เทพยุทธ์หลอมภพ สยบหมื่นวิถี

    ตอนที่ 30 : ตัวตนในกระจกเลือด และปีกแห่งเพลิงบรรพกาล

    ตอนที่ 30 : ตัวตนในกระจกเลือด และปีกแห่งเพลิงบรรพกาล

    ความเงียบสงัด ณ ก้นเหวถูกฉีกกระชากด้วยเสียงแหวกอากาศอันคมกริบ!

    ร่างเงาโลหิตที่มีใบหน้าและสัดส่วนรยางค์เหมือนอวิ๋นเซียวทุกประการ พุ่งทะยานเข้าหาเขาด้วยความเร็วที่ตาเปล่าแทบมองไม่ทัน ทว่าสิ่งที่ทำให้หัวใจของชายหนุ่มกระตุกวูบ ไม่ใช่ความเร็วอันน่าสะพรึงกลัว แต่เป็นกระแสลมปราณสีแดงฉานที่แผ่พุ่งออกมาจากร่างนั้น... มันคือ ปราณหลอมภพ วิชาเร้นลับก้นหีบที่ควรมีเพียงเขาผู้เดียวในใต้หล้าที่ล่วงรู้!

    เปรี้ยง!!

    อวิ๋นเซียวยกดาบปราณขึ้นต้านรับการโจมตี ทว่าแรงกระแทกมหาศาลจากระดับก่อกำเนิดขั้นต้นที่สมบูรณ์แบบของเงาโลหิต บดขยี้ปราณคุ้มกันของเขาจนแหลกละเอียด ร่างของชายหนุ่มปลิวละลิ่วไปกระแทกกับผนังถ้ำจนศิลาแตกร้าว โลหิตสีคล้ำทะลักออกจากริมฝีปาก

    ยังไม่ทันที่อวิ๋นเซียวจะได้หยัดกายลุกขึ้น เงาโลหิตก็พลิ้วกายตามมาติดๆ มันประสานอินด้วยมือเดียวอย่างเชี่ยวชาญ ดึงเอาไอหมอกรอบด้านมาบีบอัดเป็นคมมีดวายุโลหิตนับสิบเล่ม พุ่งทะลวงเข้าใส่จุดตายทุกจุดของเขาอย่างไร้ปรานี

    มันอ่านการเคลื่อนไหวของข้าออกทั้งหมด!

    อวิ๋นเซียวกัดฟันกรอด ฝืนใช้วิชาเร้นเงาเบี่ยงหลบอย่างทุลักทุเล ทว่าเงาโลหิตราวกับรู้ล่วงหน้า มันดักรออยู่ที่จุดตกของเขา พร้อมกับตวัดลูกเตะที่แฝงด้วยปราณหลอมภพอัดเข้าที่ชายโครง อวิ๋นเซียวได้ยินเสียงกระดูกซี่โครงตนเองหักสะบั้น ความเจ็บปวดแล่นพล่านไปทั่วสรรพางค์กาย

    ทุกครั้งที่เขาคิดจะใช้กระบวนท่าใด เงาโลหิตจะขยับตัวดักทางและสวนกลับด้วยกระบวนท่าที่เหนือกว่าหนึ่งก้าวเสมอ ความสิ้นหวังเริ่มกัดกินจิตใจ นี่ไม่ใช่การต่อสู้กับศัตรูที่แข็งแกร่งกว่า แต่มันคือการต่อสู้กับ "ความสมบูรณ์แบบ" ของตัวเขาเองในสภาพที่ไร้ซึ่งบาดแผลและไร้ซึ่งความเหนื่อยล้า!

    เป็นไปไม่ได้... เจดีย์หมื่นวิถีเป็นของศักดิ์สิทธิ์ที่ผูกพันกับจิตวิญญาณของข้า แดนลับโสมมนี่ไม่มีทางจำลองมันขึ้นมาได้!

