หลี่สุ่ยเซิงได้ฟังก็ชะงักกึก สัญชาตญาณลึก ๆ บอกว่า ในวาจาของฟางซิ่งเอ๋อร์นี้มีบางอย่างที่ฟังดูแปลกพิกลอยู่
แต่เมื่อลองคิดดูอีกที…นี่ก็สมเหตุสมผล ในเมื่อหลินซีเป็นภรรยาของเสิ่นเฉิน นางก็สมควรจะอยู่บ้านปรนนิบัติสามี เลี้ยงดูบุตรให้ดีไม่ใช่หรือ? จะมีสตรีที่ดีพร้อมที่ใด ออกมาตระเวนทำการค้า เปิดหน้าเปิดตาในที่สาธารณะเช่นนี้กันเล่า?
‘สตรีที่ดีงามอย่างแท้จริง ควรจะต้องเป็นเช่นน้องซิ่งเอ๋อร์นี่สิ อยู่บ้านปรนนิบัติเชื่อฟังบิดามารดา ช่วยเหลืองานบ้าน เย็บปักถักร้อย รอวันที่จะได้ออกเรือน’
ส่วนเรื่องที่ว่าหลินซีกับพวกพ้องแอบหาเงินลับหลังชาวบ้านนั้น... หลี่สุ่ยเซิงเกาหัวแกรก ๆ กล่าวออกมาอย่างไม่เข้าใจ “แต่น้องซิ่งเอ๋อร์ การที่บ้านสกุลเสิ่นหาเงินได้ มันไปเกี่ยวข้องอะไรกับชาวบ้านคนอื่น ๆ เล่า?”
“เกี่ยวข้องกันอย่างแน่นอนเจ้าค่ะ!”
โอย! กระบือยังฉลาดกว่า
ฟางซิ่งเอ๋อร์ลอบด่าคนโง่เง่าตรงหน้าในใจ ก่อนจะแสร้งทำสีหน้าจริงจัง “พี่สุ่ยเซิง ท่านลองคิดตามข้านะเจ้าคะ ป้าจางเป็นภรรยาของผู้นำหมู่บ้าน ท่านผู้นำหมู่บ้านคือ ‘ผู้นำ’ ของหมู่บ้านเฉินหยาง เป็นผู้นำของพวกเราทุกคน จะทำสิ่งใดก็ย่อมสมควรต้องคำนึงถึงทุกข์สุขของคนในหมู่บ้านเฉินหยางทั้งหมดจริงหรือไม่?”
หลี่สุ่ยเซิงมีท่าทีงุนงง แต่ยังคงพยักหน้ารับ
ฟางซิ่งเอ๋อร์จึงกล่าวต่อ “หลายปีที่ผ่านมานี้สภาพบ้านเมืองไม่สู้ดี ทุกคนต่างก็ประสบพิบัติภัย ความยากลำบากกระจายไปทั่วแว่นแคว้น ในเมื่อท่านลุงจางเป็นถึงผู้นำหมู่บ้าน หากมีช่องทางทำมาหากินที่ดี ก็สมควรจะนำมาบอกกล่าว พาพวกเราชาวบ้านทุกคนให้มีชีวิตที่ดียิ่งขึ้น ได้เงินมาเหมือนกัน ร่ำรวยขึ้นไปด้วยกัน ไม่ใช่หรือเจ้าคะ?!”
เมื่อได้ยินวาจาว่า ‘ร่ำรวยไปด้วยกัน’ หลี่สุ่ยเซิงก็ตบหน้าผากตนเองฉาดใหญ่ เข้าใจกระจ่างแจ้งทันที “จริงด้วย! ข้าลืมคิดถึงข้อนี้ไปได้อย่างไร!”
ฟางซิ่งเอ๋อร์แสร้งถอนหายใจยาว กล่าวด้วยน้ำเสียงผิดหวัง “คาดไม่ถึงเลยว่าท่านผู้นำหมู่บ้านจะเป็นคนเช่นนี้ ที่แท้ก็แอบซุ่มหาเงินเข้าบ้านตนเองลับหลังพวกเรา หากไม่ใช่เพราะพี่สุ่ยเซิงบังเอิญไปพบเข้า พวกเราก็คงไม่มีวันได้ล่วงรู้เรื่องนี้เป็นแน่ การที่ท่านผู้นำหมู่บ้านทำเช่นนี้ ไม่เท่ากับว่าท่านไม่ไว้ใจพวกเราชาวบ้านหรอกหรือ? ช่างน่าผิดหวังยิ่งนัก! แต่ว่า—-”
น้ำเสียงของนางพลันเปลี่ยนไปเล็กน้อย ฟางซิ่งเอ๋อร์กล่าวต่ออย่างมีความนัย “เท่าที่ข้าจำได้ เมื่อก่อนท่านผู้นำหมู่บ้านไม่เคยเป็นเช่นนี้เลย ตอนนี้เหตุใด จู่ ๆ กลับทำเรื่องไม่เหมาะไม่ควรขึ้นมาได้ หรือว่า…จะมีผู้ใดยุยงส่งเสริมท่านผู้นำหมู่บ้านกันเจ้าคะ?”
