บทที่ 24 แม่ม่ายที่สามียังมีชีวิต (รีไรต์)
“ใครบอกว่าตายแล้ว”
ใบหน้าของเมิ่งว่านถังซีดเผือดด้วยความเหนื่อยล้า ทำให้คนอื่นเห็นแล้วเข้าใจผิด
“เธอ… เธอพูดว่าอะไรนะ”
เหมียวอิ๋นฮวาถึงกับพูดไม่ออก
เธอมองหญิงสาวตรงหน้าด้วยความสับสน น้ำตายังคงคลออยู่ที่ขนตา ไม่กล้าเชื่อหูตัวเอง เสียงสั่นเครือถามย้ำด้วยความลังเล “เธอหมายความว่ายังไง ฉันไม่เข้าใจ!”
“หนิวเอ้อร์ไม่ได้ตาย พี่ไม่ได้เป็ม่าย”
เมิ่งว่านถังเห็นเห็นแววตาที่มืดมนและความกระวนกระวายใจของเหมียวอิ๋นฮวา ก็พลันมีประกายร้อนแรงปรากฏขึ้น ริมฝีปากของเธอยกขึ้นเป็รอยยิ้ม
ความรู้สึกที่ได้ช่วยชีวิตคนมันดีจริง ๆ
เธอฟื้นตัวได้บ้างแล้ว จึงลุกขึ้นยืนเตรียมจะจากไป แต่ก็ยังไม่ลืมเตือนเหมียวอิ๋นฮวาว่า “แต่ต่อไปหนิวเอ้อร์ต้องระมัดระวังตัวเองให้ดี ห้ามทำงานหนัก ห้ามออกกำลังกายหนักเกินไป แต่ก็ไม่มีปัญหาอะไรมากมาย แค่พักผ่อนให้เพียงพอก็พอ เดี๋ยวฉันจะไปเขียนใบสั่งยาให้ กลับไปพักฟื้นสักพักก็หายแล้ว”
“ได้”
เหมียวอิ๋นฮวาตอบรับอย่างเหม่อลอย
จนกระทั่งเมิ่งว่านถังเดินลับสายตาไป ถึงได้สติกลับมา ไม่จำเป็ต้องตรวจลมหายใจของหนิวเอ้อร์ ก็เห็นได้ว่าหน้าอกของเขากำลังขยับขึ้นลง
ทันใดนั้น ก็ร้องไห้ออกมาด้วยความดีใจ
เขารอดแล้ว!
หนิวเอ้อร์ยังไม่ตาย
เหมียวอิ๋นฮวากอดสามีแล้วร่ำไห้สะอึกสะอื้น เธอเกือบจะกลายเป็หญิงม่ายแล้ว
เมิ่งว่านถังได้ยินเสียงร้องไห้ดังมาจากด้านหลัง มุมปากของเธอยกขึ้นเล็กน้อย
พอดีกับตอนนั้น ประตูห้องคนไข้ก็เปิดออก
แม่ของหนิวเอ้อร์เห็นรอยยิ้มบนใบหน้าของเมิ่งว่านถัง ก็ยกมือขึ้นจะตบหน้าเธอทันที “หล่อนยังกล้ายิ้มอีกเหรอ? นังผู้หญิงไร้ยางอาย ต่ำช้าที่สุด! รู้ทั้งรู้ว่าลูกชายของฉันตายไปแล้ว ยังจะมาทำลายศพของเขาอีก ฉันจะให้เธอตายตามลูกชายของฉัน!”
เมิ่งว่านถังแทบจะหัวเราะออกมาด้วยความโมโห กับหญิงชราที่ไร้เหตุผล จิตใจชั่วร้าย และโง่เขลาเบาปัญญาคนนี้
เธอคว้าแขนของหญิงชราไว้ ดวงตาเ็า “ใส่ร้ายป้ายสีคนอื่นแบบนี้ คิดว่าฉันเอาผิดคุณไม่ได้เลยหรือไง?”