    ดวงตาสีรัตติกาลของอวิ๋นเซียวหรี่แคบลง ท่ามกลางห่าฝนการโจมตีที่บีบคั้น สมองของเขาแล่นตะบึงอย่างบ้าคลั่ง เขาสังเกตเห็นว่าแม้เงาโลหิตจะใช้ปราณหลอมภพได้ แต่กลิ่นอายของมันกลับปราศจากความเก่าแก่และสูงส่งของเจดีย์หมื่นวิถี มันมีเพียงความบ้าคลั่งและความอาฆาตแค้น

    พริบตานั้น ความจริงก็กระจ่างแจ้งในใจ!

    เงาโลหิตนี้ไม่ได้ลอกเลียนแบบเจดีย์หมื่นวิถี ทว่าตอนที่เขาฝืนดูดกลืนไอหมอกโลหิตเพื่อเอาตัวรอดจากอสูรวิปลาส วิญญาณอาฆาตนับหมื่นได้แทรกซึมเข้ามากัดกินจิตสำนึกของเขา พวกมันดึงเอา 'ความทรงจำทางการต่อสู้' และ 'ความหวาดกลัว' ที่ซุกซ่อนอยู่ก้นบึ้งจิตใจของเขา ผสมผสานกับพลังงานบริสุทธิ์ของสระบงกชโลหิต หล่อหลอมขึ้นมาเป็นปีศาจร้ายตนนี้!

    มันคือกระจกสะท้อนเงา... เป็นเพียงตัวตนที่ลอกเลียนแบบความคิดของเขาในอดีต แต่มันไม่มีเจตจำนงในการสรรค์สร้างสิ่งใหม่!

    "หากเจ้าเป็นเพียงเงาที่สะท้อนความหวาดกลัวของข้า... เช่นนั้นข้าก็จะมอบความกลัวที่แท้จริงให้แก่เจ้า!"

    อวิ๋นเซียวเช็ดคราบเลือดที่มุมปาก นัยน์ตาของเขาแปรเปลี่ยนเป็นความเด็ดเดี่ยวที่เยียบเย็นเยี่ยงยมทูต ในเมื่อต่อสู้ด้วยกระบวนท่าและตรรกะย่อมพ่ายแพ้ต่อเครื่องจักรสังหารที่อ่านใจได้ วิธีเดียวที่จะพลิกกระดานหมากแห่งความตายนี้ คือการทำในสิ่งที่เงาสะท้อนซึ่งถูกขับเคลื่อนด้วยสัญชาตญาณเอาตัวรอด 'ไม่กล้าทำ'

    ชายหนุ่มหยุดการป้องกันตัวโดยสิ้นเชิง เขาทิ้งดาบปราณในมือ ปล่อยให้ม่านพลังคุ้มกันสลายไป ยืนเปิดเปลือยจุดตายที่บริเวณหน้าอกซ้ายอย่างโจ่งแจ้ง!

    เงาโลหิตชะงักไปเสี้ยววินาที สัญชาตญาณที่ลอกเลียนมาจากอวิ๋นเซียวบอกมันว่านี่คือกับดัก ทว่าโอกาสทองในการสังหารเป้าหมายที่เปิดกว้างอยู่เบื้องหน้าทำให้มันไม่อาจต้านทานได้ มันรวบรวมปราณโลหิตทั้งหมดไว้ที่ปลายนิ้ว แปรเปลี่ยนเป็นกริชสีเลือดที่แหลมคม พุ่งทะลวงเข้าสู่หัวใจของอวิ๋นเซียวดุจสายฟ้าแลบ!

    ฉึก!!

    กริชโลหิตเสียบทะลุเข้าที่หน้าอกของอวิ๋นเซียว! ทว่าในเสี้ยววินาทีสุดท้าย ชายหนุ่มฝืนบิดสรีระหลบจุดขั้วหัวใจไปเพียงมิลลิเมตรเดียว กริชนั้นแทงทะลุเฉียด ตราทัณฑ์สวรรค์ ไปอย่างฉิวเฉียด!

    "อ๊ากกกก!"

    อวิ๋นเซียวแผดเสียงคำรามลั่น ความเจ็บปวดจากการถูกเจาะทะลวงประสานกับการตีกลับของตราทัณฑ์สวรรค์ ทำให้สายเลือดของเขาแทบระเบิด ทว่าในวินาทีที่เงาโลหิตคิดจะดึงกริชออก มือขวาของอวิ๋นเซียวที่ชุ่มไปด้วยเลือดพลันตวัดขึ้นคว้าข้อมือของเงาโลหิตไว้อย่างเหนียวแน่นประดุจคีมเหล็ก!