หลี่สุ่ยเซิงฟังจบก็โพล่งออกมาทันที
“ต้องเป็นนางหลินซีนั่นแน่! ข้าเห็นพวกป้าจางไปที่บ้านนางแต่เช้าตรู่ทุกวัน แล้วจึงค่อยพากันออกเดินทาง!”
เมื่อได้รับคำ ‘ทั้งชี้ทั้งแนะ’ จากฟางซิ่งเอ๋อร์เช่นนี้ หลี่สุ่ยเซิงก็ยิ่งเชื่อมั่นว่าต้องเป็นเช่นนั้นอย่างแน่นอน! จริงอยู่ว่า การที่ผู้นำหมู่บ้านแอบหาเงินลับหลังชาวบ้านนั้นนับว่าไม่ถูกต้อง แต่เมื่อก่อนท่านผู้นำหมู่บ้านไม่ใช่คนเห็นแก่ตัวเช่นนี้นี่!
ต้องเป็นหลินซีที่ยุยงส่งเสริมแน่ ๆ!
คาดไม่ถึงเลยว่านางจะเป็นคนเลวร้ายถึงเพียงนี้!
หลี่สุ่ยเซิงโกรธจนเลือดขึ้นหน้า กล่าวเสียงดังด้วยความขุ่นเคือง “ข้าจะรีบไปป่าวประกาศเรื่องนี้ให้ทุกคนรู้! แล้วจะไปถามหาคำอธิบายจากพวกเขาให้ได้!”
ฟางซิ่งเอ๋อร์รีบแสร้งทำเป็นห้ามปราม “พี่สุ่ยเซิง ท่านใจเย็น ๆ ก่อน บางทีพวกเราอาจจะเข้าใจผิดไปก็ได้นะเจ้าคะ?”
“ไม่ผิดแน่!” ชายตัวใหญ่ตวาดลั่นด้วยโทสะ
“หึ! แอบทำลับ ๆ ล่อ ๆ เช่นนี้จะหมายความว่าอย่างไรได้! มีช่องทางหาเงินก็ควรบอกให้ทุกคนรับรู้สิ! สตรีบ้านเสิ่นผู้นั้นช่างต่ำช้านัก จะปล่อยให้นางแอบกอบโกยผลประโยชน์เพียงผู้เดียวต่อไปไม่ได้!”
หลี่สุ่ยเซิงยิ่งคิดก็ยิ่งแค้นเคือง ไม่รอฟังคำใดอีก หันหลังวิ่งออกไปทันที
ฟางซิ่งเอ๋อร์มองตามร่างของบุรุษที่วิ่งมาอย่างเร่งรีบแล้วก็วิ่งจากไปอย่างร้อนรน ในดวงตาเต็มไปด้วยความรังเกียจเหยียดหยาม นางแสร้งตะโกนร้องห้ามตามหลังไปสองสามคำพอให้ดูงาม ก่อนจะเหยียดยิ้มมุมปากแล้วหันหลังเดินกลับเข้าบ้านไปอย่างสะใจ
‘หึ! ครานี้ นางจิ้งจอกหลินซี เจ้าไม่ใช่แค่ล่วงเกินข้าคนเดียวแล้ว แต่ยังล่วงเกินชาวบ้านทั้งหมู่บ้าน… ข้าจะคอยดูว่าเจ้าจะรับมือกับเรื่องนี้อย่างไร!’
