเรียกเ้าว่าอาซ้ออยู่ดี” ซ่งเวยหลงดีดหน้าผากภรรยาเบาๆ รู้สึกมันเขี้ยวนางขึ้นมา ช่างเป็หญิงที่ทำหน้าตาสงสัยมึนงงได้น่ามันเขี้ยวมากที่สุด
เซี่ยซูมี่ทำเพียงย่นจมูกให้สามีเท่านั้น ส่วนซ่งเวยหลงทำเพียงส่ายหัวเบาๆ กับความขี้เล่นของภรรยา ระหว่างสองสามีภรรยาไม่มีใครรู้ตัวว่าต่างฝ่ายต่างเริ่มเผยตัวตนที่แท้จริงออกมาทีละนิด และเริ่มยอมรับในตัวของกันและกัน
เวลาผ่านไปราวๆ 1 เดือน หลังจากที่ช่างเข้ามาสร้างบ้าน ซึ่งมันก็เริ่มเป็รูปเป็ร่างมากขึ้น นอกจากที่สร้างบ้านแล้ว เซี่ยซูมี่ยังให้ช่างล้อมรั้วกำแพงให้มิดชิดอีกด้วย เพราะ้าความเป็ส่วนตัวมากที่สุด
“ท่านพี่เ้าคะ ข้าว่าอีกไม่กี่วันผักพวกนี้ก็น่าจะเก็บได้แล้วล่ะเ้าค่ะ” เซี่ยซูมี่พูดกับสามี ตอนนี้ทั้งสองคนกำลังช่วยกันรดน้ำผัก
“เ้าไม่รอให้มันโตอีกหน่อยแล้วเอาเข้าไปขายที่ในเมืองหรอกหรือ” ซ่งเวยหลงแปลกใจ นางเคยบอกเอาไว้ว่าจะปลูกผักเพื่อเอาไปขายในเมือง ถึงขั้นลงทุนซื้อเกวียนมา แต่เป็เวลากว่าเดือนหนึ่งแล้วยังไม่ได้ใช้เกวียนเลยสักนิด
“ข้าเปลี่ยนใจแล้วเ้าค่ะ เอาผักมาดองขาย่ก่อนจะเข้าฤดูหนาวดีกว่าเ้าค่ะ ข้าจะให้ท่านพาข้าไปเสนอขายให้กับหลงจู๊ที่ในเมือง” เซี่ยซูมี่พูดขึ้น ผักสดแล้วอย่างไร ก็ได้แค่เป็ผักเท่านั้น สู้เอามาแปรรูปเพื่อเพิ่มราคาให้มันดีกว่า ในเมื่อเป็เ้าแม่แปรรูปแล้วเหตุใดต้องทำให้เหมือนคนอื่น
“พี่แล้วแต่เ้าก็แล้วกัน” ซ่งเวยหลงพยักหน้าเข้าใจ เพราะ่นี้ตนเข้าป่าเพื่อไปดูกับดักสัตว์ทุกวัน ภรรยามีหน้าที่แปรรูปอาหาร นางบอกว่าทำไว้เพื่อจะนำไปขายก่อนฤดูหนาวจะมาถึง ตอนนี้ในห้องครัวมีขาหมูป่าอยู่ราว 8 ขาใหญ่ๆ นอกจากนั้นยังมีเนื้อสามชั้นอีกจำนวนมาก คาดไม่ถึงเลยว่านางจะใจแข็งไม่ยอมขายเนื้อก่อน
เซี่ยซูมี่ยิ้มชอบใจ พร้อมทั้งคิดในใจว่าสามีที่เชื่อฟังภรรยาย่อมเจริญทุกคน รวมไปถึงสามีของตนด้วย แม้จะเป็เพียงสามีในนามก็ตาม ไม่ใช่ว่านางไม่ยินยอมเป็ของเขา แต่เป็เพราะฝ่ายชายเขาไม่ทำและจะให้ตนทำอย่างไรได้ คงได้แต่นอนกอดกันภายใต้ผ้าห่มผืนเดียวกันทุกคืนอยู่ร่ำไป แต่ไม่มีคืนไหนเลยที่มีทีท่าว่าจะพัฒนาเป็อย่างอื่นไปได้ หรือว่าสามีของตนจะมีรสนิยมเป็อย่างอื่น
5 วันผ่านไป เซี่ยซูมี่ก็เริ่มเก็บผัก หนึ่งในนั้นคือหัวไชเท้าที่มีมากเป็พิเศษ นอกจากหัวไชเท้าแล้ว ใบของมันก็ยังสามารถนำมาทำผักดองเผ็ดได้อีกด้วย นำมาผสมกับใบกุยช่ายเพื่อชูรสชาติเพิ่มขึ้น ซ่งเวยหลงรับอาสาเป็ลูกมือช่วยภรรยาล้างผัก และช่วยนางตากหัวไชเท้า ไม่คิดว่าภรรยาของเขาจะมีความสามารถมากเพียงนี้
