เมื่อจบการเรียนภาคบ่ายก็เป็เวลา่เย็นแล้ว สุ่ยลิ่วเดินออกจากลานกว้างที่เป็สนามซ้อมฝึกวิชาของสำนักศึกษาด้วยความอารมณ์ที่ไม่ค่อยสู้ดีนัก ตอนแรกอาจารย์เฟิงจู้ได้กล่าวชื่นชมเขาว่าเขามีพร์ที่ดี เป็ต้นกล้าที่เหมาะสมในการฝึกฝน สุ่ยลิ่วก็อารมณ์ดียิ่ง
แต่เพื่อนที่มาเรียนภาคบ่ายกับเขามีอยู่ผู้หนึ่งรัศมีของคนผู้นั้นมีรัศมีเจิดจำรัสเป็อย่างที่สุดมีนามว่า ไป๋จ้าง ในรอบแรกเขาไม่สามารถควบคุมพลังลมของตนได้ แต่จู่ๆร่างเขาส่องแสงประกายสีเขียวออกมาและราวกลับพร์ของเขาพึ่งตื่นขึ้นมา พลังธาตุลมรอบๆร่างกลับไปหมุนวนที่รอบตัวเขาดุจ์เป็ใจให้ไป๋จ้าง และไป๋จ้างก็สามารถทะลวงขั้นพลังได้อีกด้วยจากด่านครองเวทย์ขั้นฝึกฝนเข้าสู่ด่านครองเวทย์ขั้นเชี่ยวชาญในทันที น่าประหลาดใจยิ่งนัก
อาจารย์เฟิงจู้สามารถััได้ถึงความเปลี่ยนแปลงของไป๋จ้างและสามารถมองเห็นสิ่งที่แปลกประหลาดมาจากร่างไป๋จ้างได้ เห็นสิ่งที่มีความพิศวงลี้ลับจากไป๋จ้างผู้นี้ อาจารย์เฟิงจู้มีแววตาที่ส่องประกายมองเมื่อไป๋จ้าง
ไม่ต้องรีรออาจารย์เฟิงจู้รีบถามไป๋จ้างเื่ถามการรับไป๋จ้างเป็ศิษย์ส่วนตัวของเขา
ไป๋จ้างยอมรับเป็ศิษย์ส่วนตัวของอาจารย์เฟิงจู้ในทันที ศิษย์ส่วนตัวนั้นหมายความว่าไป๋จ้างไม่ต้องเรียนกับอาจารย์ผู้อื่นอีกแล้วสามารถถามและเรียนรู้จากเฟิงจู้ได้โดยตรงเลย
ไป๋จ้างยินดีเป็อย่างยิ่ง อาจารย์เฟิงจู้และไป๋จ้างหัวเราะเฮฮากันสนุกสนาน ไป๋จ้างได้อยู่ที่สูงกว่าศิษย์ทั่วไปในทันที การเป็ศิษย์ส่วนตัวหมายถึงอิสระในการเรียน จะขออาจารย์ตนให้สอนตอนไหนก็ได้ ยามที่ไม่เข้าใจสิ่งใดก็ถามได้โดยตรงทันทีไม่ต้องรอในการเรียนครั้งถัดไปเช่นศิษย์ทั่วไป นอกจากนั้นยังเข้าถึงทรัพยากรได้มากกว่าอีกด้วย ทั้งสองคนพูดคุยกันอย่างออกรสออกชาติจนทำให้สุ่ยลิ่วและศิษย์ที่มาเรียนอีกสองคนถึงกับหน้าเสียและทำตัวไม่ถูก พวกเขาราวกับเป็ตัวประกอบขับเน้นให้ไป๋จ้างที่เป็ตัวเอกผู้นี้โดดเด่นระยิบระยับจับตา
อาจารย์เฟิงจู้ในวันนี้ไม่สนใจพวกเขาอีกสามคนเลยแม้แต่น้อย สอนแต่ไป๋จ้างผู้เดียว สุ่ยลิ่วและเพื่อนอีกสองคนได้แต่เก็บความไม่พอใจเอาไว้ในใจ รอจนหมดเวลาเรียน อาจารย์เฟิงจู้และไป๋จ้างก็ยังไม่หยุดพูดคุยกันเลย