เธอบีบแขนของหญิงชราแน่นจนร้องโอดโอยด้วยความเ็ป
ถังฮุ่ยฟางได้ยินเสียงร้องไห้โฮของเหมียวอิ๋นฮวาจากข้างใน ก็คิดว่าหนิวเอ้อร์คงจะตายไปแล้วแน่ ๆ
เธอเป็คนชอบดูเื่วุ่นวาย มุมปากยกขึ้นเป็รอยยิ้มเยาะหยัน พูดอย่างเสียดสีว่า “เมิ่งว่านถัง เธอนี่มันอวดดีจริง ๆ เลยนะ ลูกชายของป้าหนิวก็ตายไปแล้ว เธอยังจะไปรังแกป้าหนิวอีก เธอไม่เคารพศพของลูกชายเขา...”
“สามีของเธอต่างหากที่เป็ศพ ครอบครัวเธอนั่นแหละที่เป็ศพ”
ทันใดนั้น เหมียวอิ๋นฮวาก็พุ่งตัวออกมา ตบหน้าถังฮุ่ยฟางสองฉาด
เธอยังชี้หน้าด่าถังฮุ่ยฟางว่า “ก็เพราะหมอเถื่อนอย่างแกนั่นแหละ คนในหมู่บ้านถึงได้ตายไปตั้งหลายคน สามีของฉันไม่ได้ตาย เขายังสบายดี”
ทุกคนต่างตกตะลึง
พวกเขาเห็นกับตาว่านิวเอ้อร์ไม่หายใจแล้ว
ไม่มีทางที่เขาจะยังมีชีวิตอยู่ได้
พวกเขาไม่เชื่อ จึงกรูกันเข้าไปในห้องผู้ป่วย รวมถึงหมอที่ยืนงุนงงอยู่ด้านหลังด้วย
นอกประตู เหลือเพียงแม่ของหนิวเอ้อร์กับถังฮุ่ยฟางที่อยู่ข้างนอก
“เป็ไปไม่ได้!” ถังฮุ่ยฟางอุทานด้วยความใ
“สิ่งที่เธอคิดว่าเป็ไปไม่ได้ ไม่ได้หมายความว่ามันจะเป็ไปไม่ได้” เมิ่งว่านถังทิ้งคำพูดนี้ไว้ ผลักถังฮุ่ยฟางและแม่ของหนิวเอ้อร์ออกไป ก่อนจะเดินกลับเข้าไปในห้องผู้ป่วยข้าง ๆ ทันที
ลู่ชิงเหยี่ยเห็นเธอกลับเข้ามา ก็ขมวดคิ้วแล้วถามว่า “ข้างนอกเกิดอะไรขึ้น? ฉันได้ยินเหมือนว่านิวเอ้อร์มีเื่?”
ลู่ชิงเหยี่ยกับหนิวเอ้อร์ค่อนข้างสนิทกัน เพราะทั้งคู่เติบโตมาด้วยกันั้แ่เด็ก
“อืม”
เมิ่งว่านถังเหนื่อยล้าจนแทบจะเป็อัมพาต เธอแทบไม่มีแรงจะพูดอะไร เธอฝืนตัวเองมาตลอดทาง ตอนนี้กลับถึงห้องแล้ว แค่อยากดื่มน้ำเพื่อเติมพลังงานสักหน่อย
เธอเทน้ำตาลทรายแดงที่เตรียมไว้ให้ลู่ชิงเหยี่ยใส่ลงในโถ เติมน้ำร้อนลงไปนิดหน่อย แล้วเทน้ำเปล่าเย็นจากโถของลู่ชิงเหยี่ยลงไปคนให้เข้ากัน
ยกขึ้นมาดื่มรวดเดียวหมด