++++++++++
อีกด้านหนึ่ง ณ บ้านสกุลเสิ่น
ขณะที่หลินซีกำลังง่วนอยู่กับการเตรียมอาหารเย็น ผู้นำหมู่บ้านและป้าจางก็มาร้องเรียกที่หน้าบ้าน
ดูเหมือนว่าจางเจ๋อคงกลับไปเล่าเรื่องที่ยอดสั่งซื้อผักป่าลดลงให้บิดามารดาฟังเรียบร้อยแล้ว ทั้งสองจึงร้อนใจจนไม่อาจนิ่งเฉยได้
หลินซีเองก็เอ่ยถึงเรื่องนี้ให้เสิ่นเฉินฟังคร่าว ๆ แล้ว เสิ่นเฉินพอจะคาดเดาสถานการณ์ได้ จึงให้ต้าเป่าพาน้อง ๆ ออกไปวิ่งเล่นไล่จับลูกเจี๊ยบตรงลานบ้าน เปิดโอกาสให้ผู้ใหญ่ได้พูดคุยธุระกันสะดวกขึ้น
“เสิ่นเฉิน... สะใภ้เสิ่น... พวกเราสองคนผัวเมียได้ปรึกษาหารือกันแล้ว คิดว่า... คงต้องขอถอนตัวจากการร่วมงานนี้แล้วละ” ลุงจางผู้นำหมู่บ้านเป็นฝ่ายเอ่ยขึ้นก่อน
ความคิดของพวกเขานั้นเรียบง่าย…
ก่อนหน้านี้ที่ยังสามารถหาเงินได้มาก ทุกคนต่างได้รับส่วนแบ่งเป็นกอบเป็นกำ การร่วมกันทำงานย่อมเป็นเรื่องดี แต่ตอนนี้เมื่อรายได้ลดน้อยลงไปมาก หากพวกเขายังดึงดันที่จะร่วมกันทำต่อไป ก็ดูจะเป็นการเอาเปรียบคู่สามีภรรยาสกุลเสิ่นจนเกินงาม อย่างไรเสีย ผู้ที่ค้นพบช่องทางทำมาหากินนี้ก็คือหลินซีมิใช่พวกเขา
เพียงแค่รายได้ที่หามาได้ก่อนหน้านี้ พวกเขาก็พอใจมากแล้ว
หลินซีเหลือบมองเสิ่นเฉินโดยสัญชาตญาณ ทั้งสองสบตากันวูบหนึ่ง ก่อนที่เสิ่นเฉินจะเป็นฝ่ายเอ่ยขึ้น “ท่านลุงจาง ป้าจาง เชิญนั่งลงก่อนเถิดขอรับ”
ผู้นำหมู่บ้านส่ายหน้าปฏิเสธ “ไม่ต้องหรอก อย่าให้พวกเราต้องรบกวนเวลาอาหารเย็นของพวกเจ้าเลย พูดธุระเสร็จ พวกเราก็จะกลับแล้ว หลายวันที่ผ่านมา ต้องขอบใจพวกเจ้าทั้งสองมากจริง ๆ”
หลินซีกลับยิ้มขำ เอ่ยขึ้นคล้ายจะติดตลก “โธ่ ท่านลุงเจ้าขา ข้ายังไม่ทันได้เอ่ยปาก ท่านก็รีบชิงกล่าวตัดหน้าข้าเสียแล้ว เช่นนี้ ถ้อยคำที่ข้าเตรียมจะพูด จะเอ่ยออกมาได้อย่างไรกันเล่าเจ้าคะ?”
สองผู้อาวุโสชะงักไปเล็กน้อย มองหน้ากันอย่างงุนงง ป้าจางจึงเอ่ยถาม “หลินซีเอ๋ย... เจ้าอยากจะพูดอะไรรึ?”
หลินซีถือโอกาสเชื้อเชิญให้ทั้งสองนั่งลง ก่อนจะกล่าวอย่างจริงจัง “ข้ากับเสิ่นเฉินปรึกษากันเรียบร้อยแล้วเจ้าค่ะ พวกเราคิดเห็นตรงกันว่า กิจการผักป่านี้ ขอมอบให้ทางครอบครัวของพวกท่านเป็นผู้ดูแลต่อ พวกเราจะไม่ขอเข้าร่วมแล้ว ตอนนี้เถ้าแก่จ้าวแห่งภัตตาคารเค่ออวิ๋นโหลวในตัวอำเภอก็คุ้นเคยกับจางเจ๋อดี พรุ่งนี้ข้าจะติดตามไปด้วยอีกครั้งเพื่อแจ้งเรื่องนี้ให้เถ้าแก่ทราบ หลังจากนั้นก็ให้จางเจ๋อเป็นผู้ติดต่อประสานงานต่อไปเจ้าค่ะ”
ผู้นำหมู่บ้านและป้าจางตกใจกับข้อเสนอที่ไม่คาดคิด รีบปฏิเสธเสียงหลง
“เช่นนั้นไม่ได้เด็ดขาด!” / “จะทำเช่นนั้นได้อย่างไร”