สุ่ยลิ่วกับเพื่อนอีกสองคนคารวะและขอตัวลาอาจารย์เฟิงจู้ แต่อาจารย์เฟิงจู้นั้นไม่ได้เหลียวมองพวกเขาทั้งสามเลยด้วยซ้ำ อาจารย์เฟิงจู้ยามนี้คิดแต่เื่การปั้นให้ไป๋จ้างผู้นี้เป็ผู้ยิ่งใหญ่ของยุคว่าต้องทำเช่นไร สุ่ยลิ่วและอีกสองคนจึงเดินออกไปด้วยความขุ่นข้องหมองใจ ศิษย์อีกสองคนนั้นรู้สึกเกลียดชังไป๋จ้างผู้นี้เป็อย่างยิ่ง โกรธแค้นไป๋จ้างผู้นี้ยิ่งนัก
สุ่ยลิ่วเดินทางออกจากสำนักศึกษาและไปกินข้าวที่หอหมื่นโภชน์ ที่อยู่ข้างๆโรงน้ำชาสวน์ เขาสั่งอาหารเป็บะหมี่ลวก หมั่นโถว และซี่โครงตุ๋นพร้อมกับสุรามากินอย่างเบื่อหน่ายกับเื่ที่เกิดวันนี้ สุ่ยลิ่วได้เรียนรู้วิชาเวทย์ได้น้อยมากสำหรับวันนี้
วันนี้สุ่ยลิ่วกินอาหารอย่างไม่ค่อยมีความสุขสักเท่าไร อาหารวันนี้ค่อนข้างจะจืดชืดทีเดียว แต่สุ่ยลิ่วก็กินจนหมดเกลี้ยง เมื่อจ่ายเงินเสร็จสรรพสุ่ยลิ่วก็เดินทางออกจากหอหมื่นโภชน์ระหว่างทางก็เดินดูของไปเรื่อยไปเปื่อยตามประสาของเขา ซื้อของที่ถูกใจมาบ้างประปราย ใช้เงินไปหลายร้อยผลึกเวทย์ระดับต่ำ
**เงินตราของแดนเวทย์จะเป็ผลึกเวทย์ที่เป็พลังเวทย์ตามธรรมชาติที่ถูกสกัดออกมาจนเป็ของแข็งส่วนมากจะไม่มีพลังธาตุ ถ้ามีพลังธาตุจะมีมูลค่ามากกว่าผลึกเวทย์ปกติหลายเท่า มีการแบ่งระดับตามขนาดของผลึก
ถ้าผลึกมีขนาดเท่าเล็บนิ้วมือจะนับเป็ระดับต่ำ ผลึกระดับต่ำร้อยผลึกเท่ากับผลึกระดับกลางหนึ่งผลึก
ถ้าผลึกมีขนาดใหญ่เท่าไข่ไก่จะนับเป็ระดับกลาง ผลึกระดับกลางร้อยผลึกเท่ากับผลึกระดับสูงหนึ่งผลึก
ถ้าผลึกมีขนาดใหญ่เท่าชามบะหมี่จะนับเป็ระดับสูง ส่วนการเทียบผลึกระดับสูงเป็ระดับลึกลับอยู่ที่ตามขนาดของผลึกระดับลึกลับ
ผลึกที่ใหญ่มากกว่านี้จะนับเป็ผลึกเวทย์ระดับลึกลับ**
สุ่ยลิ่วมองกระเป๋าเงินของตนที่เหลือผลึกเวทย์ระดับต่ำแค่เก้าผลึกเท่านั้นอย่างเศร้าใจ เรียนวิชาเวทย์ก็ได้ไม่เยอะ เงินที่สำนักศึกษามอบให้เดือนละหนึ่งพันผลึกเวทย์ระดับต่ำเขาก็พึ่งใช้หมดไปแล้ว
นี่พึ่งผ่านไปครึ่งเดือนเท่านั้นเงินเขาก็หมดแล้ว ชีวิตคนอย่างเขานี่น่าเศร้าใจนัก กินข้าวนอกสำนักศึกษามื้อหนึ่งก็ต้องใช้อย่างต่ำๆก็สิบผลึกระดับต่ำแล้ว เขาคงต้องประหยัดแล้วกินอาหารในโรงอาหารของสำนักศึกษาอย่างเดียวแล้วกระมัง ไม่น่าใช้เงินซื้อของไปเรื่อยไปเปื่อยเลย จะขอเงินคืนก็ไม่ใช่เื่ที่ดีเสียเท่าไร
ครึ่งเดือนหลังจากนี้คงต้องทำตัวมัธยัสต์แล้วล่ะนะ สุ่ยลิ่วยักไหล่อย่างช่วยไม่ได้ เขาคงจะเข้าข่ายสิ้นเดือนเหมือนสิ้นใจล่ะมั้ง