หลังจากดื่มเสร็จ เมิ่งว่านถังจึงนั่งลงบนเตียงคนป่วย แล้วอธิบายว่า “หนิวเอ้อร์หัวใจวายฉับพลัน เมื่อกี้ฉัน CPR ให้เกือบครึ่งค่อนวัน ถึงช่วยคนไว้ได้ จนในที่สุดก็ช่วยชีวิตเขาไว้ได้ ตอนที่ฉันออกมา หมอก็เข้าไปตรวจอาการ คาดว่าคงไม่มีอะไรแล้ว หลังจากนี้ก็แค่กินยาบำรุงร่างกายก็ใช้ชีวิตได้ตามปกติ”
ลู่ชิงเหยี่ยถามขึ้นมาอย่างกะทันหัน “ความรู้ทางการแพทย์ของเธอ ไม่เหมือนคนที่เพิ่งมาหัดเรียนกลางคันนะ”
“การ CPR เป็ทักษะพื้นฐานของบุคลากรทางการแพทย์ทุกคน”
เมิ่งว่านถังรู้ว่าลู่ชิงเหยี่ยไม่ได้หมายความแบบนั้น จึงจงใจพูดแบบนี้
อันที่จริง ลู่ชิงเหยี่ยอยากจะถามเธอว่า ทำไมเธอถึงมีความรู้ทางการแพทย์ที่เชี่ยวชาญขนาดนี้ต่างหาก
เธอก็ไม่รู้ว่าจะอธิบายยังไง จะให้เธอไปบอกลู่ชิงเหยี่ยว่า “โอ้ ชาติที่แล้วฉันเกิดในครอบครัวแพทย์แผนจีน พ่อแม่เสียชีวิตฉันเลยกลายเป็เด็กกำพร้า จากนั้นก็ก็ตั้งใจเรียนจนสอบเข้ามหาวิทยาลัยแพทย์แผนจีนได้ ในที่สุดก็ได้เป็แพทย์แผนจีน จากนั้นก็ทะลุมิติมาอยู่ในโลกนี้แล้วกลายเป็ภรรยาของคุณ” อย่างนั้นเหรอ?
ต่อให้พูดออกไปก็คงไม่มีใครเชื่อ แถมอาจจะถูกมองว่าเป็คนบ้า แล้วส่งตัวไปโรงพยาบาลบ้าเสียด้วยซ้ำ
หลังจากที่วุ่นวายไปพักใหญ่ ท้องฟ้าก็สว่างแล้ว
เมิ่งว่านถังต้มน้ำร้อนมาให้ลู่ชิงเหยี่ยเช็ดหน้า ส่วนตัวเองก็ล้างหน้าแปรงฟันอย่างลวก ๆ
“ฉันจะกลับไปทำอาหารที่บ้าน แล้วเดี๋ยวจะเอามาส่งให้คุณ อีกสักพักให้หมอมาตรวจอาการก่อนว่าต้องนอนอนามัยต่อไหม ถ้าไม่ต้องนอนที่อนามัย เราก็เอายาแล้วกลับบ้านกันเลย”
ลู่ชิงเหยี่ยไม่ได้ขัดข้องอะไร
ข้างนอกห้องผู้ป่วยค่อนข้างเงียบ
อนที่เดินผ่านห้องผู้ป่วยข้างๆ เธอเหลือบมองเข้าไป เห็นผ้าสีขาวผืนหนึ่งแขวนอยู่บนกระจกประตู จึงมองไม่เห็นว่าข้างในเป็อย่างไร
เธอไม่ได้ผลักประตูเข้าไป รีบออกจากสถานีอนามัยแล้วตรงกลับบ้าน
เ้าตัวน้อยยังหลับอยู่
ส่วนลู่ชิงเหอตื่นแล้ว
“พี่สะใภ้ กลับมาแล้วเหรอ!”
“อืม ฉันจะทำอาหารเช้าสักหน่อย เดี๋ยวกินข้าวที่นี่ด้วยกันนะ” ท่าทางของเมิ่งว่านถังทำให้ลู่ชิงเหอใ
นี่หรือคือพี่สะใภ้ขี้เหนียวคนเดิมของเขา?
ทำไมถึงเปลี่ยนไปเป็คนละคนแบบนี้?
