ทว่าหมิงเป่าจูกลับสัมผัสได้ว่านางพยายามอย่างสุดกำลัง กระหายใคร่รู้คำตอบอย่างยิ่งยวด
“หนึ่งปี...” น้ำเสียงแผ่วเบาจนไม่อาจเบาไปกว่านี้ได้อีกแล้ว
“ท่านหมอหมิง!” เสี่ยวเตี๋ยร้องเสียงหลง แต่ก็สายเกินไปแล้ว
ภายในห้องตกอยู่ในความเงียบงันอีกครา...
“หนึ่งปี...”
ซางรั่วฉินหาได้โศกเศร้าเสียใจอย่างที่คิด มุมปากกลับมีรอยยิ้มบางๆ เสียด้วยซ้ำ
“ตอนนั้นข้าสุขภาพอ่อนแอ ท่านหมอเตือนว่าปล่อยให้มีครรภ์ไม่ได้ แต่ข้าปิดบังสามีแอบเทน้ำแกงห้ามครรภ์ทิ้งไป ถึงได้ให้กำเนิดเฟิงเอ๋อร์ แม้ต้องตกอยู่ในสภาพถูกโรคภัยรุมเร้าข้าก็ไม่เคยนึกเสียใจภายหลัง”
หมิงเป่าจูรู้สึกสะเทือนใจอย่างล้ำลึก นี่คงเป็นสัญชาตญาณความเป็นแม่ที่ไม่มีผู้ใดจะหยุดยั้งได้
“ฮูหยินโปรดวางใจ ข้าจะพยายามรักษาท่านอย่างสุดความสามารถ”
แม้จะไม่มีความมั่นใจเต็มร้อย แต่นางรู้สึกถูกชะตากับซางฮูหยินที่เพิ่งพบหน้ากันครั้งแรกภายใต้รูปลักษณ์ภายนอกที่ดูอ่อนแอเปราะบางนั้นกลับซ่อนหัวใจที่เข้มแข็งเอาไว้ แม้ฐานะเป็นถึงฮูหยินผู้สูงศักดิ์แต่กลับไม่เย่อหยิ่งจองหองเหมือนฮูหยินตระกูลอื่น
บนโต๊ะมีกระดาษและพู่กันเตรียมไว้พร้อมสรรพ หมิงเป่าจุ่มพู่กันลงในน้ำหมึกแต่กลับนิ่งงันไปครู่หนึ่ง หลังครุ่นคิดอยู่พักใหญ่จึงยอมเขียนชื่อสมุนไพรอย่างแรก
หลังเขียนเสร็จก็หยุดคิดอีกครั้ง นานเท่าใดไม่อาจทราบได้ จึงเริ่มเขียนอย่างที่สอง
“ท่านหมอหมิง ขอเพียงสามารถรักษาฮูหยินให้หาย ไม่ว่าจะเป็นสมุนไพรล้ำค่าเพียงใดนายท่านก็แสวงหามาได้ทั้งสิ้น ท่านเขียนอย่างสบายใจได้เลยเจ้าค่ะ”
เสี่ยวเตี๋ยเห็นอีกฝ่ายลังเลอยู่นานทุกครั้งที่จะเขียน คิดว่าหมิงเป่าจูกังวลเรื่องราคาสมุนไพรจึงเอ่ยปากออกมา
“มิใช่อย่างนั้น ข้าเพียงกำลังตรึกตรองถึงยาที่จะใช้”
ด้วยฐานะของสกุลเหยียน ย่อมไม่ต้องกังวลเรื่องราคาสูงต่ำ เพียงแต่ว่าอวัยวะภายในของซางฮูหยินได้รับความเสียหายไปมากการใช้ยาจึงต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ อย่าให้รักษาไตได้แต่ไปทำลายม้าม รักษาม้ามได้แต่ไปทำลายปอด
“เป็นบ่าวพูดมากไปเองเจ้าค่ะ”
เสี่ยวเตี๋ยก้มหน้ากล่าวขอขมา จากนั้นก็ถอยกลับไปยืนเคียงข้างซางฮูหยิน ท่าทางนอบน้อมกว่าตอนที่ไปรับนางที่ร้านหมิงเฉ่าถังมากมายนัก
“ไม่เป็นไร”
เห็นได้ชัดว่าเป็นบ่าวที่ซื่อสัตย์ภักดีต่อเจ้านาย หมิงเป่าจูส่ายหน้า มิได้ถือสาจากนั้นก็ก้มหน้าลงครุ่นคิดถึงชนิดและปริมาณยาที่เหมาะสมต่อ