เดินไปรอบๆก็พบกับเย่หานที่กำลังเดินโอ้อวดศักดิ์ดาง่อยๆของเขาเช่นเคย แต่ไม่เจอกันเพียงไม่นานหน้าของเย่หานนั้นบวมปูดจากรอยมือของคนผู้หนึ่งที่ตบเขาอย่างแรงในเมืองเสียนเตี้ยนแห่งนี้มีอยู่สองคนเท่านั้นที่สามารถตบหน้าตัวอุบาทว์อย่างเย่หานได้ก็คือท่านลุงของเขา เย่มู่จี้และลูกพี่ลูกน้องของเขา เย่เจ๋อลิ่ว
แต่รอยมือนั้นเป็ของเย่มู่จี้เ้าเมืองเสียนเตี้ยนที่ตบหน้าเย่หานอย่างแรงหลังจากก่อเื่หลายรอบขนเย่มู่จี้ทนไม่ไหว ทั้งตบและหลังจากนั้นก็ด่าเย่หานสาดเสียเทเสียแต่เย่หานนั้นไม่รู้สึกอันใดเพราะเย่หานนั้นหน้าด้านหน้าทนนัก เย่มู่จี้ด่าเย่หานจนพอใจแล้วถีบเย่หานจนกระเด็นแล้วไล่ให้เย่หานไปไหนก็ไป เย่หานนั้นไม่รู้สึกอายแต่อย่างใด ถ้าท่านลุงของตนยังลงโทษตัวเขาอยู่แสดงว่าท่านลุงของเขายังผูกพันธ์ตนในฐานะหลานอยู่
จริงๆแล้วเย่หานนั้นฉลาดเป็กรดอย่างยิ่งแต่การแสดงออกภายนอกต่อบุคคลอื่นเย่หานนั้นทำตัวเป็คนโง่และไร้ความสามารถแต่มีความลับที่เย่หานไม่เคยบอกผู้ใดแต่จะเปิดเผยในอนาคต...
เย่หานเดินผ่านแผงร้านขายหมั่นโถวที่ชายแก่กับหลานสาวกำลังนึ่งหมั่นโถวอย่างขยันขันแข็งอยู่ สัญชาตญาณดิบเถื่อน่ล่างของเย่หานเมื่อเห็นหลานสาวของชายแก่ก็ลุกโชน หันไปมองลูกน้องของตน ลูกน้องทั้งหลายเป็อันเข้าใจ ลูกพี่เย่หานของตนอยากได้หญิงสาวนางนี้เป็นางบำเรอคืนนี้ ให้ไปฉุดมา เรียกว่าเลวทั้งลูกพี่เลวทั้งลูกน้อง
สุ่ยลิ่วทนไม่ไหวกับสันดานของคนพวกนี้ แอบช่วยชายแก่กับหลานสาวให้รอดพ้นมือมารแบบเงียบๆ ด้วยการใช้วิชาเวทย์ธาตุลมะเิใส่จนคนพวกเย่หานล้มระเนระนาด ลมลุกคลุกคลานกันคนละทิศละทาง
"ใครวะ ใครมันมาแกล้งท่านเย่ผู้นี้ บังอาจนัก ไสหัวออกมา!!" เย่หานะโอย่างโมโห
"ออกมา" "ใครมันกวนประสาทวะ!!" "ไสหัวออกมา" ลูกน้องเย่หานออกมาเป็ลูกไล่ลูกชนโหวกเหวกโวยวายกันจ้าละหวั่น สุ่ยลิ่วแอบขำกับพวกเย่หานอยู่เงียบๆ
ส่วนร้านขายหมั่นโถวของชายแก่และหลานสาวก็ใกับเสียงโหวกเหวกโวยวายของกลุ่มเย่หาน คนที่ไม่อยากเดือดร้อนก็รีบหลบลี้หนีหน้าพวกเย่หานไปไกล
ไม่ต้องพูดถึงชายแก่และหลานสาวร้านขายหมั่นโถวที่อยู่ใกล้ที่สุดรีบปิดร้านหนี เพื่อหนีโทสะของเย่หานคนนี้ทันที พวกเขาเป็แค่คนระดับต่ำสุดของเมืองเสียนเตี้ยนแค่ลมโทสะจากคนระดับบนก็สร้างปัญหาที่ทำให้พวกเขาชะตาขาดได้เพียงคำพูดเดียวเท่านั้น
