แสงแดดยามบ่ายส่องลอดใบปาล์มลงมาเป็เงาพร่าเหนือพื้นทราย อาเธอร์และเดวิดนั่งพิงต้นปาล์มใหญ่ในสวนหลังคฤหาสน์ ใบไม้แห้งกรอบร่วงลงพื้นเป็ระยะตามแรงลมร้อนที่พัดผ่าน อาเธอร์กำลังโบกมืออธิบายเื่เวทมนตร์และแนวทางว่าเขาจะใช้มันทำอะไรได้บ้างด้วยความตื่นเต้น ขณะที่เดวิดนั่งฟังเงียบๆ ดวงตาครุ่นคิด
ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าดังใกล้เข้ามา ลูกน้องของราเมซในชุดเกราะหนังสีน้ำตาลเข้มเดินมาหยุดตรงหน้าทั้งคู่ เขาคำนับด้วยท่าทางเคารพ “ท่านอาเธอร์ ท่านเดวิดขอรับ ท่านราเมซเรียกหาพวกท่าน รออยู่ที่ห้องรับรองขอรับ”
“มีอะไรอีกเนี่ย” อาเธอร์บ่นเบาๆ เขาดีดตัวลุกขึ้นจากพื้น หยิบใบปาล์มแห้งที่ติดเสื้อออก น้ำเสียงเหนื่อยหน่ายแต่แฝงด้วยความอยากรู้
“อาจจะมีความคืบหน้าเื่สภาก็ได้” เดวิดพูดเรียบๆ ขณะลุกตาม มือปัดฝุ่นจากกางเกง สายตายังคงนิ่งสงบ
ทั้งสองเดินตามลูกน้องคนนั้นผ่านทางเดินหินขัดเรียบของคฤหาสน์ กลิ่นหอมของเครื่องเทศจากครัวลอยมาแตะจมูกเป็ระยะ จนมาถึงห้องรับรอง ประตูไม้บานใหญ่ถูกเปิดออก เผยให้เห็นราเมซนั่งชันเข่าอยู่บนโซฟาเบาะกำมะหยี่สีแดงเข้มที่ดูน่านอน มือขวาของเขาถือม้วนกระดาษเก่าๆ มือซ้ายวางพาดบนพนักพิง บรรยากาศในห้องอบอวลไปด้วยกลิ่นยาสูบจากไปป์ที่วางอยู่ข้างๆ
ราเมซเงยหน้าขึ้นเมื่อได้ยินเสียงฝีเท้า เหลือบตามองทั้งสอง “พวกเ้านั่งลงก่อน” เขากล่าว วางม้วนกระดาษลงบนโต๊ะไม้แกะสลักข้างโซฟา แล้วโบกมือเชิญให้ทั้งคู่นั่งลงบนเก้าอี้บุนวมฝั่งตรงข้าม
อาเธอร์ทิ้งตัวลงนั่งทันที ขณะที่เดวิดนั่งลงช้าๆ อย่างมีระเบียบ “ได้ลองคทาแห่งแสงแล้วเป็ยังไงบ้างล่ะ?” ราเมซถาม รอยยิ้มบางๆ ผุดขึ้นบนใบหน้าเหนื่อยล้าของเขา
“ ‘มันช่างน่าอัศจรรย์ใจจริงๆ’ เลยล่ะ!” อาเธอร์ตอบทันควัน ดวงตาเป็ประกาย “โล่พลังงานนั่นสุดยอดจริงๆ แต่พวกข้ายัง้าอัญมณีสีฟ้าๆ นั่นเพื่อศึกษาต่อ และอยากหาวิธีให้ข้ามีพลังชักนำเวทด้วย!” เขาพูดเร็วราวเด็กที่ขอของเล่นชิ้นใหม่ มือโบกไปมาเน้นย้ำ
“ฮ่าๆ ใช่ไหมล่ะ” ราเมซหัวเราะลั่น เสียงทุ้มก้องในห้อง “ส่วนเื่อัญมณี นอกจากที่ฝังอยู่ในคทากับแหวนของข้าแล้ว ตอนนี้ข้าไม่มีติดตัวเลย สภาอ่อนไหวกับเื่พวกนี้มาก พวกเ้าคงรู้แล้วว่า อุปกรณ์เวทก็เหมือนคันธนู ส่วนอัญมณีก็เหมือนลูกศร ขาดอย่างใดอย่างหนึ่งไปก็ไร้ค่า สภาเลยเข้มงวดกับอัญมณีเวทสุดๆ”