โสม ตังกุย นำไปล้างด้วยสุราอย่างละหนึ่งตำลึง โร่วกุ้ย[1]ขิงแห้งที่ผ่านการคั่ว กานเฉ่าคั่ว อย่างละหนึ่งเฉียนไป๋จู๋ (ผ่านกรรมวิธีผสมน้ำผึ้ง) ต้มกับน้ำสองถ้วยจนงวดเหลือเจ็ดส่วนแล้วดื่ม
หากซางฮูหยินได้ดื่มยาขนานนี้ทันทีหลังคลอดบุตร ก็คงไม่เกิดเหตุการณ์เช่นวันนี้
เพียงแต่ไม่รู้ว่าหากนำมาใช้ตอนนี้ผลจะเป็นเช่นไร ทว่ามีเพียงยาตำรับนี้เท่านั้นที่พอจะบรรเทาอาการลงได้ลองดูสักตั้งก็ไม่เสียหายอะไร
“ท่านใช้ยาตามเทียบนี้ ต่อเนื่องกันเจ็ดวัน หากมีอาการผิดปกติหรือรู้สึกไม่สบายให้รีบแจ้งข้าโดยเร็วที่สุด”
หมิงเป่าจูยื่นเทียบยาให้ เสี่ยวเตี๋ยรับมาแล้วส่งต่อให้ซางรั่วฉิน นางมองดูใบสั่งยาพร้อมกับแย้มยิ้ม
ว่ากันว่าโรครุมเร้านานวันเข้าจนกลายเป็นหมอเสียเอง นางป่วยมานานหลายปี เทียบยาที่ได้รับจากท่านหมอทั้งหลายหากไม่ถึงร้อยก็ต้องเป็นจำนวนที่ใกล้เคียง
ทว่าเพิ่งเคยเห็นการจับสมุนไพรเหล่านี้มารวมกันเป็นครั้งแรก แต่ไม่อาจทราบได้เช่นกันว่าผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร
แต่ถึงอย่างนั้น ท่าทีและสายตาที่แน่วแน่ของหมิงเป่าจู ก็มอบความเชื่อมั่นให้แก่นางไม่น้อย
ประตูเรือนกลางทะเลสาบถูกเปิดออกอีกครั้ง ทันทีที่หมิงเป่าจูเดินออกมา ก็เห็นคนสองคนยืนเฝ้าอยู่ที่หน้าประตูนางนิ่งไปเล็กน้อย
“เป็นอย่างไร เจ้ารักษาได้หรือไม่”
เหยียนเฟิงและหวังเฉินลุกขึ้นเดินออกมาข้างนอกก่อนหน้านี้ไม่นาน แต่ยังตระหนักถึงคำสั่งของมารดาจึงมิได้ก้าวเท้าเข้าไป
ความเจ็บปวดจากการถูกกระชากไหล่อย่างแรงกะทันหันทำให้หมิงเป่าจูนิ่วหน้า นางเห็นเงาคนแวบผ่านอยู่ไกลๆจึงแสร้งยกมือขึ้นโบกโดยไม่กระโตกกระตาก คนผู้นั้นลังเลอยู่พริบตาเดียวก็หายไป
“ท่านปล่อยมือก่อน” หมิงเป่าจูพยายามดิ้นรนให้หลุดจากพันธนาการ แต่นางต้านทานแรงของบุรุษได้เสียที่ใดจึงได้แต่เอ่ยปากพร้อมกับกัดฟันข่มความเจ็บปวด
เหยียนเฟิงเองก็รู้สึกตัวว่าตนเองเสียกิริยา จึงผ่อนกำลังลงแล้วรั้งมือกลับไปทว่าสายตายังคงจดจ้องนางเขม็ง รอคอยคำตอบ
“โรคของซางฮูหยิน... ไม่ค่อยดีนัก ข้าเองก็มีความมั่นใจเพียงสามส่วน”
มิใช่ว่านางมือไม่ถึง แต่เป็นเพราะปล่อยให้อาการเรื้อรังมานานเกินไป หากพบแต่เนิ่นๆก็คงไม่ต้องมาเอ่ยว่ามีความมั่นใจเพียงใด เพราะต้องรักษาหายอย่างแน่นอน
โรคใดก็ตาม ที่น่ากลัวคือการปล่อยให้เรื้อรัง...