ทั้งกลุ่มโหวกเหวกโวยวายอย่างกับคนบ้า พยายามหาคนที่แกล้งพวกเขา และคนที่ซวยคือหานโจวที่ผ่านทางมาพอดี
"ไอหานโจว!!! วันนี้แกไม่ตายดีแน่ ไปจับไอ้หานโจวมันมาให้ข้าเดี๋ยวนี้ ข้าจะลงโทษมันที่ยังอาจมาแกล้งท่านเย่หานของมัน!!" เย่หานรีบชี้ไปที่หานโจวในที่สุดเย่หานก็หาแพะรับบาปได้ และแพะรับบาปที่ซวยก็คือหานโจวนั่นเอง
"ห้ะ??! ข้าหรือ เย่หานเ้าบ้าไปแล้วรึไงข้าไปทำอันใดให้เ้ากัน?" หานโจวชี้หน้าด่าเย่หานที่หาเื่เขาทั้งที่เขาอยู่เฉยๆ เพียงพริบตาลูกน้องสี่คนของเย่หานก็มาล้อมหานโจวผู้โชคร้ายที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่อันใดกับเขาเลย แต่จับพลัดจับผลูเข้ามาซวยแทนสุ่ยลิ่วผู้ก่อเหตุตัวจริง
หานโจวใช้วิชาเวทย์เพลิงซัดใส่ลูกน้องคนหนึ่งของเย่หานจนคนผู้นั้นกระเด็นและร้องโอดโอย หานโจวรีบใช้โอกาสนี้หนีฝ่าวงล้อมลูกน้องของเย่หานไปอย่างรวดเร็ว
"ไป ไป ไปจับมันมาให้ข้าผู้นี้ข้าจะลงโทษมันด้วยมือของข้าเอง..." เย่หานกู่ร้อง
เื่กลับสับสนอลหม่านมากกว่าที่สุ่ยลิ่วจะคาดคิด สุ่ยลิ่วทำได้เพียงขอโทษหานโจวที่มำให้หทนโจวซวยมาติดร่างแหไปด้วย
"ข้าขอโทษนะศิษย์น้องหานโจว ข้าจะชดใช้ให้ทีหลังนะศิษย์น้อง..." สุ่ยลิ่วพึมพำกับตนเองอย่างรู้สึกผิดกับหานโจวผู้น่าสงสาร
ทางด้านหานโจวหลังจากโดนไล่ล่ามาหลายชั่วยามก็สามารถหลบหนีลูกน้องของเย่หานมาได้อย่างฉิวเฉียดโดยการไปหลบในบ้านเก่าๆหลังหนึ่ง แต่บ้านหลังนี้กลับเป็ที่อยู่ของยอดฝีมือด่านจอมมหาเวทย์ท่านหนึ่งที่แข็งแกร่งยิ่งกว่าเย่มู่จี้เ้าเมืองเสียนเตี้ยนเสียอีก คนผู้นี้กำลังรักษาตัวและหลบหนีศัตรูคู่อาฆาตอยู่ และจู่ๆหานโจวก็บุกเข้ามาจนทำให้คนผู้นี้ใเป็อย่างยิ่ง เผลอสำแดงพลังของด่านจอมมหาเวทย์สะกดหานโจวจนหานโจวไม่สามารถหายใจได้เลย…และคนผู้นี้ใช้เวทย์เพลิง!! กดดันหานโจวจนหานโจวแทบจะมอดไหม้เลยทีเดียว
สุ่ยลิ่วไม่ได้ทราบกับสิ่งที่หานโจวได้ประสบพบเจอกับยอดฝีมือเร้นกายด่านจอมมหาเวทย์ท่านหนึ่งเลยแม้แต่น้อย เขากำลังเดินกินลมชมวิวทิวทัศน์ของเมืองเสียนเตี้ยนอย่างสบายอารมณ์ เดินทอดน่องไปเรื่อยเปื่อยและเขาเห็นเย่หานเดินผ่านและยังเดินชนไหล่สุ่ยลิ่วอีกด้วย