หลินซีกระตุกแขนเสื้อของเสิ่นเฉินเป็นสัญญาณ ชายหนุ่มจึงเอ่ยเสริม “ท่านลุง ท่านป้า โปรดรับน้ำใจนี้ไว้เถิดขอรับ บอกตามตรง อีกไม่นานพวกเรามีแผนจะซ่อมแซมบ้านครั้งใหญ่ ถึงตอนนั้นข้าคงวุ่นวายอยู่กับการควบคุมคนงาน ส่วนหลินซีก็ต้องคอยดูแลเด็ก ๆ พวกเราคงไม่มีเวลามาทุ่มเทให้กับกิจการผักป่านี้ได้จริง ๆ ขอรับ”
แม้จะรู้สึกโล่งใจระคนยินดีที่ได้รู้ว่าคนบ้านนี้ตัดสินใจจะซ่อมแซมบ้านเสียที แต่ในขณะเดียวกัน ทั้งผู้นำหมู่บ้านและภรรยาก็ยังรู้สึกหนักใจกับข้อเสนอเรื่องกิจการผักป่าอยู่มาก
“แต่ว่า... อย่างไรเสีย พวกเจ้าก็เป็นผู้ริเริ่มช่องทางนี้ขึ้นมาก่อน…”
หลินซีกล่าวขัดขึ้นอย่างนุ่มนวล “ท่านลุง ท่านป้า อย่าได้แบ่งแยกว่าเป็นพวกเราพวกเขาเลยเจ้าค่ะ กิจการนี้พวกเราทำต่อไปไม่ได้จริง ๆ หากพวกท่านยินดี ก็โปรดรับช่วงดูแลต่อไปเถิด
ลมหนาวพัดมาแล้ว กิจการนี้อย่างไรก็คงจะทำได้อีกไม่นาน หากพวกท่านไม่ยินยอม พวกเราก็คงจำต้องไปลองชักชวนผู้อื่น เพียงแต่ผลประโยชน์ดี ๆ เช่นนี้ ปล่อยให้ตกไปถึงมือคนนอกก็ช่างน่าเสียดายเหลือเกิน ท่านว่าจริงหรือไม่เจ้าคะ?”
ผู้นำหมู่บ้านและป้าจางต่างอ้ำ ๆ อึ้ง ๆ สบตากันอย่างชั่งใจอยู่ครู่ใหญ่ ในที่สุดก็ยอมพยักหน้าตกลง
ป้าจางเอื้อมมือมาจับมือของหลินซีไว้แน่น กล่าวด้วยน้ำเสียงตื้นตัน “เสิ่นเฉิน… หลินซี… พวกเราไม่รู้จะขอบคุณน้ำใจของพวกเจ้าอย่างไรดีจริง ๆ”
หลินซียิ้มกว้างอย่างยินดี ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงกึ่งหยอกล้อ
“ถ้าเช่นนั้น ต่อไปก็รบกวนพวกท่านช่วยแบ่งผักป่ามาส่งให้ที่บ้านข้าบ้างก็แล้วกันเจ้าค่ะ ตอนนี้เมล็ดพันธุ์ผักในแปลงนาก็เพิ่งจะหว่าน ยังไม่ทันเติบโตให้เก็บกิน หลายวันนี้พวกเราก็ไม่มีเวลาเข้าตัวอำเภอ กำลังกลุ้มใจอยู่เชียว”
“โอ้! เรื่องแค่นั้นได้อยู่แล้ว!” ผู้นำหมู่บ้านและป้าจางรีบรับคำอย่างแข็งขัน
หลังจากส่งแขกทั้งสองกลับไปแล้ว หลินซีก็หลับตาลง ถอนหายใจยาวอย่างอดไม่ได้ “เฮ้อ~ บางครั้ง การพูดคุยกับคนซื่อสัตย์ยึดถือคุณธรรมก็นับว่ายากอยู่เหมือนกันเนอะ พูดคุยกันแต่ละทีช่างเหน็ดเหนื่อยเสียจริง”
เสิ่นเฉินที่ยืนอยู่ข้าง ๆ มองนางแล้วเอ่ยถาม “ไม่รู้สึกเสียดายจริง ๆ หรือ?”
หลินซีเข้าใจดีว่าเขากำลังถามถึงสิ่งใด นางจึงกล่าวตอบอย่างไม่ใส่ใจ “ธุรกิจการค้าจะดีเพียงใด ก็ไม่อาจเทียบได้กับน้ำใจไมตรีระหว่างญาติสนิทมิตรสหาย ที่ผ่านมาครอบครัวท่านลุงผู้นำหมู่บ้านคอยช่วยเหลือดูแลพวกเรามามาก เรื่องเล็กน้อยเท่านี้จะนับเป็นอะไรได้”
เสิ่นเฉินฟังคำตอบนั้นแล้วนิ่งไป
เขารู้สึกว่า ในช่วงระยะเวลาเพียงไม่กี่วัน สตรีผู้นี้กลับทำให้เขาต้องประหลาดใจเรื่องไม่คาดฝันมากมาย… และมากยิ่งกว่าเรื่องราวทั้งหมดที่เคยเกิดขึ้นตลอดระยะเวลาหนึ่งปีเต็มที่อยู่ร่วมกันมาเสียอีก...