“สามส่วน... เจ้ามันหมอเถื่อน!” เหยียนเฟิงสั่นไปทั้งตัว
“คุณชายเหยียน ข้าเพียงแต่พูดความจริง หรือว่าคุณชายมิได้ใส่ใจอาการของซางฮูหยินอย่างแท้จริงแค่อยากฟังข้าบอกว่ามั่นใจเต็มร้อยเพื่อให้ตนเองสบายใจเท่านั้น”
อีกอย่างหากนางกล่าวไปเช่นนั้น ผลสุดท้ายไม่สามารถรักษาชีวิตซางฮูหยินไว้ได้เขาต้องตามมาเอาเรื่องอย่างแน่นอน ถึงเวลานั้นเกรงว่านางจะเอาชีวิตไม่รอด
“ข้าว่าเจ้าตั้งใจมาหลอกเอาเงินมากกว่า!”
หวังเฉินเหลือบมองเห็นถุงเงินหนักอึ้งในมือของหมิงเป่าจู จึงเปรยขึ้นลอยๆ
เหยียนเฟิงได้ยินคำกล่าวก็มองตามไป เมื่อเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง ความมืดทะมึนในดวงตาก็ก่อตัวแน่นหนาไม่สลายไป
หมิงเป่าจูช้อนตาขึ้น จ้องเขาเขม็ง พลางยื่นถุงเงินในมือให้กับอีกฝ่าย
“หากรักษาซางฮูหยินไม่ได้ ข้าจะไม่รับแม้แต่แดงเดียว คุณชายเหยียนพอใจหรือยัง”
ดวงตามืดมิดของเหยียนเฟิงจดจ้องไปที่หมิงเป่าจู แต่กลับไม่ยอมรับมา
เขารู้สึกว่าหวังเฉินพูดไม่ผิด
แต่พอฝ่ายตรงข้ามคืนเงินกลับมาให้ ไยเขากลับรู้สึกเหมือนถูกตบหน้าอย่างแรงเช่นนี้
หลังจากรับถุงเงินไว้แล้ว ชุนเถาก็มองเหยียนเฟิงราวกับสมบัติล้ำค่า “นายน้อย”
เหยียนเฟิงขมวดคิ้ว
ประตูที่แง้มอยู่เล็กน้อยถูกเปิดออกมา เสี่ยวเตี๋ยยืนอยู่ที่หน้าประตู มองไปที่คนกลุ่มหนึ่งที่อยู่ด้านนอกสุดท้ายสายตาก็หยุดลงที่เหยียนเฟิง
“นายน้อย ฮูหยินเชิญท่านเข้าไปด้านในเจ้าค่ะ”
เหยียนเฟิงจ้องมองหมิงเป่าจูอย่างล้ำลึก ก่อนจะก้าวเท้าเข้าไปในห้อง ชุนเถารีบตามเข้าไปไม่ห่างแม้แต่ก้าวเดียว
ส่วนหวังเฉินยังคงยืนอยู่ที่เดิม ค่อยๆ เอ่ยออกมาคำหนึ่ง “ที่แท้เรื่องในคืนเทศกาลจงหยวนเจ้าก็มีส่วนเกี่ยวข้อง”
“คนของคุณชายเหยียนเป็นผู้ลงมือ คุณชายหวังเก่งแต่รังแกคนอ่อนแอ ไม่กล้าเอาความเขาเลยคิดจะโยนความผิดทั้งหมดมาลงกับสตรีตัวเล็กๆ อย่างข้าหรือ”
หมิงเป่าจูตั้งตัวไม่ทัน ชะงักงันอยู่ชั่วขณะหนึ่ง แต่พอเข้าใจความหมายของอีกฝ่ายก็หัวเราะเบาๆ ก่อนตอกกลับไปสองประโยคซึ่งทำให้หวังเฉินพูดไม่ออกสักคำ