เย่หานได้แต่กระฟัดกระเฟียดเดินกลับจวนตระกูลเย่ของตนอย่างอารมณ์เสีย ไปหาภรรยาคนที่สิบของเขาและลงมือจับกดนางขึ้นเตียงแทน…
สุ่ยลิ่วก็ไม่ได้รู้ตัวแม้แต่น้อยว่าตนได้เจอว่าที่สองผู้ยิ่งใหญ่ที่จะเปลี่ยนแดนจอมเวทย์แบบพลิกโฉมทุกสิ่งอย่างในอนาคตอย่างไป๋จ้างและหานโจวแต่นั่นเป็เื่ของอนาคตที่อีกนานแสนนานหลังจากนี้
สุ่ยลิ่วเดินมาถึงประตูสำนักศึกษาก็เป็เวลาค่ำมืดยามซวีแล้ว(ยามซวีคือ่หัวค่ำ หนึ่งทุ่มถึงสามทุ่ม)
เมื่อใช้ป้ายศิลาขาวเพื่อใช้ยืนยันตัวตนเข้ามาในสำนักศึกษาแล้วสุ่ยลิ่วก็เดินดุ่มๆผ่านเรือนไม้รับรอง ผ่านอาคารเรียนไปทางด้านซ้ายในที่สุดเขาก็มาถึงบ้านพักเล็กๆของตน เป็บ้านที่ทำจากศิลาขาวทั้งหลัง
มีศิลาที่ส่องแสงสีขาวนวลขนาดใหญ่ติดอยู่ทุกที่ของสำนักศึกษาคอยมอบแสงสว่างให้ผู้คนในสำนักศึกษา ศิลานี้เรียกว่าศิลาจันทร์ทรงกลดเป็ศิลาที่ดูดซับแสงจันทร์มาเป็เวลาหลายพันปีจนมีพลังอำนาจในการส่องสว่างในตัว
แสงจากศิลาจันทร์ทรงกลดขับเน้นทำให้บ้านพักของสุ่ยลิ่วส่องสว่างนวลตาน่าดูชมยิ่งนัก สุ่ยลิ่วค่อนข้างชอบแสงนวลตาเช่นนี้ เพราะแสงนวลเหล่านี้ทำให้จิตใจเขาสงบและสบายใจมากๆ เขาจึงชอบกลับมาที่สำนักศึกษามืดค่ำตลอด
แต่ตามปกติที่เขาจะกลับมาอยู่อย่างโดดเดี่ยวและนอนหลับไปอย่างสงบจิตสงบใจในวันนี้กลับมีคนที่จะทำให้เขาจะลืมค่ำคืนนี้ไม่ลง...
มีร่างงามโอดสะองค์นั่งอยู่ที่หน้าบ้านพักของสุ่ยลิ่ว กลิ่นหอมจรุงลอยเตะจมูกสุ่ยลิ่วอย่างจัง ราวกับโดนมนตร์สะกด บรรยากาศที่นวลตาพร้อมด้วยหญิงงามนั่งอยู่อย่างโดดเดี่ยวและเหงาเปลี่ยวนี่ช่างเหมือนกับกวีบทหนึ่งหรือภาพวาดเลยทีเดียว....ศิษย์พี่ถังของสุ่ยลิ่วนั่นเอง!!??
"ศิษย์พี่ถัง ท่านมาทำอันใดที่หน้าบ้านพักข้าหรือขอรับ" สุ่ยลิ่วที่สติหลุดลอยไปชั่วครู่ได้สติกลับมาจึงรีบถามถังถังศิษย์พี่หญิง "คนสนิท" ของตน
ถังถังหันมาด้วยดวงตาที่แดงและบวมเป่งจากร่องรอยน้ำตา ทำให้สุ่ยลิ่วที่เห็นสงสารจับใจเขารีบเข้าไปปลอบโยนถังถังทันที
"ศิษย์พี่ถังเกิดอันใดขึ้น ท่านมาหาเช่นนี้ ข้าจะช่วยท่านเองขอรับ โปรดบอกข้ามาเถิดว่าท่านมีเื่เจ็บช้ำน้ำใจอันใด?" สุ่ยลิ่วเข้าไปนั่งข้างๆถังถังอย่างเป็ห่วง
แต่สิ่งที่สุ่ยลิ่วคาดไม่ถึงเมื่อยื่นหน้าเข้าไปถามถังถัง ถังถังกลับโผเข้ามาหาเขาแล้วนำปากที่สีแดงเหมือนลูกเชอร์รี่ประกบปากเขาแบบที่สุ่ยลิ่วไม่ทันตั้งตัว