เมื่ออุกกาบาตลูกที่ 1000 พุ่งขึ้นมาบนหน้าจอ ในที่สุดมันก็ได้หยุดลง
"นี้ถือว่าเป็นค่าขนมสำหรับคุณ เดี๋ยวว่างๆ ผมจะแวะมาดูไลฟ์ของคุณใหม่นะ" วินเทอร์จึงได้พิมพ์ข้อความส่งไปให้เธอ ก่อนที่จะกดออกจากห้องไลฟ์สตรีมไป
ปันปันมองไปที่อุกกาบาตนับพันลูก ในห้องสตรีมและมองไปยังจำนวนผู้ชมที่เพิ่มขึ้น เธออยู่ในอาการตกตะลึงเป็นเวลานาน แต่ด้วยความเป็นมืออาชีพ เธอจึงตั้งสติกลับมาและเริ่มไลฟ์เอนเตอร์เทรนคนดูต่อ
แปมแปมได้ส่งข้อความส่วนตัวไปให้พี่สาวของเธอ เพื่อบอกว่าน้องลมหนาวคนนี้เป็นใคร
วินเทอร์ได้นั่งพูดคุยเล่นกับหลานๆ จนกระทั่งถึงเวลาที่ทางค่ายเรียกรวมตัว
กลุ่มของพวกวินเทอร์ได้ไปยังหอประชุม แม้ว่าพวกเขาจะไม่ใช่กลุ่มแรกที่ได้ไปถึงหอประชุม แต่ก็ไม่ใช่กลุ่มท้ายๆ ที่จะถูกทำโทษ
"ขอเชิญกลุ่มที่มาถึงหลังจากประตูห้องปิด ออกมาข้างหน้าด้วยครับ" พี่บุญส่งได้พูดขึ้นผ่านโทรโข่ง
กลุ่มต่างๆ ที่มาถึงหลังจากประตูห้องปิด ได้ออกไปยืนด้านหน้าซึ่งมีอยู่หลายสิบกลุ่มด้วยกัน
พี่วิทยาการได้เริ่มลงโทษพวกเขาด้วยการละเล่นต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเต้น ร้องเพลง เพื่อให้ได้กลับเข้าไปในนั่ง
หลังจากที่ลงโทษกันเสร็จแล้ว พี่บุญส่งก็ได้พูดถึงหัวข้อกิจกรรมหลักในคืนนี้ต่อเลยทันที "ก่อนอื่นเลยพวกพี่มีกิจกรรมหลักที่น้องจะต้องทำกันนะครับ ในคืนวันพรุ่งนี้จะมีกิจกรรมรอบกองไฟหลังจากกินข้าวเสร็จ พวกน้องทุกห้องในแต่ละระดับชั้นจะต้องมาแสดงละครสั้นที่แต่งขึ้นมาเอง โดยพี่จะให้เวลาห้องละ 5-10 นาที"
วินเทอร์ที่ได้ยินเช่นนั้นเขาพยักหน้าอย่างสนใจ ตั้งแต่ได้ย้อนเวลากลับมาเขาได้สัมผัสประสบการณ์ต่างๆ ที่ไม่เคยได้พบเจอในชีวิตที่แล้วไม่น้อยเลย
ระหว่างที่ทุกคนกำลังออกจากหอประชุม พี่บุญส่งพูดผ่านโทรโข่งว่า "ส่วนกิจกรรมในคืนนี้จะเป็นการไหว้ครูฝากตัวเป็นศิษย์พวกท่านนะครับ เดี๋ยวพี่จะให้พวกน้องไปออกไปที่สนามด้านนอกนะครับ"