นางไม่อยากต่อความยาวสาวความยืดกับเขาอีกต่อไป จึงอาศัยช่วงจังหวะนี้กล่าวอำลาแล้วเดินจากมาโดยไม่หันกลับไปมองอีก ทิ้งให้หวังเฉินมองตามเงาหลังของนางโดยไม่รู้ว่าคิดอะไรอยู่
หมิงเป่าจูเดินกลับโดยใช้เส้นทางเดิมที่เข้ามา หลังออกมาจากป่าไผ่แล้ว ค่อยเอี้ยวศีรษะกลับไปมองอย่างระมัดระวังกระทั่งแน่ใจว่าหวังเฉินไม่ตามมา ถึงเริ่มเดินไปด้านหน้าต่ออีกช่วงหนึ่ง และเริ่มมองหาไปรอบด้าน
“เจ้าไม่เป็นไรใช่หรือไม่” หลี่ไหวฺอวี้เดินออกมาจากทางด้านหลัง สายตาเลื่อนไปที่ไหล่ของนางพลางเอ่ยถาม
“ซี้ด! เจ็บนิดหน่อย ต้องกลับไปดูก่อนถึงจะรู้”
หมิงเป่ายกมือขึ้นนวดไหล่เบาๆ เพียงแค่กดลงไปก็รู้สึกเจ็บแปลบจนต้องร้องออกมาเบาๆถึงกับก่นด่าเหยียนเฟิงในใจอีกรอบ
“แค่ก...” หลี่ไหวฺอวี้รู้ว่าเพราะมีเขาอยู่ด้วย นางจึงไม่สะดวกถอดเสื้อผ้าตรวจสอบอาการเขาจึงกระแอมไอเบาๆ ก่อนมองนางพลางกระเซ้าว่า “ศักดิ์ศรีกินแทนข้าวได้หรือ”
หมิงเป่าจูอึ้งงัน ยังไม่ทันได้เอ่ยสิ่งใด ก็มีคนวิ่งตามมาทางด้านหลัง นางหันกลับไปมองพบว่าเป็นเสี่ยวเตี๋ย
“โชคดีจริงๆ ที่ท่านยังไปไม่ไกล...”
เสี่ยวเตี๋ยวิ่งมาตลอดทาง หายใจหอบเล็กน้อย นางมองหลี่ไหวฺอวี้ที่ยืนอยู่ข้างกายหมิงเป่าจูด้วยสายตาประหลาดใจแต่ก็ไม่ได้ซักถาม
“ไม่ทราบว่าฮูหยินมีสิ่งใดกำชับมาหรือ” นางไม่ถาม หมิงเป่าจูก็รู้สึกดีใจที่ไม่ต้องอธิบาย
“ฮูหยินให้บ่าวนำของมามอบให้ท่าน ชุนเถาถูกฮูหยินทำโทษให้คุกเข่าอยู่ที่หน้าประตูแล้วหวังว่าท่านหมอหมิงจะไม่ตำหนิโทษ”
เชิงอรรถ
[1] โร่วกุ้ย(肉桂) คือเปลือกแห้งของพื้นที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Cinnamomum cassiaPresl. วงศ์ Lauraceae โดยนำเปลือกแห้งมาขูดผิวส่วนนอกที่ขรุขระออกแล้วหั่นชิ้นบางๆ หรือ ทุบให้แตกก่อนใช้ รสเผ็ดอมหวานร้อน มีฤทธิ์เสริมหยาง บำรุงธาตุไฟในระบบไต รวมทั้งมีฤทธิ์ให้ความอบอุ่นและทะลวงจิงลั่วทำให้ระบบหมุนเวียนเลือดดี กระจายความเย็น ระงับปวดชาเนื่องจากความเย็น แก้ประจำเดือนไม่มาเนื่องจากภาวะพร่องเย็นทำให้การหมุนเวียนเลือดติดขัดปวดประจำเดือน เป็นต้น รสเผ็ด หวาน แก้ลมอัณฑพฤกษ์ ปลุกธาตุอันดับให้เจริญ แก้ไข้สันนิบาตแก้อ่อนเพลีย ขับผายลม