เขาหยุดชั่วครู่ มองอาเธอร์ที่เริ่มทำหน้าสนใจ “และผู้ที่มีพลังชักนำเวท ซึ่งเหมือนนักธนูนั้น หายากยิ่งกว่า เพราะถ้าจะฝึกให้มีพลังชักนำเวทได้ ต้องผ่านสภา หรือไม่ก็กลุ่มอำนาจใหญ่ๆ เท่านั้น” ราเมซอธิบายต่อ น้ำเสียงหนักแน่น
อาเธอร์ฟังจบ สีหน้าเริ่มเศร้าสร้อย ดวงตาที่เคยวาววับหม่นลง
ราเมซเห็นท่าทางนั้นก็ยิ้มแห้งๆ “แต่ก็ใช่ว่าสภาจะควบคุมได้ทุกอย่าง” เขากล่าว “นานๆ ทีจะมีอัญมณีเวทหลุดออกมาขายในตลาดมืดบ้าง ราคาก็โหดเอาเื่เหมือนกัน”
อาเธอร์สีหน้าดีขึ้นทันที ความหวังกลับมาสว่างในดวงตา “งั้นท่านราเมซที่น่าเคารพ น่าเกรงขาม และผู้มีมั่งคั่ง คงซื้อมันได้ง่ายๆ เหมือนซื้อผักปลาในตลาดเลยล่ะมั้ง?” เขายิ้มกว้าง พูดด้วยน้ำเสียงประจบสุดตัว
“ฮ่าๆ!” ราเมซหัวเราะดังจนตัวสั่น “แน่นอนๆ ถึงมันจะแพงมาก แต่ขนหน้าแข้งข้าไม่ร่วงสักนิด!” เขาตบเข่าตัวเองฉาดใหญ่
‘ใช่ที่ไหนกันล่ะ’ ราเมซคิดในใจ ‘ถ้าข้าคิดจะซื้ออัญมณีเวทสักก้อน มันเท่ากับเบี้ยเลี้ยงจากสภาสองปีของข้าเลยนะ…สองปี!’ เขากลอกตาในใจ แต่ยังแสร้งหัวเราะกลบเกลื่อน “ฮ่าๆ!”
“แต่ในสถานการณ์แบบนี้ คงหาอัญมณีเวทในตลาดมืดไม่ได้หรอก” ราเมซเปลี่ยนน้ำเสียงเป็จริงจัง “าใกล้ปะทุเข้ามาทุกทีแล้ว”
“ก็จริง” อาเธอร์พยักหน้าเชิงเห็นด้วย ท่าทางว่านอนสอนง่ายราวเด็กที่ยอมฟังผู้ใหญ่เพื่อหวังของรางวัล
เดวิดที่นั่งเงียบอยู่นาน เปิดปากครั้งแรก “ม้วนกระดาษนั้น มีเื่อะไรเกิดขึ้นหรือ?” สายตาของเขาจับจ้องที่ม้วนกระดาษบนโต๊ะ น้ำเสียงเรียบแต่แฝงด้วยความสงสัย
ราเมซถอนหายใจยาว หยิบไปป์ขึ้นมาสูบ ควันสีขาวลอยวนในอากาศ “มันเป็รายงานจากสภา” เขากล่าว “สภาได้ส่งสาส์นไปยัง ‘ซาราทิส’ เมืองใจกลางทวีป เมืองที่อุดมสมบูรณ์แห่งนั้น เพื่อขอความช่วยเหลือ”
เขาพ่นควันออกจากปาก “ซาราทิสตอบกลับมาแล้ว พวกเขาปฏิเสธที่จะส่งทหารมาช่วย แต่จะส่งอาวุธและเสบียงมาแทน”
“ก็ดีแล้วไม่ใช่หรือ?” อาเธอร์เอียงคอ “อย่างน้อยพวกเขาก็ยังส่งความช่วยเหลือมา”
“หึ!” ราเมซแค่นยิ้มเยาะ “บนโลกนี้ไม่มีของฟรีหรอก ข้อเรียกร้องตอนแรกของซาราทิสคือ เมื่อจบา พวกเขา้าให้ทารอนเปิดเสรีการค้า และอนุญาตให้ตั้งกิลด์การค้าของพวกเขาเองที่นี่” เขากัดฟันพูด น้ำเสียงโมโหฉายชัด “แน่นอนว่าสภาปฏิเสธข้อเรียกร้องบ้าๆ แบบนี้ไป สภาเสนอจะชดใช้เป็ทองแทน แต่สุดท้ายซาราทิสก็ส่งมาแค่ให้อาวุธกับเสบียงเท่านั้น แถมราคาคงไม่ถูกๆ เลย”