กลุ่มพี่วิทยาการก็ได้เดินนำพากลุ่มนักเรียนทุกระดับชั้นออกไปที่สนามด้านนอกหอประชุม จากนั้นก็ให้นักเรียนที่อยู่แต่ละห้องยืนต่อแถวตอนลึกตรงหน้าอาจารย์ประจำชั้นของพวกเขา ที่เวลานี้กำลังนั่งเก้าอี้เรียงเป็นแถวหน้ากระดาน จำนวนห้องทั้งหมดในทุกระดับชั้นมีสามสิบห้องเท่ากับว่ามีอาจารย์ที่กำลังนั่งเรียงกันอยู่สามสิบท่าน
วินเทอร์และบรรดาสาวๆ ได้ไปยืนต่อแถวกันตรงหน้าเหล่าซือบี ต่อจากนั้นวินเทอร์ก็คุกเข่าลงยื่นมือขวาให้กับเธอเพื่อผูกสายสิญจน์
"ครูขอน้องวินแค่อย่างเดียว หยุดสร้างปัญหาสักทีได้มุ้ย? ครูจาร้องไห้แย้วน้า~ แง" เหล่าซือบีผูกสายสิญจน์ให้วินเทอร์ พร้อมทำตาออดอ้อน
วินเทอร์หัวเราะเบาๆ ด้วยท่าทีขี้เล่น เขาก็ไม่ได้อยากสร้างปัญหาให้กับอาจารย์คนสวยท่านนี้เลย แต่จะทำยังไงได้ละ ในเมื่อปัญหาต่างๆ มันกลับวิ่งเข้ามาหาตัวเขาเองซะงั้น เขาพยายามหลีกหนีพวกมันแล้ว แถมตัวของวินเทอร์เองก็อยากใช้ชีวิตสดใสในรั้วโรงเรียนเหมือนกันนะ
หลังจากที่วินเทอร์ผูกข้อมือเสร็จ เขาก็ไปนั่งรอบนเก้าอี้ที่จัดเตรียมไว้วางเป็นระเบียบแถว บนเก้าอี้มีเทียนแท่งหนึ่งถูกวางเอาไว้อยู่ เทียนแท่งนี้ได้เสียบเข้ากลางกระดาษแข็งสี่เหลี่ยมจัตุรัสขนาดเล็กไว้เพื่อรองรับน้ำตาเทียนที่ไหลลงมา
ไม่นานกลุ่มเด็กนักเรียนแต่ละห้องได้รับคำอวยพรจากอาจารย์ของตนเองและผูกสายสิญจน์ที่ข้อมือเสร็จเรียบร้อยแล้ว พวกเขาก็พากันไปนั่งเก้าอี้ที่จัดเตรียมไว้
"พวกน้องจะได้รับเทียนคนละเล่มนะครับ เดี๋ยวพี่จะจุดไฟให้แค่คนเดียวแล้วส่งต่อกันไปเรื่อยๆ นะครับ" พี่บุญส่งเดินไปจุดไฟให้กับเด็กนักเรียนคนหนึ่ง จากนั้นเธอก็ได้ส่งไฟต่อไปให้กับคนที่อยู่ใกล้ๆ ทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ
ทันใดนั้นวินเทอร์กับเมฆาได้หยิบไฟแช็กแบบเปิดฝาออกมาจุดเทียนของพวกเขาทันที เมื่อกลุ่มเด็กห้องเก้าและสิบเห็นสองหนุ่มจุดเทียนเอง พวกเขาก็หยิบไฟแช็กที่ไว้ใช้จุดบุหรี่ขึ้นมาจุดเทียนตามวินเทอร์
พี่วิทยาการที่เห็นว่ามีเด็กกลุ่มใหญ่ที่จุดไฟกันเอง พวกเขาถึงกับพูดไม่ออก กิจกรรมที่คิดไว้มันต้องไม่ใช่แบบนี้สิ? ลำดับการมันมั่วไปหมดแล้ว!!!