    "จับ... ตัว... ได้แล้ว..."

    อวิ๋นเซียวแสยะยิ้มที่เต็มไปด้วยคราบเลือด นัยน์ตาสีทองแดงสว่างวาบขึ้นท่ามกลางความมืดมิด เขารีดเร้นปราณหลอมภพหยดสุดท้าย กระตุ้น 'เพลิงบรรพกาลหลอมวิญญาณ' ให้ปะทุขึ้นจากจุดตันเถียน พุ่งทะยานผ่านเส้นลมปราณแขนขวา และอัดกระแทกเข้าไปที่แกนกลางหน้าอกของเงาโลหิตในระยะประชิด!

    ฟู่มมม!!

    เปลวเพลิงสีดำอมแดงระเบิดออกอย่างเกรี้ยวกราด เพลิงฟ้าดินที่แผดเผาได้แม้กระทั่งวิญญาณ กลืนกินร่างของเงาโลหิตอย่างรวดเร็ว มันดิ้นทุรนทุราย กรีดร้องด้วยเสียงที่ไม่มีอยู่จริง ก่อนที่ร่างสะท้อนความหวาดกลัวนั้นจะปริแตกและสลายกลายเป็นเถ้าโลหิต ปลิวหายไปในอากาศ!

    ทว่าชัยชนะนี้ต้องแลกมาด้วยราคาที่สูงลิบลิ่ว อวิ๋นเซียวทรุดร่างลงกับพื้น เลือดไหลทะลักจากหน้าอกไม่หยุด ทว่าหายนะยังไม่จบสิ้น การระเบิดของเพลิงบรรพกาลได้ทำลายสมดุลของสระบงกชโลหิต ผนังถ้ำเริ่มถล่มลงมา ค่ายกลสังหารโบราณที่หลับใหลอยู่ใต้แดนลับถูกกระตุ้นให้ทำงานอย่างบ้าคลั่ง!

    เส้นสายอักขระสีแดงฉานสว่างวาบขึ้นทั่วทุกสารทิศ ลำแสงสังหารนับร้อยพุ่งตัดสลับกันไปมาราวกับตาข่ายมรณะ หินผาเบื้องล่างกำลังแยกออกเป็นหุบเหวไร้ก้น

    ข้าจะมาตายที่นี่ไม่ได้... พันซานยังรอข้าอยู่!

    อวิ๋นเซียวผู้มีสภาพไม่ต่างจากซากศพ กัดฟันฝืนยืนขึ้น เขาไม่มีเรี่ยวแรงแม้แต่จะวิ่ง ทว่าเจตจำนงแห่งการมีชีวิตรอดกลับลุกโชนยิ่งกว่าเพลิงใดๆ ชายหนุ่มหลับตาลง อธิษฐานต่อเจตจำนงที่หลงเหลืออยู่ในเจดีย์หมื่นวิถี เขาดึงเอาความร้อนระอุของเพลิงบรรพกาลที่ยังหลงเหลืออยู่ในร่าง บังคับให้มันไหลย้อนกลับไปที่แผ่นหลัง!

    "อ๊ากกกก!!"

    ความทรมานเหนือจินตนาการบังเกิดขึ้น เนื้อผ้าและผิวหนังบริเวณสะบักหลังถูกแผดเผาจนไหม้เกรียม ทว่าจากรอยไหม้นั้น... ปราณเพลิงสีดำอมแดงพลันปะทุและก่อตัวขึ้นเป็น 'ปีกเพลิงบรรพกาล' ขนาดใหญ่ตระหง่านอยู่เบื้องหลัง!

    มันไม่ใช่ปีกที่แท้จริง แต่เป็นโครงสร้างปราณชั่วคราวที่ต้องใช้พลังชีวิตเป็นเชื้อเพลิง อวิ๋นเซียวตวัดปีกเพลิงอย่างแรง ร่างของเขาพุ่งทะยานขึ้นสู่เบื้องบนราวกับดาวตกสีดำแดง บินหลบหลีกลำแสงสังหารและเศษหินที่ร่วงหล่น ฝ่าหมอกพิษและค่ายกลมรณะขึ้นมาจากก้นเหวได้อย่างปาฏิหาริย์!