—-ดูคล้ายความคิดและความรู้สึกที่เขามีต่อนางในยามนี้จะเปลี่ยนไปจากเดิมมากแล้วจริง ๆ
เสิ่นเฉินปัดความคิดแปลกประหลาดออกจากใจ ลุกขึ้นยืนแล้วเอ่ยสั้น ๆ “ข้าจะไปตามเด็ก ๆ กลับเข้าบ้าน”
หลินซีได้ยินก็แย้มยิ้มจนตาหยี รีบเอ่ยขึ้น “ฝากบอกพวกเขาด้วยนะว่า มื้อเย็นวันนี้มีบะหมี่เส้นสดทำมือ (刀削面) ที่พวกเขาบ่นว่าอยากกิน จะได้ไม่มัวแต่เล่นเพลินจนไม่เข้าบ้านกัน”
ทันใดนั้น แววตาของชายหนุ่มก็พลันปรากฏร่องรอยของรอยยิ้มอันหาได้ยากยิ่งขึ้นมาวูบหนึ่ง
“อืม” เขารับคำในลำคอแล้วจึงก้าวโขยกเขยกออกไป
หลินซีมองตามแผ่นหลังกว้างจนลับตา ก่อนจะถอนหายใจออกมาหนักหน่วง
อันที่จริง นางยังมีเรื่องใหญ่ให้ต้องขบคิด…
เพราะจนถึงตอนนี้ นางก็ยังคิดไม่ออกว่าจะหาลู่ทางทำมาหากินอะไรต่อไปดี ในช่วงเวลาก่อนที่การซ่อมแซมบ้านจะแล้วเสร็จนี้ อย่างดีที่สุดก็มีเพียงเสาะหาสมุนไพรใหม่ ๆ ไปขายที่ตัวอำเภอเป็นครั้งคราวเท่านั้น
โชคยังดีที่ยามนี้เสิ่นเฉินยังสามารถล่าสัตว์ได้ รายรับจากการขายเนื้อสัตว์ป่าเหล่านั้นยังเพียงพอจะจุนเจือค่าใช้จ่ายในช่วงนี้ แต่…หากยังปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไป พวกนางทั้งบ้านจะต้องแย่แน่นอน!
++++++++++
อีกด้านหนึ่ง
ระหว่างเดินกลับเรือน ผู้นำหมู่บ้านยังคงรู้สึกไม่สบายใจอยู่มาก จึงปรึกษากับภรรยาและตัดสินใจว่า จะแบ่งเงินรายได้จากการขายผักป่าส่วนหนึ่งมอบคืนให้กับครอบครัวหลินซีเป็นการตอบแทน ซึ่งป้าจางก็เห็นด้วย ทั้งสองจึงเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้น อยากจะรีบกลับไปบอกเรื่องนี้ให้ลูก ๆ ทั้งสองรับรู้
ทว่าขณะที่เดินใกล้จะถึง ลุงจางและป้าจางก็พลันมองเห็นแต่ไกลว่ามีชาวบ้านจำนวนมากยืนรวมตัวกันอยู่ที่หน้าบ้านตน ต่างคนต่างส่งเสียงดังเอะอะโวยวาย คล้ายมีใครกำลังทะเลาะวิวาทกันหนักหน่วง
ถัดเข้าไป จางเจ๋อและจางอวี้เอ๋อร์บุตรหญิงชายของพวกเขากำลังถูกฝูงชนเหล่านั้นล้อมไว้ ทั้งคู่มีท่าทีร้อนรนปนตื่นกลัว จางอวี้เอ๋อร์ตัวสั่นเทิ้มแทบจะร้องไห้ออกมารอมร่อ
“เกิดเรื่องอะไรขึ้น?” สองสามีภรรยามองหน้ากันด้วยความตกใจ “หรือว่าตอนที่พวกเราไม่อยู่ เจ๋อเอ๋อร์กับอวี้เอ๋อร์จะไปก่อเรื่องล่วงเกินผู้ใดเข้า?”
คิดได้ดังนั้น พวกเขาก็รีบวิ่งเข้าไปยังใจกลางของวงล้อมทันที
.
.
.