เหล่าซือบีที่พึ่งจะขอร้องวินเทอร์ไม่ให้สร้างปัญหาไปหยกๆ เวลานี้เธอได้แต่แอบร้องไห้ในใจ พูดไปยังไม่ทันขาดคำ ลูกศิษย์ตัวปัญหาของเธอก็สร้างเรื่องขึ้นอีกแล้ว
'ขอละๆ น้องวิน มุแง้~'
ในเมื่อสถานการณ์มันได้ดำเนินมาจนถึงขนาดนี้แล้ว พี่บุญส่งจึงต้องปล่อยให้มันเป็นไปตามนี้เลย เขาหันไปพยักหน้ากับทีมงานของตน เพื่อให้พวกเขาดำเนินกิจกรรมต่อ
เสียงดนตรีทำนองเศร้าๆ ได้ดังขึ้นมา เป็นเสียงที่มาจากเพลงเทียนหนึ่ง แสงจากหลอดไฟบริเวณรอบๆ ถูกดับลงจนหลงเหลือเพียงแค่แสงจากเปลวเทียนบนมือของนักเรียน
ฟิ้ว! เสียงใบพัดขนาดเล็กดังขึ้นมา พร้อมกับโดรนลำหนึ่งที่ได้บินขึ้นสู่น่านฟ้าเพื่อจับภาพจากมุมสูง
ภาพที่โดรนจับได้เป็นรูปจระเข้ตัวหนึ่ง ใช่แล้ว! แสงจากเปลวเทียนตามจุดที่นักเรียนแต่ละคนนั่งอยู่ได้วางเรียงต่อกันเป็นรูปจระเข้
ซึ่งแผนการก่อนหน้านี้ของทางค่ายคือ ให้นักเรียนค่อยๆ จุดไฟต่อกันจากส่วนปลายหัวไปจนถึงหางไล่ไปเรื่อยๆ เหมือนกันโดมิโน และให้โดรนจับภาพถ่ายวิดีโอสวยๆ
แต่กิจกรรมนี้ถูกทำลายลงโดยสองหนุ่มและบรรดาเด็กห้องเก้าห้องสิบไปแล้วเรียบร้อย ทำให้โดรนจับได้แค่ภาพนิ่งเท่านั้น
หลังจากที่โดรนและบรรดาตากล้องเก็บภาพเสร็จเรียบร้อย พี่บุญส่งเริ่มแนะนำกิจกรรมถัดไปทันที
"กิจกรรมถัดไป จะเป็นกิจกรรมเฝ้าธงนะครับ แต่ละบ้านพักจะมีธงประจำบ้านอยู่ พวกน้องต้องเฝ้าธงเอาไว้ไม่ให้ถูกทีมงานจากทางค่ายแย่งธงไป ระยะเวลาจนถึงตีห้านะครับ แต่ละบ้าส่งตัวแทนมารับธงเลยครับ" พี่บุญส่งหยิบธงขนาด 2 เมตรขึ้นมาโชว์
จากนั้นพี่วิทยาการทีมงานจากทางค่ายก็ได้เริ่มแจกจ่ายธงให้กับตัวแทนแต่ละบ้านพัก
"เดี๋ยวพวกฉันจะเฝ้าธงให้ก่อนเอง" วินเทอร์ที่เป็นตัวแทนไปเอาธงมาได้เดินไปบอกกับเพื่อนจากห้องหนึ่ง
แน่นอนว่าห้องหนึ่งไม่คัดค้านอะไรเลยแม้แต่น้อย พยักหน้าตามกันอย่างพร้อมเพรียงเหมือนลูกเจี๊ยบ ลองพวกเขาเอ่ยปากคัดค้านดูสิ จังหวะที่อ้าปากหมัดหรือกระสุนอาจจะพุ่งเข้าปากได้
กิจกรรมที่ทางค่ายได้จบลง กิจกรรมถัดไปจะเป็นคอนเสิร์ตเล็กๆ ที่จะเปิดให้นักเรียนที่มีความสามารถทางดนตรีได้ขึ้นไปแสดง และใครที่ต้องการร้องเพลงก็สามารถขึ้นไปได้
วินเทอร์นั่งดูคอนเสิร์ตตรงหน้าโดยมีภรรยาตัวน้อยนั่งพิงไหล่อยู่ข้างๆ และบรรดาหลานสาวของเขา หนุ่มๆ จากห้องอื่นที่มีความคิดจะมาชวนหลานๆ ของวินเทอร์ไปรับชมคอนเสิร์ตด้วยต้องพับความคิดเหล่านั้นเก็บไปทันที