“ไม่เป็ไร ผมจะกลับไปกินที่บ้าน” ลู่ชิงเหอตั้งท่าจะเดินออกไป
เมิ่งว่านถังรีบเรียกเขาไว้ “ไม่ต้องกลับไปแล้ว ช่วยไปเก็บกุ้ยช่ายมาให้หน่อย แล้วมานั่งเด็ดตรงนี้”
ลู่ชิงเหอหยิบเคียวไปเก็บกุ้ยช่ายอย่างว่าง่าย เขานั่งเด็ดกุ้ยช่ายบนพื้นจนเสร็จ แล้วยังล้างให้สะอาดอีก ก่อนจะรู้สึกตัว
เขากลายเป็คนว่าง่ายแบบนี้ั้แ่เมื่อไหร่
“กินข้าวได้”
เมิ่งว่านถังตักบะหมี่ออกมา ผัดกุ้ยช่ายเสร็จพอดี
“พี่สะใภ้ ผมไม่กินที่นี่จริง ๆ นะ”
“เดี๋ยวฉันก็จะออกไปอีกรอบแล้ว ให้นายกลับไปแล้วค่อยกลับมาอีกที มันจะเสียเวลาเปล่า ๆ” เมิ่งว่านถังตักบะหมี่ให้เขาชามใหญ่ แล้วก็เริ่มกินของตัวเอง
เธอมีบะหมี่ไม่มาก พอกินเสร็จก็ลุกขึ้น ถือกล่องข้าวไปสถานีอนามัย
“กินข้าวเถอะ”
เมิ่งว่านถังช่วยพยุงสามีให้ลุกขึ้นนั่ง แล้วส่งกล่องข้าวให้เขา
ลู่ชิงเหยี่ยหยิบตะเกียบขึ้นมาตั้งใจจะคลุกบะหมี่ เห็นว่าข้างล่างยังมีไข่ต้มอีกหนึ่งฟอง จึงเงยหน้าขึ้นมองเมิ่งว่านถังอีกครั้ง
ผู้หญิงคนนี้เปลี่ยนไปมากจริง ๆ
ทำให้เขารู้สึกหวั่นใจ ไม่รู้ว่าเธอกำลังคิดอะไรอยู่
“หลังจากฉันไปแล้ว หมอมาตรวจอาการหรือยัง” เมิ่งว่านถังถามเขาพลางจัดของไปด้วย
ลู่ชิงเหยี่ยตอบ “มาแล้ว บอกว่าฉันออกจากโรงพยาบาลได้แล้ว”
“เหรอ งั้นฉันไปถามหมอดูก่อน”
เมิ่งว่านถังจัดของให้เรียบร้อย แล้วหมุนตัวออกไปหาหมอทันที
“เอวของสหายลู่ชิงเหยี่ยได้รับการกระแทกอย่างรุนแรง แถมยังมีอาการาเ็จากการทำงานหนัก กลับไปบ้านแล้วก็อย่าเพิ่งทำงานหนัก ต้องพักผ่อนให้มาก ๆ ไม่งั้นอาจส่งผลกระทบต่อการมีบุตรได้” หมอที่ตรวจอาการไม่ใช่หมอคนเดิมเมื่อคืน อายุค่อนข้างมากแล้ว
เมิ่งว่านถังเงยหน้ามองหมอแวบหนึ่ง คิดว่าตัวเองฟังผิดไป จึงมองหมออีกครั้ง
หมอคิดว่าเธอไม่เข้าใจ จึงอธิบายซ้ำ พอเห็นหน้าเธอชัด ๆ ก็เข้าใจทันที คิดว่าเธอกังวลเื่ชีวิตในอนาคต
ดังนั้น หมอจึงพูดปลอบใจอย่างจริงใจว่า “คุณไม่ต้องเสียใจมากนะ คู่สามีภรรยาไม่ได้อยู่ด้วยกันเพื่อเื่บนเตียงเสมอไป อีกอย่างพวกคุณก็มีลูกแล้ว อย่าไปคิดมากเลย สั่งสอนลูกๆ ให้ดี ชีวิตนี้ก็ไม่เสียเปล่าแล้ว”