    ความมืดมิดของชายป่าค่อยๆ ปรากฏแก่สายตา อวิ๋นเซียวพุ่งตัวพ้นเขตแดนลับ ร่วงหล่นลงมากระแทกพื้นหญ้าอย่างรุนแรง ปีกเพลิงที่แผ่นหลังสลายหายไปพร้อมกับกลิ่นเนื้อไหม้ ชายหนุ่มนอนหอบหายใจรวยริน ร่างกายของเขาพังพินาศจนแทบหาชิ้นดีไม่ได้ ทว่ามือขวายังคงกำแน่น ไม่ยอมปล่อยกล่องหยกที่บรรจุ บงกชโลหิตแก่นแท้ ไว้

    เขาฝืนใช้แขนที่เหลือแรงเพียงน้อยนิด คลานตะเกียกตะกายกลับไปยังซอกหินที่เขาสร้างค่ายกลซ่อนร่างของพันซานเอาไว้

    "พันซาน... ข้าได้มันมาแล้ว... โอสถต่อชีวิตของเจ้า..."

    ทว่าเมื่อเขาคลานแหวกพุ่มไม้ออกมา ภาพเบื้องหน้ากลับทำให้หัวใจของอวิ๋นเซียวหยุดเต้นไปชั่วขณะ...

    ค่ายกลป้องกันและพรางตัวที่เขาจัดเรียงไว้อย่างแน่นหนา บัดนี้ถูกทำลายจนแหลกละเอียด เศษหินวิญญาณแตกกระจายเกลื่อนพื้น และที่สำคัญที่สุด... ร่างอันอวบอ้วนของพันซานได้อันตรธานหายไปแล้ว!

    แต่เขาไม่ได้อยู่เพียงลำพัง ท่ามกลางซากปรักหักพังของค่ายกล ร่างระหงของสตรีผู้หนึ่งยืนตระหง่านอยู่ท่ามกลางแสงจันทร์สลัว ชุดกรอมเท้าสีขาวบริสุทธิ์ของนางตัดกับความมืดมิดรอบด้าน กลิ่นหอมเย็นเยือกของดอกเหมยเหมันต์ลอยแตะจมูก

    ลั่วปิงเยว่!

    นางยืนกอดอกก้มมองดูสภาพอันน่าสมเพชของอวิ๋นเซียวด้วยสายตาที่เย็นชาและไร้อารมณ์ ทว่าสิ่งที่ทำให้อวิ๋นเซียวต้องเบิกตากว้างจนแทบฉีกขาด ไม่ใช่การปรากฏตัวของนาง แต่เป็นสิ่งที่อยู่ในมือซ้ายของนาง...

    มันคือ กล่องหยกสีขาวบริสุทธิ์ ที่มีลวดลายสลักคุ้นตา กล่องหยกที่ควรจะซ่อนอยู่ในแหวนมิติของเขา!

    อวิ๋นเซียวรีบก้มมองมือขวาของตนเอง กล่องหยกที่เขากำไว้แน่นหนาเมื่อครู่ บัดนี้เหลือเพียงก้อนหินกรวดธรรมดาที่ถูกอาบด้วยภาพลวงตาตั้งแต่เมื่อใดก็ไม่อาจทราบได้!

    "ของวิเศษที่แลกมาด้วยชีวิต... ช่างน่าประทับใจเสียจริง ภาชนะหมายเลขเก้า" ลั่วปิงเยว่เอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ รอยยิ้มเย็นเยียบที่หาดูได้ยากยิ่งปรากฏขึ้นที่มุมปากของนาง "ทว่าในกระดานหมากที่เดิมพันด้วยชีวิต... ความไว้ใจคือยาพิษที่ร้ายแรงที่สุด เจ้าว่าเช่นนั้นหรือไม่?"


    คล้ายกับเรื่องเทพยุทธ์หลอมภพ สยบหมื่นวิถี ที่คุณอ่าน