ถ้าพวกเธอนั่งแยกเดี่ยว หรือนั่งรวมกลุ่มกันโดยที่ไม่มีวินเทอร์คุมอยู่คงไม่มีปัญหาอะไรที่พวกเขาจะเข้าไปเต๊าะไปจีบแน่นอน แต่ทว่าเวลานี้กลับมีทวารบาลเฝ้าอยู่ถึงสองด้วยกันแบบนี้ใครหน้าไหนจะกล้าเข้าไปจีบกันละ
"พี่วินไม่สนใจขึ้นไปร้องเพลงเหรอคะ?" ซัมเมอร์ได้หันไปถามชายคนรักของเธอ
ทุกคนที่อยู่รอบๆ ได้ยินต่างหันมามองวินเทอร์ด้วยความประหลาดใจ
"อาวิน ลื้อร้องเพลงเป็นด้วยหรือ?" แปมแปมหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเตรียมจะถ่ายไลฟ์สดทันที
วินเทอร์ยิ้มเล็กน้อย เอ่ยออกไปว่า "ก็พอได้นิดหน่อย"
เมื่อวินเทอร์ออกไปเช่นนั้น ทุกคนได้พากันส่งเสียงเชียร์ให้วินเทอร์ขึ้นไปร้องเพลงทันที
วินเทอร์ยักไหล่อย่างช่วยไม่ได้ พร้อมเดินขึ้นไปเวทีตอนที่นักร้องคนก่อนหน้าร้องจบพอดี
นักร้องที่เตรียมจะร้องเพลงถัดไป แต่พอเห็นวินเทอร์เดินขึ้นมาเขาก็รีบตั้งไมค์และกระโจนลงจากเวทีที่ทันที ฝูงชนด้านล่างรีบเข้ามารับตัวนักร้องคนนี้ไว้ได้อย่างท่วงที กลุ่มนักดนตรีที่เห็นถึงกับตัวสั่น เวลานี้พวกเขาถึงกับเล่นกันไม่ออก
วินเทอร์ยิ้มสบายๆ เดินไปบอกกับนักดนตรีเหล่านั้นว่า "พวกนายลงไปพัดได้เลย เดี๋ยวฉันเล่นแบบ acoustic"
กลุ่มนักดนตรีพยักหน้าอย่างเร่งรีบ พร้อมพากันวิ่งหนีตายเหมือนผึ้งแตกรังลงจากเวทีไปอย่างไม่ลังเล ฝูงชนด้านล่างได้มองขึ้นมาบนเวทีด้วยความสงสัย เมื่อพวกเขาเห็นว่าบนเวทีมีแค่วินเทอร์คนเดียวเท่านั้น
"วงดนตรีล่ะ?"
"นั่นสิ ทำไมไม่มีนักดนตรี?"
จากนั้นทุกคนก็ต้องอึ้งเมื่อเห็นวินเทอร์เดินไปหยิบเก้าอี้มานั่งตรงหน้าไมค์โครโฟน พร้อมกับกีตาร์ไฟฟ้าตัวหนึ่ง
กลุ่มหลานสาวจากห้องสี่มองไปที่วินเทอร์ด้วยความตกตะลึง "กีตาร์?"
ซัมเมอร์เองก็คาดไม่ถึง "พี่วินเล่นกีตาร์เป็นด้วย?"
แปมแปมที่กำลังถ่ายทอดสดวินเทอร์อยู่ พูดขึ้นมาด้วยความตื่นเต้น "อาวินจะร้องเองเล่นเองเลยงั้นรึ?"
ไม่มีคนช่วย ร้องเองเล่นเองทั้งหมด ทั้งยังใช้กีตาร์ไฟฟ้าตัวเดียว ถ้าเป็นตามข้างถนนหรือในผับบาร์ ย่อมสามารถกระทำได้อย่างไม่มีปัญหาแน่นอน
แต่บนเวทีกลางแจ้งที่มีผู้ชมเกือบพันแบบนี้ การทำแบบนี้นับว่าเสี่ยงมาก เพราะแค่เสียงโวยวายด้านล่างก็แทบจะกลบเสียงดนตรีหมดแล้ว
วินเทอร์คลี่ยิ้มออกมา พร้อมเผยแรงกดดันของเจ้าพ่อมาเฟีย เจ้าเหนือหัวผู้บงการโลกออกมา สะกดทุกคนที่อยู่ด้านล่างเวทีจนหมดสิ้น นิ้วมือของวินเทอร์เคลื่อนไหวอยู่บนสายกีตาร์ไฟฟ้า ท่วงทำนองอันไพเราะดังกังวานขึ้น ในเวลานี้ทุกคนต่างนิ่งเงียบไม่กล้าส่งเสียงออกมาสักแอะ ราวกับว่าพวกเขาถูกต้องมนต์สะกด...