“อีก 2 วันเราก็น่าจะเอาไปขายได้แล้วล่ะเ้าค่ะ” เซี่ยซูมี่พูดขึ้น เดิมทีอยากจะเอาใบของไช้เท้าดองไปขายก่อนด้วยซ้ำ เพราะมันสามารถกินได้เลยไม่ต้องรอเวลา
“ได้พี่จะได้เตรียมเกวียน” ซ่งเวยหลงเอ่ย
“ทำไมข้ารู้สึกว่าท้องของวัวตัวเมียมันขยายขึ้นล่ะเ้าคะ” เซี่ยซูมี่เฝ้าสังเกตวัวทั้งสองที่ซื้อมา ดูเหมือนว่าวัวตัวเมียจะดูอ้วนขึ้น
“พี่คิดว่ามันน่าจะท้องก่อนหน้าที่เราซื้อมาแล้วล่ะ แต่แค่ยังดูไม่ออกเท่านั้น” ซ่งเวยหลงไม่ใช่ไม่สงสัย แต่เขาแค่้ามั่นใจ
“ช่างเป็ข่าวดีสำหรับบ้านเราจริงๆ เลยเ้าค่ะ” เซี่ยซูมี่รู้สึกว่าเป็การลงทุนที่คุ้มค่ามากจริงๆ
“ใช่แล้วล่ะ แต่พี่อยากจะให้ข่าวดีของบ้านเราเป็อย่างอื่นมากกว่า” ซ่งเวยหลงใช้สายตาหวานเยิ้มมองไปที่หญิงสาว แม้พยายามจะสื่อความหมายกับหญิงตรงหน้ามากเพียงใด แต่ดูเหมือนว่านางทำเพียงเอียงอายเท่านั้น เขาเองก็เป็สุภาพบุรุษมากกว่าที่จะขืนใจสตรีหากว่านางไม่เต็มใจ คงต้องรอวันที่นางพร้อมจะเป็ของเขาจริงๆ
ทางด้านเซี่ยซูมี่เองก็เขินจนหน้าแดง พยายามบอกตัวเองว่าห้ามคิดไปไกล แต่คำพูดของชายหนุ่มชวนให้คิดเหลือเกินว่าเขา้าที่จะมีลูกกับตน แต่เมื่อคิดว่ามันจะเป็ไปได้อย่างไรในเมื่อยังไม่เคยร่วมหอกันเลยสักครั้ง คิดถึงเื่นี้ก็ต้องถอนหายใจ ด้วยว่าตนเองก็เป็หญิงจะต้องให้ทอดสะพานเช่นไรชายหนุ่มถึงจะรู้ว่าตัวเองนั้นพร้อมที่จะเป็ของเขาทั้งตัวและหัวใจแล้ว
“อะ เอ่อ ข้าขอตัวไปให้อาหารไก่ก่อนนะเ้าคะ” ตอนนี้ไก่ป่าที่เลี้ยงเอาไว้ก็เริ่มโตขึ้นมากแล้วเช่นกัน เนื่องจากว่าให้พวกมันกินเศษอาหารเข้าไปด้วย ไม่ใช่มีเพียงแค่ผักอย่างเดียว ทำให้ตัวของพวกมันอ้วนท้วนสมบูรณ์ อีกทั้งหมูป่าต่างก็ส่งเสียงเจื้อยแจ้วคล้ายว่าพวกมันก็้าอาหารเช่นเดียวกัน
ซ่งเวยหลงได้แต่ถอนหายใจ รู้สึกเหนื่อยใจไปตามๆ กัน เห็นทีว่าคงต้องขอคำปรึกษากับอาจื่อเสียแล้วว่าต้องทำเช่นไรภรรยาถึงยอมใจอ่อนร่วมหอด้วยเสียที จะว่าเป็เพราะตนเองอัปลักษณ์ก็ไม่น่าจะใช่ เพราะโกนหนวดเคราออกหมดแล้ว คงต้องขอคำปรึกษาจากคนที่ผ่านเหตุการณ์นี้มาว่ามีเคล็ดลับอะไร ที่สามารถทำให้หญิงคล้อยตามได้โดยง่ายบ้าง หรือมีเคล็ดลับอะไรที่สามารถทำให้หญิงที่รักเข้าใจความรู้สึกลึกๆ ของตนบ้าง
เอ็นดูพี่อยากได้เมียแต่ไม่รู้จะเริ่มยังไง น้องเองก็อยากได้พี่แต่แสดงออกไม่ได้ อุอิอุอิ