“งั้นนี่เอง” อาเธอร์พยักหน้า ทำหน้าจริงจังตาม มือยกขึ้นถูคาง
ราเมซสูบไปป์อีกครั้ง ควันลอยหนาขึ้น “และยังมีพวกนักบวชจากซิลเวรัสอีก พวกนั้นเสนอส่งนักบวชกับนักรบศักดิ์สิทธิ์มาช่วยรบ ข้อเสนอคือให้ทารอนอนุญาตให้ซิลเวรัสก่อตั้งโบสถ์และเผยแพร่ศาสนาได้อย่างอิสระ อาจดูไม่แย่เท่าซาราทิส แต่ข้าคิดว่าในระยะยาว เมื่อคนทารอนต่างนับถือศาสนาพวกซิลเวริส มันต้องแย่กว่าแน่”
อาเธอร์และเดวิดนั่งฟังเงียบๆ ครุ่นคิดตามคำพูดของราเมซ
“เห้อ…” ราเมซถอนหายใจยาว หลับตาลงช้าๆ “ทารอนตอนนี้เหมือนเรือที่กำลังจะซัดเข้าพายุ แต่ละฝ่ายต่างพยายามหาประโยชน์จากเรา” เขาเคาะไปป์ลงบนโต๊ะ เสียงดังกึกเบาๆ
“เหล่านักรบทหารรับจ้างจาก ‘โบทัส’ ที่เราจ้างมา ถึงจะมั่นใจในฝีมือได้ แต่ก็แพงสุดๆ” ราเมซพูดต่อ สีหน้าเหม่อลอย “สภาไม่กล้าจ้างพวกเขามากกว่านี้ เพราะถ้าทำแบบนั้น ต่อให้ทารอนชนะา แต่เงินที่สูญไปมหาศาลก็จะทำให้เราอยู่ไม่รอดอยู่ดี”
“ไม่ว่าจะหันไปทางไหน ทารอนก็ต้องเจอกับการสูญเสียครั้งใหญ่” เขาถอนหายใจอีกครั้ง สูบไปป์จนควันพุ่งออกจากจมูก
อาเธอร์เงียบไปครู่หนึ่ง เขาหันไปมองสบตากับเดวิด จากนั้นก็หันมาที่ราเมซก่อนยิ้มกว้าง “แต่ตอนนี้ทารอนมีสิ่งที่ซาราทิส, ซิลเวรัส, โบทัส หรือแม้แต่คาร์ทุซก็คาดไม่ถึงอยู่นะ”
ราเมซเลิกคิ้ว “มันคือสิ่งใด?”
“พวกข้าไง!” อาเธอร์ยืดอกอย่างภาคภูมิใจ มือตบหน้าอกดังปึ้กๆ
“ห๊ะ?” ราเมซทำหน้างง ไปป์ในมือเกือบหล่น
“วางใจเถอะราเมซ ไม่ว่าสถานการณ์จะเลวร้ายแค่ไหน พวกข้าจะอยู่ข้างเ้า ไม่หนีไปไหนแน่!” อาเธอร์กล่าวด้วยน้ำเสียงหล่อๆ มือยกขึ้นชูนิ้วโป้ง “ก็พวกเราเป็สหายกันนี่!”
“นายไม่หนี แต่ผมหนีนะ” เดวิดพูดตัดบท น้ำเสียงเรียบเฉยราวพูดเื่อากาศ
“หา!” อาเธอร์ชี้หน้าเดวิด “นายนี่มัน!” ทั้งสองเริ่มเถียงกันไปมาด้วยน้ำเสียงขบขัน
ราเมซมองทั้งสองที่กำลังทะเลาะกันอยู่ ก็หัวเราะลั่น “ฮ่าๆ ข้าซึ้งในน้ำใจของพวกเ้าจริงๆ!” เขาตบเข่าตัวเองดังฉาด ควันจากไปป์กระจายไปทั่ว
อาเธอร์และเดวิดหยุดเถียงกันทันที หันกลับมามองราเมซด้วยสายตาสนใจ “แผนอะไร?” อาเธอร์ถาม น้ำเสียงตื่นเต้นปนสงสัย
ราเมซวางไปป์ลง มองทั้งคู่ด้วยแววตาจริงจัง “ข้าอยากให้พวกเ้าแฝงตัวเข้าไปอยู่ในกลุ่มทหารรับจ้างจากโบทัส”
“ห๊ะ!” อาเธอร์อ้าปากค้าง งงเต็มที่กับแผนการของราเมซ